วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเดียวในโลกที่ไม่โดน Tech Disrupt “การเหยียดเพศ”

ทุกวันนี้หันไปทางไหนก็เจอแต่สตาร์ทอัพ ธุรกิจเกิดใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีมาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด และเข้ามาเขย่าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแทบทุกวงการ สิ่งเหล่านี้เรียกว่าการ “Disrupt” หรือทำลายขนบแบบเดิมๆ ไป ด้วยอะไรใหม่ๆ ที่ดีกว่า คนยุคนี้ต้องปรับตัว เพราะเทคโนโลยีเข้ามาสอดแทรกในทุกอณูชีวิตและก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนใครช้าหรือปรับตัวไม่ทัน อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ในฐานะคนทำงานคลุกคลีกับวงการไอที เฟื่องเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยี และเห็นแรงกระเพื่อมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมหาศาลในทุกวงการจริงๆ

แต่.. ข่าวฉาวล่าสุดจาก Sillicon Valley ดินแดนที่เปรียบเสมือนมหานครเมกกะของสตาร์ทอัพและผู้หลงใหลในเทคโนโลยี ทำให้เฟื่องต้องกลับมาตั้งคำถามถึงความย้อนแย้งระหว่างเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า กับค่านิยมที่ล้าหลัง.. ความจริงอันโหดร้ายที่ถูกกลบไว้ใต้พรม “การเหยียดเพศ และการตักตวงผลประโยชน์จากผู้หญิง” ยังไม่หายไป

เรื่องนี้เป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และดูเหมือนว่าจะไม่จบลงง่ายๆ Dave McClure ผู้บริหารสูงสุดของกองทุนสำหรับสตาร์ทอัพชื่อดังอย่าง 500 StartUps ถูกโจมตีอย่างหนัก หลังเรื่องอื้อฉาวที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการคุกคามทางเพศของเขาค่อยๆ ทยอยโผล่ออกมา เริ่มต้นจาก Sarah Kunst ผู้ประกอบการหญิงรายหนึ่งออกมาเปิดเผยว่า หลังจากที่เธออีเมลไปหา Dave McClure เพื่อนำเสนอแผนธุรกิจและขอเงินลงทุน เธอกลับถูก Dave ตอบกลับด้วยถ้อยคำสองแง่สองง่าม ที่แสดงถึงทัศนคติเหยียดเพศของเขา เมื่อคนหนึ่งกล้าออกมาพูดความจริง ผู้หญิงอีกหลายคนจึงกล้าออกมาเผยประสบการณ์ที่ถูก Dave ดูถูก ที่เจอกับตัวเช่นกัน และล่าสุดเรื่องราวยิ่งทวีความรุนแรงไปอีก เพราะการกระทำของ Dave ถึงขั้นเข้าข่ายการคุกคามทางเพศ ไม่ใช่แค่เหยียดเพศ เขาได้ต้อนผู้ประกอบการหญิงรายหนึ่งจนมุม จูบ และขอร่วมหลับนอนด้วย โดยที่เธอไม่ได้ยินยอมด้วยแม้แต่น้อย

ในฐานะผู้หญิงที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี และเชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เรื่องนี้ค่อนข้างรุนแรงสำหรับเฟื่อง เพราะจริงๆ แล้ว เรื่องความไม่เท่าเทียมกันทางเพศนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราได้เห็นความพยายามในการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ที่ผ่านมาผู้หญิงเคยได้รับโอกาสน้อยกว่าเสมอในโลกการงาน ดูเหมือนว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างๆ จะตระหนักถึงจุดยืนนี้ และพยายามให้พื้นที่ผู้หญิงมากขึ้น ทั้ง Google, Facebook, Amazon หรือ แม้แต่ 500startups เอง เช่น การกำหนดวัฒนธรรมองค์กรใหม่ การจัดสัมมนา/อีเวนต์ Women in Tech หรือ Women Entreprenuer ขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อผู้หญิง

มองจากมุมคนนอก เราเห็นเพียงแค่เปลือกของอนาคตสดใส หารู้ไม่ว่าภายในมีปัญหาเดิมที่ไม่ได้หายไปไหน.. ผู้ชายที่ยังครองอำนาจใหญ่ในบริษัท ใช้อำนาจไปในทางที่ผิด และเอาเปรียบผู้หญิง โดยเฉพาะนักลงทุน (เช่น Dave McClure และกรณีอื่นๆ อีกหลายกรณี) พวกเขารู้ดีว่าสตาร์ทอัพต้องการเงินทุน เพื่อที่จะไปทำให้ไอเดียและความฝันอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นจริง สำหรับสตาร์ทอัพผู้หญิงที่มีพื้นที่ในโลกธุรกิจน้อยอยู่แล้ว อาจมีกรณีที่นักลงทุนใช้การแลกเปลี่ยนทางเพศเป็นค่าสินบนได้สำเร็จ จึงทำให้หลงระเริงกับอำนาจของตนเองจนเกินจริง คิดไปว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่เขาควรทำได้

เรื่องนี้จะโทษผู้ชายคนเดียวก็ไม่ถูก เพราะเฟื่องเชื่อว่าตบมือข้างเดียวยังไงก็ไม่ดัง คงเคยมีกรณีที่ปิดดีลด้วยวิธีสีเทากับผู้หญิงสำเร็จ จึงกล้าทำซ้ำ และติดเป็นนิสัย หากต้องการแก้ปัญหาและเรียกร้องสิทธิสตรีเรื่องความเท่าเทียมกันนี้จริงๆ ผู้หญิงทุกคนก็ควรตระหนักถึงคุณค่าของตนเอง และไม่ยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นเชื้อไฟให้เพลิงลามต่อออกไปเป็นวงกว้าง (แต่เราก็ไม่อาจห้ามการตัดสินใจของใครได้ เพราะค่านิยมและความเชื่อเป็นเรื่องปัจเจกบุคคล) เพียงแต่ผู้ชายเองก็ไม่ควรเหมารวมผู้หญิง ว่าเป็นเพศต่ำกว่าที่ตนเองสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้ก็เท่านั้นเอง

แต่เรื่องดีของข่าวนี้ก็คือ อย่างน้อยๆ เรื่องจริงภายในที่อาจจะไม่สวยงามเท่าไร ก็ได้เป็นเรื่องที่รับรู้กันในวงกว้างมากขึ้น และเชื่อว่าการโยนหินลงน้ำรอบนี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมให้มีผู้หญิงอีกมากกล้าออกมาเปิดเผย และยืนหยัดในสิทธิของตัวเอง เพื่อร่วมกันหาทางแก้ไข แทนที่จะถูกปล่อยเบลอไว้ เพราะคิดว่ายังไงพูดไปก็ไร้ประโยชน์เหมือนที่ผ่านมา

เจอกันสัปดาห์หน้าค่ะ

ป.ล. ไหนๆ พูดถึงวงการสตาร์ทอัพแล้ว วกกลับมาที่ไทยหน่อยแล้วกัน วันนี้ Startup Thailand วันแรกนะคะ งานใหญ่มากไม่ควรพลาด 6-9 ก.ค. นี้ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กิจกรรมน่าสนใจมากมาย ใครไปเจอเฟื่องได้ทุกวันเลย เจอแล้วอย่าลืมทักกันด้วยนะคะ

เฟื่องลดา