วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำรวจไต้หวัน ประสานกองปราบ ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ย่านสุขุมวิท

กองปราบ สนธิกำลัง ปอท. พร้อมด้วยตำรวจไต้หวัน ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติคาบ้านพักย่านสุขุมวิท อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หลอกเหยื่อในจีนและไต้หวันโอนเงิน


เมื่อเวลา 18.30 น. วันที่ 6 ก.ค. พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป., พล.ต.ต.ศุภเศรษฐ์ โชคชัย ผบก.ปอท.มอบหมายสั่งการให้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช รอง ผบก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป., ว่าที่ พ.ต.อ.ศราวุธ บวรกิจประเสริฐ ผกก.2 บก.ปอท., พ.ต.ท. ภาณุมาศ แสงส่ง สว.กก.1 บก.ป.พ.ต.ต.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ สว.กก.1 บก.ป. สนธิกำลังตำรวจ บก.ป.บก.ปอท. และตำรวจบช.สืบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไต้หวัน และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย เข้าปิดล้อมตรวจค้นบ้านเช่าหลังหนึ่ง ในซอยปรีดีพนมยงค์ 25 ถนนสุขุมวิท 71 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา หลังสืบทราบว่าบ้านดังกล่าวถูกใช้เป็นที่พักของขบวนการคอลเซ็นเตอร์สัญชาติไต้หวัน


ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยวสูง 2 ชั้น มีรั้วรอบขอบชิด พื้นที่ประมาณ 100 ตร.ว. เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังเข้าไป พบบริเวณชั้นล่างมีลักษณะเป็นสำนักงาน ตามกำแพงถูกบุด้วยแผ่นซับเสียง บริเวณชั้นบนมีด้วยกัน 4 ห้อง แต่ละห้องตามกำแพงมีการถูกบุด้วยแผ่นซับเสียง และมีโต๊ะเก้าอี้พร้อมโพยบทสนทนา ก่อนคุมตัวกลุ่มขบวนการคอลเซ็นเตอร์ ได้ 20 ราย เป็นชาวไต้หวัน 18 ราย ชาวจีน 2 ราย (ชาย 14 ราย หญิง 6 ราย) ขณะกำลังโทรศัพท์หลอกหลวงเหยื่อ ทั้งนี้ได้ตรวจยึดคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์ ไมโครโฟนพร้อมหูฟังโมเด็มเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตจำนวนหนึ่ง โพยบทสนทนา และรายชื่อผู้เสียหายจำนวนมาก


พ.ต.อ.ธงชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากตำรวจสืบสวนอาชญากรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไต้หวัน และสำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ประสานมาทางกองปราบปรามและบก.ปอท. ว่ามีขบวนการคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวันและจีนได้ลักลอบใช้บ้านเช่าดังกล่าวเป็นแหล่งที่พักหลอกลวงเหยื่อในไต้หวัน สร้างความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท จึงได้นำกำลังเข้าตรวจค้น โดยขบวนการดังกล่าว จะใช้โทรศัพท์ผ่านอินเทอร์เน็ตหลอกผู้เสียหายว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วอ้างว่าบัญชีของเหยื่อมีความเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด หรือบัญชีมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบบัญชีของเหยื่อ โดยหลอกให้เหยื่อไปดำเนินการทำธุรกรรมผ่านตู้เอทีเอ็ม เพื่อโอนเงินมายังบัญชีของคนร้าย


ผกก.1บก.ป. กล่าวอีกว่า เหยื่อส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศจีนและไต้หวัน เนื่องจากขบวนการในลักษณะนี้จะไม่ก่อเหตุในประเทศที่ตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์ ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้เสียหายอยู่ในประเทศไทย อยู่ระหว่างเตรียมการประสานขอข้อมูลกับทางการไต้หวันว่ามีผู้เสียหายในไทยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบ พบกลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้ามายังประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนมาเช่าบ้านหลังดังกล่าวเพื่อตั้งเป็นฐานบัญชาการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อย่างไรก็ตามฝากประชาสัมพันธ์เตือนภัยว่า หากมีการโทรศัพท์มาหาท่านแล้วอ้างว่าเป็นการโทรมาจากหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ธนาคาร แล้วแจ้งว่าบัญชีของท่านมีความเกี่ยวข้องกับการทำผิดกฎหมาย การค้ายาเสพติด หรือบัญชีมีความเคลื่อนไหวผิดปกติอาจเกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบบัญชีของท่าน แล้วให้ท่านแจ้งข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวท่าน หรือให้ท่านไปดำเนินการทำธุรกรรมที่ตู้เอทีเอ็ม อย่าได้หลงเชื่อไปดำเนินการหรือให้ข้อมูลใดๆโดยเด็ดขาด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนประสานทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักร เตรียมผลักดันกลับประเทศต้นทาง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป