บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ใกล้ถึงแล้ว! วันที่โสมแดงมี 'ขีปนาวุธข้ามทวีป' มะกันมีอะไรคุ้มครองโลก?

เมื่อวันอังคารที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีเหนือกล่าวอ้างว่าพวกเขาประสบความสำเร็จในการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เป็นครั้งแรก ก่อนที่สหรัฐฯ จะออกมายืนยันว่า แดนโสมแดงทดสอบขีปนาวุธที่อาจสามารถยิงไกลถึงรัฐอะแลสกาจริง กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลไปทั่วโลก

เรื่องนี้ถือเป็นความคืบหน้าครั้งสำคัญในโครงการขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ที่ไขว่คว้าหาอาวุธอานุภาพสูงที่จะยิงโจมตีถึงดินแดนสหรัฐฯ มาโดยตลอดตั้งแต่ปีค.ศ. 1976 ในที่สุดเกาหลีเหนือก็ขยับเข้าใกล้ความฝันของพวกเขาแล้ว โลกจะมีวิธีหยุดยั้งเกาหลีเหนืออย่างไร? แล้วสหรัฐฯ มีดีพอสามารถคุ้มครองตัวเองและโลกได้หรือไม่?

ขีปนาวุธข้ามทวีปคืออะไร?

ก่อนจะถามว่าทำไมความเคลื่อนไหวครั้งล่าสุดของเกาหลีเหนือจึงเป็นเรื่องใหญ่? ขอทำความรู้จักสิ่งที่เรียกว่า ขีปนาวุธข้ามทวีป หรือคำอังกฤษว่า ‘Inter-Continental Ballistic Missile’ (ICBM) เสียก่อน มันคือจรวดนำวิถีทรงพลังที่สามารถนำพาหัวรบบินไปไกลมากกว่าระยะ 5,600 กม. ขึ้นไปผ่านอากาศหรืออวกาศ สิ่งสำคัญที่ทำให้มันต่างจากจรวดอื่นๆ คือ ระยะทำการของมันมากมายกว่าจรวดอื่นๆ ทำให้เกาหลีเหนือโจมตีเป้าหมายที่ไกลจากพรมแดนของตัวเองได้

ในปัจจุบันมีเพียงสหรัฐฯ, รัสเซีย และจีนเท่านั้นที่มีขีปนาวุธแบบยิงจากภาคพื้นแล้วสามารถทำระยะได้ขนาดนี้ ขณะที่สหราชอาณาจักรมีขีปนาวุธที่ยิงได้ไกลพอๆ กัน ในโครงการนิวเคลียร์ ‘ไทรเดนต์’ แต่เป็นจรวดที่ยิงจากเรือดำน้ำ

ส่วนเกาหลีเหนือ ตามข้อมูลของสถาบันสหรัฐฯ-เกาหลี แห่งมหาวิทยาลัย จอห์นส์ ฮอปกินส์ พวกเขาเหนือดำเนินการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปมาแล้วหลายครั้งแต่ไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ และในการทดสอบเมื่อวันอังคาร สื่อเกาหลีเหนือระบุว่า พวกเขาใช้ขีปนาวุธ ฮวาซง-14 โดยจรวดสามารถเดินทางไปได้ไกลถึง 933 กม. หลังจากพุ่งแตะระดับความสูงที่ 2,802 กม. เป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับการประมาณของเกาหลีใต้และญี่ปุ่น แต่ไม่ได้ใกล้เคียงกับระดับของขีปนาวุธข้ามทวีปเลย

แล้วมันเป็นเรื่องใหญ่อย่างไร?

เพราะมันจริงๆ แล้วมันอาจยิงถึงดินแดนของสหรัฐฯ ได้ โดยนาย เดวิด ไรท์ ผู้อำนวยการโครงการความมั่นคงโลกของสหภาพนักวิทยาศาสตร์ผู้ห่วงใย (union of concerned scientists: UCS) ระบุว่า เมื่อคำนวณจากระยะทางที่จรวด ฮวาซง-14 บินไป กับความสูงที่มันบินขึ้นไปถึง และระยะเวลาที่มีลอยอยู่กลางอากาศซึ่งยาวนานถึง 37 นาที ทำให้เชื่อว่า พิสัยทำการของขีปนาวุธลูกนี้อาจมีถึงประมาณ 6,700 กม. ทีเดียว

ระยะดังกล่าวแม้ว่าจะไม่เพียงพอจะบินถึงแดนดินใหญ่ของสหรัฐฯ ที่ประกอบด้วย 48 รัฐ และรัฐฮาวาย แต่มันครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดของรัฐอะแลสกา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญตั้งคำถามว่า เกาหลีเหนือมีเทคโนโลยีในการพัฒนาหัวรบ หรือประสบความสำเร็จในการนำหัวรบซึ่งติดอยู่ที่ปลอยจรวดกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกได้สำเร็จแล้วหรือไม่ ขณะที่นาย ปีเตอร์ คุก โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (เพนตากอน) เชื่อว่า เกาหลีเหนือยังไม่ได้แสดงให้เห็นศักยภาพในการย่อขนาดหัวรบนิวเคลียร์ ทำให้พวกเขายังมั่นใจว่า สหรัฐฯ จะสามารถตอบโต้ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือได้

สหรัฐฯ มีอาวุธอะไรไว้ป้องกัน ICBM?

แต่สมมติว่า ถ้าเกาหลีเหนือมีขีปนาวุธข้ามทวีปที่สมบูรณ์พร้อมใช้งานอยู่ในมือ สหรัฐฯ ในตอนนี้จะสามารถป้องกันตัวเองได้ตามที่นายคุกกล่าวอ้างหรือไม่? สหรัฐฯ มี ‘ระบบป้องกันติดตั้งภาคพื้นดินสกัดขีปนาวุธระยะมิดคอร์ส (กลางทาง)’ (Ground-Based Midcourse Defense: GMD) ซึ่งเป็นระบบเดียวของสหรัฐฯ ที่สามารถใช้สกัด ICBM ได้ แต่การทดสอบตั้งแต่ปี 1999 จนถึงเดือนมิ.ย. 2017 พบว่า สกัดเป้าหมายสำเร็จเพียง 10 จาก 18 ครั้ง หรือคิดเป็นประมาณ 55% เท่านั้น

ขณะที่ระบบสกัดขีปนาวุธพิสัยใกล้และกลางระบบอีจิส ‘SM-3’ ที่ติดตั้งบนเรือรบต่างๆ และบนภาคพื้น ซึ่งสามารถยิงถึงวงโคจรต่ำของโลก มีอัตราความสำเร็จในการทดสอบที่ 83% แต่เมื่อเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานป้องกันขีปนาวุธของเพนตากอน ร่วมมือกับกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น ทดสอบ จรวดสกัดขีปนาวุธ SM-3 ประสบความล้มเหลวในการสกัดเป้าหมาย

UCS เคยทำวิดีโอแสดงความกังขามาตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 แล้ว ว่าระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ อาจไม่มีสิทธิภาพเพียงพอ เพราะผู้ที่ยิงขีปนาวุธสามารถพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างความสับสนให้จรวดสกัดขีปนาวุธ หรือที่เรียกกันว่า ‘พาหนะสังหาร’ (Kill Vehicle) ได้อย่างไม่ยากเย็น

เมื่อปลายปีก่อน สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า สหรัฐฯ ได้เริ่มการใช้งานระบบ ‘โล่ป้องกันขีปนาวุธ’ มูลค่ากว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่ที่ประเทศโรมาเนีย เพื่อปกป้องชาติพันธมิตรนาโต หรือ องค์กรสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ จากภัยคุกคามของขีปนาวุธทั้งของ รัสเซีย และอิหร่าน แต่คงไม่สามารถปกป้องสหรัฐฯ จากอาวุธของเกาหลีเหนือได้เพราะอยู่ไกลเกินไป

ระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ ที่อยู่ใกล้เกาหลีเหนือที่สุดคือ ระบบสกัดขีปนาวุธพิกัดสูง หรือ ‘ทาด’ (THAAD) ในประเทศเกาหลีใต้ อัตราความสำเร็จในการทดสอบเต็ม 100% แต่ทว่า มันสามารถจัดการกับขีปนาวุธพิสัยใกล้, และกลางเท่านั้น ทั้งยังมีระยะทำการเพียง 200 กม. ทำให้อย่าว่าแต่ยิงออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกเลย แค่คุ้มครองเกาหลีใต้ให้ทั่วทุกพื้นที่ก็ไม่เพียงพอแล้ว

โลกจะรับมือเกาหลีเหนืออย่างไร?

จะเห็นได้ว่า สหรัฐฯ ในตอนนี้ยังไม่มีความพร้อมเต็มที่ในการป้องกันตัวเองจากการโจมตีของเกาหลีเหนือที่ครอบครองขีปนาวุธข้ามทวีปที่สมบูรณ์แบบแล้ว แต่นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น ตอนนี้ ชาติมหาอำนาจกำลังสรรหาวิธีในการทำให้รัฐบาลเปียงยางยอมยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ซึ่งคาราคาซังมานานหลายปีแล้ว

ดร.นิลส์สัน-ไรท์ เพรสเชอร์ อาจารย์อาวุโสจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เชื่อว่า วิธีที่เหมาะสมที่สุดตอนนี้คือการเจรจาผสมกับการสร้างแรงกดดันให้เกาหลีเหนือ ทั้งการคว่ำบาตรให้รุนแรงขึ้น, ใส่เกาหลีเหนือในบัญชีรัฐผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอีกครั้ง โดยที่ความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ, จีน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้การเจตนามีทางเป็นไปได้

อย่างไรก็ดี หนทางนี้พูดง่ายแต่กลับทำยาก เพราะอะไร? เพราะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนไม่สู้ดีนัก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กดดันจีนเรื่องเกาหลีเหนืออย่างต่อเนื่อง ขณะที่เกาหลีใต้กับญี่ปุ่น มีปัญหากินแหนงแคลงใจมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกทั้ง จีนยังคัดค้านไม่ให้สหรัฐฯ ติดตั้งระบบ ทาด ในเกาหลีใต้ ซึ่งบานปลายจนบริษัท ลอตเต้ ในจีนต้องปิดตัวเลยทีเดียว

“เพราะเหตุนี้ เกาหลีเหนือจึงผลักดันเรื่องโครงการขีปนาวุธและนิวเคลียร์ในตอนนี้ พวกเขารู้ว่าพวกเขามีช่องว่างในการระดมสรรพกำลัง” ดร.นิลส์สัน-ไรท์ กล่าว