บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กกต.ฮึดสู้ ยื่นศาลรธน.ช่วยตีความ

6 ข้อโต้แย้งกฎหมายลูก คุกพักโทษ ‘หมอเลี้ยบ’

กกต.ยื้อสุดกระดานเล็งยื่นศาล รธน.โดยตรง หลังเจอแม่น้ำ 5 สาย แท็กทีมตีตกเรียบ 6 ข้อโต้แย้ง ก.ม.ลูก กกต. “สมชัย” เหวี่ยงรู้อยู่แล้วผลออกมาแบบนี้ “มีชัย” ชี้ กกต.ยังยื่นศาล รธน.เองไม่ได้ ต้องรอ ก.ม.บังคับใช้ก่อน ฉุนย้อนถามถ้าร่างตกหลังใช้ใครจะยกร่าง ย้ำ สนช.ตกแต่งไพรมารีโหวตจนเพี้ยน ส่อตั้ง กมธ.ร่วมอีกฉบับ ปชป.ชี้โพรงซื้อเสียงระบบไพรมารี ระบุลงทุนน้อยได้ผลชะงัด สวดยับ สนช.-กรธ.ไร้เดียงสาทางการเมือง “พิเชษฐ” รำคาญ กปปส.บอนไซ ปชป. ยุเซ็ตซีโร่ล้างบางพรรคการเมือง นายกฯย้ำปากแฉะไม่คิดสืบอำนาจ แทงกั๊กเหมือนเดิมอนาคตการเมือง วอนอย่าเร่งกำหนดเยือนสหรัฐฯ

หลังจากที่คณะกรรมาธิการร่วม (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มีตัวแทนสมาชิกสภานิติบัญญัติ (สนช.) 5 คน กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 5 คน และ กกต. 1 คน มีมติตีตก 6 ข้อโต้แย้งของ กกต. ระบุไม่มีสิ่งใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เตรียมส่งให้ที่ประชุม สนช.พิจารณาอีกครั้ง และหากผ่านเป็นกฎหมาย กกต.จะถูกเซ็ตซีโร่ทั้งคณะนั้น

กกต.ดิ้นชงศาล รธน.วินิจฉัย ก.ม.ลูก

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารกลาง กล่าวถึงกรณีกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มีมติเสียงข้างมากว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ไม่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญว่า ไม่แปลกใจที่กรรมาธิการร่วมจะมีมติไม่เห็นด้วยกับความเห็นแย้งเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.ที่ กกต.เสนอขึ้นไป เนื่องจากการออกแบบสัดส่วนของกรรมาธิการร่วม ที่กำหนดให้มีตัวแทน กกต. 1 คน ตัวแทน สนช. 5 คน กรธ. 5 คน ก็เห็นแนวโน้มการลงมติไม่ยาก ที่ประชุมใช้เวลาเพียง 5 ชั่วโมง เพื่อถกในประเด็นที่เป็นปัญหา 6 ประเด็น เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าได้สนใจในรายละเอียดมากน้อยเพียงไร เชื่อว่าประธาน กกต.ได้ใช้ความพยายามเต็มที่แล้ว เมื่อ กกต.ทักท้วงในประเด็นปัญหาที่เขียนกฎหมายลูกขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามช่องทางนี้แล้วไม่เป็นผล ก็ต้องดำเนินการในช่องทางที่เหลือ คือ การร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวขัดกับรัฐธรรมนูญ ซึ่ง กกต.ได้มอบหมายให้ทางสำนักงานยกร่างหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดยคาดว่าน่าจะมีมติส่งศาลในช่วงหลังจากที่ สนช.ลงมติแล้ว

“มีชัย” ชี้ กกต.ส่งให้ศาล รธน.เองไม่ได้

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงกรณีที่ กกต. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความร่างกฎหมายลูก กกต.ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า ถ้าหาก สนช.เห็นว่าการเซ็ตซีโร่ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็จะไม่ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ และ กกต.จะไม่สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองได้เช่นกัน หนทางเดียวที่ กกต.จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญได้ด้วยตัวเอง คือต้องรอหลังจากที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.มีผลบังคับแล้ว หากถึงเวลานั้นต้องดูว่าตอนนั้นศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินกันอย่างไร จะขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแบบไหน ถ้าหากตัดสินว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญต้องตกไปทั้งฉบับ ตนขอถามว่าตอนนั้นใครจะร่างกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญจะร่างเองหรือไม่ และถ้าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเห็นแย้งของ กกต.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กกต.ชุดนี้ต้องพ้นสภาพไปทันที ไม่สามารถรักษาการณ์ได้

ย้ำไพรมารีไม่ตรงเจตนารมณ์

นายมีชัยกล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองว่า ขณะนี้ กรธ.ได้ส่งคำทักท้วงไปยัง สนช.แล้ว โดยระบุว่ากลไกว่าด้วยการทำไพรมารีโหวตจะทำให้เกิดปัญหาไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญได้ ในแง่ของการทำให้กลไกการเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต การกำหนดให้หัวหน้าพรรคการเมืองอยู่ในบัญชีรายชื่อหมายเลขหนึ่งในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองนั้น เท่ากับว่าเป็นการตัดสิทธิหัวหน้าพรรคการเมืองในการลงสมัครเขตเลือกตั้งได้ และจะส่งผลในทางปฏิบัติมากมาย อาทิ พรรคการเมืองอาจจะไม่สามารถทำไพรมารีโหวตได้ทันเวลา ส่งผลทำให้เขาถูกตัดสิทธิในการลงเลือกตั้ง ตนไม่ได้ขัดแย้งในเรื่องการทำไพรมารีโหวต ควรจะมีหลักการไพรมารีโหวตต่อไป แต่จะต้องหารือกับ สนช. และ กกต.เพื่อหาทางออกในทางปฏิบัติ

เตรียมส่งข้อโต้แย้งให้ สนช.

นายอุดม รัฐอมฤต กรธ. กล่าวว่า กรธ.เตรียมส่งความเห็นถึง สนช. เพื่อขอให้ทบทวนและแก้ไขบทบัญญัติในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ตามกำหนดเวลาที่รัฐธรรมนูญกำหนด ภายใน 10 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันนี้ หลังจากที่กรธ. หารือร่วมกันแล้วว่าจะมีประเด็นที่นำไปสู่การขัดหลักการที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกรณีการเลือกตั้งที่กำหนดให้ว่าต้องทำอย่างโปร่งใสได้แก่ 1.ระบบการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนของพรรคการเมืองส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือไพรมารีโหวต ที่พบว่าเนื้อหาไม่สมบูรณ์ 2.ระบบไพรมารีโหวตที่อาจมีผลกระทบต่อระยะเวลาการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ 3.ประเด็นการกระทบสิทธิของประชาชนและพรรค การเมืองต่อการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยหลักการของรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ชัดเจนว่าเมื่อพรรคถูกจัดตั้งแล้ว พรรคมีสิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ แต่กรณีที่กำหนดให้ใช้กระบวนการไพรมารีโหวตในเขตเลือกตั้งนั้นอาจมีผลกระทบต่อประเด็นการจำกัดตัวเลือกของผู้สมัคร ส.ส.ของประชาชนได้

เชื่อไม่ถูกตีตกเหมือน ก.ม.ลูก กกต.

นายอุดมกล่าวว่า ได้คุยกับกรรมการของพรรค การเมือง มีมุมมองว่า กรณีการส่งผู้สมัครของพรรคให้ประชาชนในเขตเลือกตั้งเลือกในขั้นต้น อาจไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนทั้งหมดได้ เพราะภายในพรรคมีกลุ่มก๊วนที่เป็นฝ่ายเดียวกันอยู่ หรือเป็นอดีต ส.ส.ดั้งเดิม แต่ในปีที่มีการเลือกตั้งอาจจะมีคนรุ่นใหม่ที่อยากลงสมัคร เมื่อจัดเลือกตั้งขั้นต้น คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพอาจไม่ได้รับเลือกจากการเลือกตั้งขั้นต้นได้ เพราะยังไม่เป็นที่รู้จัก สำหรับการส่งประเด็นโต้แย้งเพื่อขอให้ สนช.แก้ไข เชื่อว่าจะไม่ถูกตีตกเหมือนกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. แน่นอน เพราะประเด็นที่ กรธ.จะส่งไปนั้น นอกจากจะมีประเด็นรายละเอียดแล้วจะมีข้อเสนอต่อการปรับปรุงบทบัญญัติแนบไปด้วย เพื่ออภิปรายและอธิบายให้ที่ประชุมกรรมาธิการวิสามัญร่วม 3 ฝ่ายพิจารณา

“ศุภชัย” ย้ำไม่คิดยื้อตำแหน่ง

วันเดียวกัน ที่โรงแรมเซ็นทรา มาริส จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดสัมมนายกร่างระเบียบและร่างประกาศตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า มีเรื่องใหม่หลายเรื่อง เช่น ไพรมารีโหวต ไม่ต้องวิตกอะไร เพราะพนักงาน กกต.ทำงานมา 19 ปี ถึงแม้จะไม่มี กกต.ชุดปัจจุบัน ชุดใหม่มาก็ขอให้พนักงาน กกต.ตั้งใจทำงานต่อไป บางท่านอาจจะอึดอัด เพราะเป็นของใหม่ แต่ถ้าเตรียมการไว้แต่ต้นน่าจะทัน ส่วนกรณีที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.เสียงข้างมาก เห็นว่าไม่ขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญนั้น ตนเป็นเสียงข้างน้อย 1 เสียง ต้องขอสงวนคำแปรญัตติไว้ ไม่ได้แย้งแบบไม่มีเหตุผลหรือต้องการยื้อตำแหน่ง เก้าอี้เป็นเพียงหัวโขน

“พิเชษฐ” ชี้โพรงซื้อเสียงไพรมารี

นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต รมช.คลังและอดีต ส.ส.กระบี่ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว “ไพรมารีโหวต ปีศาจตัวใหม่ของการซื้อเสียง” ว่า ภูมิภาคหนึ่ง จังหวัดหนึ่ง หรือเขตเลือกตั้งหนึ่ง พรรคการเมืองหนึ่งผูกขาดการชนะเลือกตั้ง จนกล่าวกันว่าเอาเสาไฟฟ้ามาลงก็ได้ ในเขตเลือกตั้งนั้นพรรคการเมืองมีสมาชิกอยู่ไม่ถึง 3,000 คน ประชุมใหญ่แต่ละปีมีสมาชิกมาประชุมไม่เกิน 300 คน นักซื้อเสียงคนหนึ่ง หมดปัญญาซื้อเสียงให้ชนะการเลือกตั้งได้โดยวิธีอื่น จึงระดมบริวารได้ 4,000 คน ให้ไปสมัครเป็นสมาชิกที่สาขาพรรคนั้น แจกเงินค่าสมาชิกให้คนละ 100 บาท สิ้นเงิน 400,000 บาท ให้รางวัลอีกคนละ 500 บาท สิ้นเงิน 2,000,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,400,000 บาท ซึ่งเป็นเงินน้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับการซื้อเสียงทั่วไป สมาชิกใหม่เกือบ 4,000 คน ร่วมกันเทเสียงให้ผู้ลงทุนผู้นั้นจะได้สิทธิ์เป็นผู้สมัครในนามของพรรคนั้น และย่อมจะชนะการเลือกตั้งโดยง่าย ไพรมารีโหวตจึงเป็นวิธีการซื้อเสียงแบบใหม่ที่ราคาถูกที่สุด และได้ผลที่สุด ซึ่งสมาชิกสภาไร้เดียงสาบางส่วนกำลังคิดกัน บ้างก็โดยความคิดไร้เดียงสาที่สุด บ้างก็ด้วยความคิดชั่วร้ายที่สุด ปีศาจร้ายตัวใหม่ของการเลือกตั้งกำลังจะมา และกลุ่มปีศาจการเมืองบางกลุ่มกำลังคิดเตรียมการ นั่นคือเหตุผลที่พรรคการเมืองบางพรรคไม่เอา และพรรคการเมืองบางพรรคจะเอา “ไพรมารีโหวต”

อัด สนช.–กรธ.ไร้เดียงสาทางการเมือง

“แปลกใจทำไม สนช.และ กรธ.ดูเรื่องนี้ไม่ออก หรือเขาอาจจะไร้เดียงสาทางการเมืองก็ได้ ยืนยันว่าวิธีการนี้จะเป็นการลงทุนซื้อเสียงที่ถูกที่สุด เพราะซื้อคนจำนวนน้อยแค่หลักพันคน ไม่ต้องหว่านซื้อเสียงทั่วทั้งเขตเลือกตั้งในวงกว้าง โดยไม่ต้องดูว่าผู้สมัครคนนั้นชาวบ้านชื่นชอบ มีผลงานหรือไม่อย่างไร ถือเป็นการซื้อเสียงเลวร้ายที่สุด เพราะมีกฎหมายรองด้วย” นายพิเชษฐระบุ

รำคาญ กปปส. ยุเซ็ตซีโร่พรรค

นายพิเชษฐกล่าวด้วยว่า เมื่อผู้มีอำนาจตั้งใจจะปฏิรูปการเมือง โดยเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระ อย่าง กกต.กสม.แล้ว ก็ขอให้เซ็ตซีโร่พรรคการเมืองที่มีอยู่ขณะนี้ให้เท่าเทียมกันทั้งหมด เริ่มต้นใหม่กันทุกพรรค ทั้งพรรคใหม่ พรรคเก่า โดยเฉพาะคนของ กปปส.ที่อยู่ในประชาธิปัตย์ ก็ขอให้ไปตั้งพรรคการเมือง ให้ชัดเจน ไม่ต้องส่งคนมาซ่อนในประชาธิปัตย์ คือจิตใจเป็น กปปส. แต่มาสวมเสื้อประชาธิปัตย์ แล้วส่งคนมาล้างความคิด ล้างอุดมการณ์พรรค ชั่วชีวิตที่ตนเหลืออยู่จะสิบปี หรือกว่านั้นก็ตาม แต่จะไม่มีโอกาสเห็นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีกแล้ว เพราะประชาธิปัตย์วันนี้ต้องต่อสู้กับพรรคคู่แข่งแล้ว ยังต้องต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ในพรรคตัวเองอีก มันไม่เป็นเอกภาพ คนในพรรคกว่าครึ่งไม่ใช่เนื้อแท้และไม่ยึดมั่นอุดมการณ์พรรคที่ประกาศชัดเจนมาตลอดว่าต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ แต่รอร่วมเป็นรัฐบาล รอจับมือกับทหารจึงหันไปสอพลอรัฐบาลทหาร

นายกฯ ต้อนรับเด็กไทยสู่แผ่นดินแม่

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 09.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เปิดโอกาสให้คณะเยาวชนไทยและผู้ปกครองจากโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 11 และโครงการเยาวชนไทยในออสเตรเลียคืนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 6 เข้าเยี่ยมคารวะ โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวให้โอวาทตอนหนึ่งว่า ขอบคุณที่ทุกคนระลึกถึงแผ่นดินเกิด ถือเป็นแผ่นดินแม่ มีความจงรักภักดีใน 3 สถาบันหลัก รัฐบาลมีความมุ่งมั่นสร้างความเป็นอยู่คุณภาพชีวิตที่ดีให้คนไทยทุกคนในด้านต่างๆภายใต้ยุทธศาสตร์ ชาติ 20 ปี วันนี้เราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ ทั้งสหรัฐฯ และออสเตรเลียเป็นมหามิตรกับสหรัฐฯ มีแผนพบปะผู้นำ แต่ไม่ว่าเราอยู่ในแผ่นดินใดต้องทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินนั้นๆ ต้องเคารพกฎหมาย แต่ต้องไม่ลืมแผ่นดินแม่ สิ่งที่เราเผชิญในอนาคตทั้งภัยพิบัติ สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง อันตรายมากกว่าที่เราจะมาทะเลาะเบาะแว้งทางการเมือง ตนมีความจำเป็นเข้ามาตรงนี้ ขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างความเข้าใจในฐานะที่อยู่ในประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในสังคมโลกด้วย

ยันไม่ใช่ผู้นำคิดสืบทอดอำนาจ

นายกฯกล่าวว่า ขอชื่นชมสหรัฐฯ และออสเตรเลีย เป็นประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน มั่นคง มีเสถียรภาพทางการเมือง น่าจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการเดินหน้าสู่การเป็นประชาธิปไตยของไทย ขอให้ ทุกคนถ้าวันหน้าได้ทำงานที่ดีๆเจริญเติบโตแล้ว อย่าลืมกตัญญูทดแทนแผ่นดินแม่ ซึ่งรัฐบาลจะเป็นสะพานเชื่อมเปลี่ยนผ่านไปสู่ความกินดีอยู่ดี ก้าวข้ามความขัดแย้ง กำลังสร้างประชาธิปไตยที่เหมาะสม ปัจจุบันเราสามารถย่อโลกในโซเชียลมีเดีย ต้องมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเสพสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เขียนอะไรมาก็เชื่อ เพราะบางอย่างบิดเบือน วันนี้นักธุรกิจมาประเทศไทย เวลามาการเมืองเขาเล่นตนนิดหน่อย แต่วันนี้น้อยลง ตนก็ถามไปว่าทำไมถึงมา วันนั้นยังว่าตนอยู่เลย เขาก็บอกว่าเศรษฐกิจกับการเมืองเป็นคนละเรื่องกัน หลายบริษัทมาพบ ตนก็บอกว่าทำไปตามโรดแม็ป ไม่ใช่เป็นผู้นำที่เข้ามาปิดกั้นหรือสืบทอดอำนาจ แต่จะสืบทอดประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ได้รับการยอมรับจากทุกประเทศ ใช้เวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่ได้ปฏิเสธประชาธิปไตย

ชม “ลุงตู่” ใจดีไม่เหมือนออกทีวี

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้มอบกระเป๋าผ้าขาวม้าโอทอปให้คณะเยาวชนเป็นที่ระลึก โดยตัวแทนเยาวชนไทยจากออสเตรเลียกล่าวกับ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 ที่เดินทางมาไทย ครั้งแรกที่มาได้มีโอกาสแสดงโขนเป็นหนุมาน รู้สึกชื่นชอบประทับใจ มาก เมื่อมีโอกาสมาอีกครั้งมาพบกับนายกฯ จึงรู้ว่า “ลุงตู่” ใจดีมาก ไม่เหมือนกับในโทรทัศน์ ก่อนที่จะพากันร้องเพลง “ฉันเป็นคนไทย” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ฟัง และร่วมถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกอย่างเป็นกันเอง

หลังจากนั้นนายกฯได้เดินไปจับมือทักทายนางแคตี้ ชาร์ลีน โพธิ์ศรีทอง อ.ที่เคยสอนภาษา อังกฤษให้ และเป็นกรรมการโครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 11 โดยก่อนที่นายกฯจะออกจากห้องประชุมเหล่าผู้ปกครองได้ตะโกนให้นายกฯ สู้ๆ อยู่นานๆ นายกฯจึงยิ้มพร้อมชูมือสัญลักษณ์ I Love You

ยังแทงกั๊กอนาคตทางการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์บ่ายเบี่ยงที่จะให้สัมภาษณ์ประเด็นการเมือง หลังผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงความคิดเห็นกรณีครบกำหนด 90 วันที่สมาชิก สปท. สนช. และ คสช. ที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้งต้องลาออกจากตำแหน่ง พล.อ.ประยุทธ์ตอบสั้นๆว่า “ไม่เกี่ยวกับผม” เมื่อถามย้ำว่า ถ้ามีพรรคการเมืองสนับสนุนให้เป็นนายกฯต่อจะตัดสินใจอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ก็แล้วแต่เขาสิ เกี่ยวอะไรกับผม” ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าหลังจากนี้จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับทางการเมืองอีก พล.อ.ประยุทธ์ ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ผมไม่นั่งยัน ยืนยัน นอนยัน อะไรทั้งนั้นแหละ” ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิด

อดแอโรบิกเพลง “ผู้สาวขาเลาะ”

ต่อมาเวลา 15.50 น. ที่ห้องโถงตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์พร้อมด้วยคณะทำงาน ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ร่วมออกกำลังกายประจำสัปดาห์ด้วยการเต้นแอโรบิก แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาออกกำลังกายช้ากว่าปกติ ทำให้ได้ร่วมเต้นเพียง 10 นาที เสร็จแล้วเดินกลับขึ้นห้องทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที โดยก่อนที่นายกฯจะลงมาเต้นแอโรบิกนั้น เจ้าหน้าที่ได้เปิดเพลง “ผู้สาวขาเลาะ” ของลำไย ไหทองคำ ที่ก่อนนี้นายกฯได้ตำหนิท่าเต้นและการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม อนึ่ง วันเดียวกันนี้นายกฯได้มอบคำขวัญเนื่องในวันงดดื่มสุราแห่งชาติ ประจำปี 60 ซึ่งตรงกับวันเข้าพรรษาอาทิตย์ที่ 9 ก.ค.ว่า “ห่างไกลสุรา ประชาเป็นสุข ปลอดภัย พาชาติ ไทยเจริญ”

ขออย่าเร่งรอจังหวะเยือนสหรัฐฯ

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงความชัดเจนการเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาว่า กำหนดการยังไม่ชัดเจน เพราะต่างฝ่ายต่างต้องมีการเตรียมการ ต้องดูจังหวะที่ว่างด้วย ขออย่าเร่งรัดนัก เพราะมีหลายเรื่องที่ต้องพูดคุยกันจึงต้องมีการเตรียมข้อมูล ต้องมีความพร้อม เนื่องจากเราต้องมีแนวทางที่จะไปพูดคุยให้ชัดเจนว่าเขาต้องการอะไรและเราต้องการอะไร ไม่อยากให้เร่งร้อนเกินไป และตนก็มีงานสำคัญในช่วงนี้ในเรื่องการปฏิรูปและงานในสภาที่ต้องคอยประคับประคองให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญ อย่าเร่งรัดกันนักเลย เมื่อไหร่ก็พบได้เหมือนกัน สิ่งที่เป็นสัญญาณที่ดีคือเขาเชิญ อย่าบังคับกันมากนัก เร่งรัดไปมาเดี๋ยวก็เป็นประเด็นขึ้นมา ดีอยู่แล้วก็ดีต่อไป

ถกอียู 3–14 ก.ค. แก้ปัญหาประมง

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ครั้งที่ 5 ภายหลังการประชุม พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงว่า ที่ประชุมได้พิจารณาการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านเกษตรโดยเฉพาะข้าว โดยเสนอให้ จ.กาฬสินธุ์ เป็นจังหวัดต้นแบบในการศึกษาความเป็นไปได้ เพื่อจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเมืองข้าว ตามแนวทางของ สปท. พล.อ.ประวิตรยังเน้นย้ำการแก้ไขปัญหาประมงผิดกฎหมาย หรือไอยูยู ว่าไม่ใช่แค่การทำตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป (อียู) แต่รัฐบาลต้องการทำเรื่องเหล่านี้ให้เป็นไปตามหลักสากล แก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยไทยจะประชุมร่วมกับผู้แทนจากอียูที่เดินทางมาไทยตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค. และอยู่ถึงวันที่ 14 ก.ค. เพื่อหารือทางเทคนิค และสรุปผลการดำเนินการของแต่ละฝ่าย

รอลุ้น ก.ย.ไอเคโอปลดธงแดง

ด้าน พ.อ.หญิงศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษก คสช.แถลงว่า ที่ประชุมได้รับทราบรายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาตามข้อเสนอแนะขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ไอเคโอ) ซึ่งสำนักงานการบินพลเรือนได้ปรับปรุงข้อบกพร่องเกี่ยวกับความปลอดภัยการบินพลเรือน ทั้งระเบียบขั้นตอน คู่มือการทำงาน การประเมินผล รวมถึงการออกใบรับรองผู้เดินอากาศใหม่ โดยเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.เราได้ยื่นขอปลดธงแดงกับไอเคโอแล้ว ไอเคโอจะเข้ามาตรวจสอบและประเมินผลในช่วงเดือน ก.ย. และจะทราบผลหลังจากนั้นภายใน 1 เดือน ว่าเราจะสามารถปลดธงแดงได้หรือไม่

ศาลนัดชี้ชะตา “บุญทรง” 25 ส.ค.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกา ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐหรือจีทูจี และองค์คณะรวม 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้าย คดีที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 1 นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว จำเลยที่ 2 และพวกซึ่งเป็นอดีตนักการเมือง 3 คน ข้าราชการการเมือง 3 คน และนิติบุคคลกับกรรมการผู้มีอำนาจในนิติบุคคล รวม 28 ราย เป็นจำเลยในความผิดตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ (ฮั้วประมูล) และละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวมเป็นเงิน 35,274,611,007 บาท ซึ่งมีผู้หลบหนี 2 ราย ภายหลังการไต่สวนพยานจำเลย 3 ปากสุดท้ายเสร็จสิ้น ศาลได้นัดวันพิพากษาวันที่ 25 ส.ค.เวลา 09.00 น.ซึ่งศาลให้คู่ความยื่นคำแถลงปิดคดีด้วยลายลักษณ์อักษรภายในวันที่ 15 ส.ค.นี้

เจ้าตัวยันสู้คดีทำเต็มที่แล้ว

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังศาลไต่สวนว่า มีความมั่นใจศาลได้ดูพยานหลักฐานที่ฝ่ายเรานำเข้ามาไต่สวน เราทำเต็มที่ในการต่อสู้ในทุกประเด็น คงจะได้รับความเป็นธรรม ส่วนการบังคับคดีอายัดทรัพย์ในทางแพ่งอยู่ระหว่างยื่นฟ้องศาลปกครอง เมื่อถามว่ามีความกังวลหรือไม่ เพราะศาลฎีกาฯ นักการเมืองในคดีนี้ นัดฟังคำพิพากษาทั้งที่คดีหลักจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลยยังไต่สวนไม่เสร็จและยังไม่ได้นัดฟังคำพิพากษา นายบุญทรงตอบว่า ไม่ขอก้าวล่วงศาล ในส่วนคดีตนก็เป็นไปตามที่ศาลฎีกาฯ ได้สั่งไว้ ทั้งนี้ไม่มีอะไรต้องเตรียมใจ ผลออกมาเป็นอย่างไรก็เป็นตามนั้น ส่วนที่จะกลับสู่การเมืองหรือไม่ นายบุญทรงยิ้มพร้อมกล่าวว่า ขอให้คดีจบก่อน

ฎีกายืนจำคุกวางบึมภูมิใจไทย

ที่ห้องพิจารณา 713 ศาลอาญา ศาลนัดอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้องนายเดชพล พุทธจง อายุ 62 ปี อาชีพค้าขาย นายกำพล คำคง อายุ 48 ปี ขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง นายกอบชัย หรืออ้าย บุญปลอด อายุ 49 ปี อาชีพค้าขาย นางวริศรียา หรืออ้อ บุญสม อายุ 49 ปี อาชีพตกแต่งภายใน และนายสุริยา หรืออ้วน ภูมิวงษ์ อายุ 45 ปี อาชีพช่างทำบั้งไฟ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิด มีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต พกพาอาวุธ (วัตถุระเบิด) ไปในเมืองโดยไม่มีเหตุสมควร และกระทำให้เกิดระเบิด ตามความผิด พ.ร.บ.อาวุธปืน พ.ศ. 2490 สืบเนื่องจากเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 53-22 มิ.ย. 53 จำเลยทั้ง 5 คน กับพวกร่วมกันผลิต และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ทำขึ้นซุกซ่อนระเบิดไว้ในถังแก๊สในรถเข็นผลไม้ เข็นผ่านอาคารที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ใกล้ซอยพหลโยธิน 43 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม.จนเกิดระเบิดขึ้น ทำอาคารและรถยนต์บริเวณนั้นได้รับความเสียหาย โดยศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลยทั้ง 5 คน

“หมวดเจี๊ยบ” จี้รัฐดูแลปัญหา ปชช.

ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.เพื่อเสนอข้อมูลความเดือดร้อนของประชาชนและเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ โดย ร.ท.หญิงสุณิสากล่าวว่า มายื่นข้อมูลความเดือดร้อนของชาวนา ทั้ง ราคาข้าวที่ตกต่ำ รัฐบาลไม่มีมาตรการช่วยเหลือที่เพียงพอ เมื่อเศรษฐกิจฐานรากอ่อนแอและคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดกำลังซื้อ ย่อมกระทบโครงสร้างเศรษฐกิจ เกษตรกรส่วนใหญ่รู้สึกผิดหวังที่รัฐบาลประกาศว่าไม่มีปัญญาแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร หวังว่าข้อมูลเหล่านี้รัฐบาลจะรับฟัง ไม่ใช่ส่งลูกน้องไปข่มขู่ชาวนา หรือส่งทหาร 3 นาย มาบุกบ้านพักของตน หลังโพสต์คลิปเรื่องความเดือดร้อนของชาวนาในเฟซบุ๊กส่วนตัว เป็นการกระทำที่ลุแก่อำนาจและไร้เหตุผล

“ปู” ควงลูกหลานทำดอก “ดารารัตน์”

วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้เปิดบ้านทำกิจกรรม “ร้อยรวมใจภักดิ์ ถวายดารารัตน์เพื่อพ่อ” เพื่อถวายในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระ บรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เป็นวันที่ 2 โดยมี ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย น.ส.พินทองทา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตลอดจนแกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย อาทิ นายภูมิธรรม เวชยชัย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ และแฟนเพจ น.ส.ยิ่งลักษณ์เข้าร่วม น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า วันที่ 26 ต.ค. จะมีงานพระราชพิธีถวายเพลิงพระบรมศพฯ วันนั้นประชาชนคนไทยต้องการที่จะเข้าไปถวายพระเพลิงรวมถึงการแสดงความจงรักภักดีในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อส่งพระองค์ท่านสู่สวรรคาลัยเป็นครั้งสุดท้าย เชื่อว่ามีความต้องการดอกไม้จันทน์จำนวนมาก วันนี้รู้สึกตื้นตันใจที่เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ลูกๆ หลานๆ ในครอบครัวมาร่วมใจกันทำงานชิ้นนี้ ส่วนวันที่ 6 ก.ค.ขอเรียนเชิญร่วมกันทำดอกไม้จันทน์ที่อิมพีเรียล สำโรง

ผงะงูเหลือมโผล่กลางกองทัพบก

เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดูแลรักษาความเรียบร้อยจากส่วนสนับสนุนกองบัญชาการกองทัพบก ได้รับแจ้งจากกำลังพลขณะเดินทางมาปฏิบัติงานว่า พบงูเหลือมขนาดใหญ่ความยาวประมาณ 2 เมตร เลื้อยออกมาจากใต้อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกมายังบริเวณลานจอดรถหน้าอาคารบริเวณหน้าเสาธง โดยพยายามเข้าไปในรถยนต์เบนซ์ ป้ายแดง เลขทะเบียน ก-0871 กรุงเทพมหานคร หลังจากได้รับแจ้งได้ส่งเจ้าหน้าที่มาจับงูเหลือมตัวดังกล่าว ใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงสามารถจับออกมาได้ ก่อนนำไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ท่ามกลางกำลังพลมุงดูจำนวนมาก ก่อนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา โดยเฉพาะในช่วงนี้มีการปรับย้ายนายทหารประจำปี 60 โดยก่อนหน้านี้เคยมีตัวเงินตัวทองออกมาใต้อาคารพิพิธภัณฑ์กองทัพบกในช่วงมีการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มต่างๆ

พักโทษ “หมอเลี้ยบ” กลับบ้านแล้ว

วันเดียวกัน นายกฤช กระแสร์ทิพย์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เผยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ทางเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯได้รับเอกสารการปล่อยตัว นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือหมอเลี้ยบ อายุ 59 ปี อดีต รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ผู้ต้องขังกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 กรณีที่อนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เนื่องจากได้รับการพิจารณาพักโทษชั่วคราว ตามเงื่อนไข นักโทษชั้นดีและชั้นเยี่ยม ที่จะได้รับการพิจารณาลดวัน ลดโทษตามกฎเกณฑ์กรมราชทัณฑ์ เมื่อเอกสารมาถึงเรือนจำ เจ้าหน้าที่ก็ทำการตรวจเอกสารตามขั้นตอน และปล่อยตัว นพ.สุรพงษ์ไปเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา