วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โทษลบชื่อ ‘ทนายฉาว’ ทำตัวไม่เหมาะสม

ชงฟ้อง-ทวง3.4ล. เหยื่ออีกรายโผล่!

ดีเดย์ 6 ก.ค. สภาทนายนัดประชุมคณะกรรมการบริหารฯวาระพิเศษพิจารณาการลงโทษนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ฐานประพฤติตนไม่เหมาะสมมีโทษถึงขั้นลบชื่อออกจากการเป็นทนาย ขณะที่คณะอนุกรรมการบริหารฝ่ายช่วยเหลือฯมีมติให้ฟ้องนายพิสิษฐ์พร้อมพวกรวม 2 คน ให้รับผิดฐานผิดสัญญารับสภาพหนี้ 3,412,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย นักธุรกิจสาวใหญ่โร่ร้องสภาทนายความ ถูกทนายแสบที่เคยใช้งานเป็นประจำหลอกยืมเงินกว่า 1.3 ล้านบาท อ้างเอาไปเรียนปริญญาเอก ความแตกเพราะเจอญาติบอกว่าถูกยืมเงินไปเกือบล้านเช่นกัน ถึงวันนี้ยังไม่ได้คืนทั้งต้นทั้งดอก เลยเข้ามาขอให้สภาทนายความช่วย ยอมรับเป็นคนแนะนำให้ครอบครัวน้องบีมรู้จักทนายพิสิษฐ์เอง มารู้ทีหลังว่าหลอกเอาเงินเหยื่อไป ยอมเป็นพยานให้ฝ่ายน้องบีมในศาลด้วย

กรณีนางพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี มารดา ด.ญ.ภัทรดา หรือบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อ ในพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2548 ทำให้พ่อน้องบีมเสียชีวิต นางพรทิพย์มารดาบาดเจ็บสาหัส และน้องบีมบาดเจ็บสาหัสถูกตัดขาทั้ง 2 ข้างต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอดชีวิต หลังศาลตัดสินให้เจ้าของและคนขับรถพ่วง 18 ล้อจ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวน้องบีมประมาณ 5 ล้านบาท กลับถูกนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความยักยอกเงินไป หลังเรื่องแดงขึ้นมานายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมให้เนติบัณฑิตยสภาแต่งตั้งทนายความดำเนินคดีแพ่งกับทนายพิสิษฐ์ และติดตามคดีอาญาที่อัยการสั่งฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสารตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 5 ก.ค. ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง ประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และโฆษกสภาทนาย เผยว่า วันนี้ประชุมคณะอนุกรรมการบริหารฝ่ายช่วยเหลือฯ มีมติให้ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ กับพวกรวม 2 คนให้รับผิดฐานผิดสัญญารับสภาพหนี้ 3,412,500 บาท พร้อมดอกเบี้ย ยื่นฟ้องที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก อันเป็นภูมิลำเนาของจำเลย โดยให้นายวัชณ์ธิป แสดงมณี กับนายศักดิ์ณรงค์ พ่วงศิริ เป็นทนายความไปยื่นฟ้องพร้อมยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล และวันนี้ได้ไปพบ นางพรทิพย์ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เพื่อขอเอกสารประกอบการยื่นคำร้องเพิ่มเติม และพรุ่งนี้ (6 ก.ค.) สภาทนายความเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารสภาทนายความวาระพิเศษ เพื่อพิจารณาการลงโทษนายพิสิษฐ์ฐานประพฤติตนไม่เหมาะสม จะมีโทษถึงขั้นลบชื่อออกจากการเป็นทนายความหรือไม่นั้น ตนจะแถลงเวลา 10.30 น. ที่สภาทนายความบางเขน

ที่สภาทนายความ เมื่อเวลา 09.30 น. นางนิษฐาณัฐ ภัทรธนินนิษฐ์ อายุ 56 ปี อาชีพนักธุรกิจ เข้าพบ ศ.ดร.ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ เพื่อร้องขอความช่วยเหลือ ด้านทนายความกล่าวว่า เดิมตนจ้างนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ เป็น ทนายความคดีร้องขอจัดการมรดกไม่มีข้อพิพาทของบิดา ซึ่งเป็นทนายความเช่นกัน เมื่อตนรับมรดกมา นายพิสิษฐ์ออกปากขอกู้เงินไปเรียนต่อระดับปริญญาเอก ตนเห็นดีงามจึงให้กู้ยืมเงินไป 1.3 ล้านบาทเศษ ต่อมาตนไปพบญาติอีก 2 คน เล่าให้ตนฟังว่า นายพิสิษฐ์มากู้เงินญาติไปรวม 9.5 แสนบาท จึงเริ่มกังวลเรียกนายพิสิษฐ์มาทำสัญญากู้เงินไว้เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.57 ครบกำหนดชำระวันที่ 28 ก.พ.58 แต่นายพิสิษฐ์ไม่ชำระหนี้แม้แต่บาทเดียว แสดงว่ามีเจตนาจะไม่ใช้เงินมาแต่แรก จึงไปแจ้งความกับตำรวจฐานฉ้อโกงไว้

นางนิษฐาณัฐกล่าวต่อว่า ส่วนที่ตนเกี่ยวข้องกับคดีน้องบีม เรื่องมีอยู่ว่า ตนไปงานศพและพบน้องบีม ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง กับ นางพรทิพย์ จันทรัตน์ มารดา ไปขายของที่ลานวัด รู้สึกเอ็นดูถูกชะตามอบเงินช่วยเหลือเล็กๆน้อยๆ ต่อมาทราบว่า น้องบีมชนะคดีรถชนที่มีบริษัท ณ นนท์ เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาแต่ยังไม่บังคับคดี จึงแนะนำให้รู้จักกับนายพิสิษฐ์ทนายความที่ใช้งานอยู่ นายพิสิษฐ์รับงานแล้วเงียบไป มาพบ น.ส.พรทิพย์อีกทีเล่าว่า มีตัวแทนบริษัทลูกหนี้ตามคำพิพากษามาแจ้งว่า จะจ่ายเงินค่าสินไหมให้รวม 1 ล้านบาท แต่ผ่อนงวดละ 4 หมื่นบาท แต่จ่ายไม่กี่งวดก็ไม่จ่ายอีก ช่วงนี้เองตรงกับช่วงที่ธุรกิจตนสะดุด และนายพิสิษฐ์ไม่ใช้หนี้เงินกู้ จึงสังหรณ์ใจแนะนำให้นางพรทิพย์ไปติดต่อบริษัท ณ นนท์โดยตรง เมื่อรู้ความจริงว่าบริษัทฯจ่ายเงินให้แล้ว 4.7 ล้านบาท มีนายพิสิษฐ์ในฐานะตัวแทนรับมอบอำนาจรับเงินไปหมดแล้ว จึงรู้ว่าโดนทนายหลอก ตนมีบุตร 3 คนยังไม่มีเงินส่งเรียน เคยกลุ้มจะคิดสั้นมาแล้ว หากคดีน้องบีมขึ้นศาลตนพร้อมเป็นพยานเบิกความให้เห็นการเชื่อมโยงระหว่างนายพิสิษฐ์และผู้เกี่ยวข้อง

ด้านนายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย กล่าวว่า ตรวจเอกสารที่ผู้เสียหายนำมาทั้งหมดพบว่า มีการทำสัญญากู้จริงและอายุความฟ้องคดีมีเวลา 10 ปี ดังนั้นสภาทนายความจึงรับช่วยเหลือและจัดทนายความคดีแพ่งก่อน ส่วนคดีอาญาหากอัยการสั่งฟ้องจะร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ทั้งนี้ จะเห็นว่ามีความเชื่อมโยงกันระหว่างนางนิษฐาณัฐกับคดีน้องบีม ทราบว่าเต็มใจที่จะเป็นพยานให้คดีน้องบีมด้วย ส่วนที่มีข่าวว่า นายพิสิษฐ์ติดต่อขอเข้ามาเจรจาเพื่อบรรเทาผลร้าย หรือมาให้การกรณีจะถูกลบชื่อจากการเป็นทนายความฐานผิดมรรยาททนายความ ขณะนี้มีแต่ข่าวตัวยังไม่ติดต่อมา

ส่วน ศ.ดร.ว่าที่ ร.ต.ถวัลย์ รุยาพร นายกสภาทนายความ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนตั้งคณะทำงานคือ นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกฝ่ายบริหาร และทนายความอีกหลายคนดำเนินคดีแบบให้เปล่า เรื่องนี้สร้างความกระทบกระเทือนแก่วงการทนาย ขอแจ้งว่านายพิสิษฐ์เป็นเพียงทนายความคนหนึ่งจาก 8 หมื่นคน ทนายความที่ดีมีมากมาย แต่ขอเตือนทนายความว่า การที่ตัวความจะมอบหมายการงานใดให้ตรวจสร้างความเข้าใจให้ดีทั้ง 2 ฝ่าย โดยเฉพาะการมอบอำนาจให้รับเงินจากคู่ความอีกฝ่ายหรือจากศาล การเรียกค่าทนายค่าวิชาชีพให้พอสมควร ให้คำนึงถึงจริยธรรม คุณธรรม ทนายความต้องดูแลสิทธิเสรีภาพทรัพย์สินผลประโยชน์ของลูกความ และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง ทนายความต้องช่วยกันสร้างความดีให้ทุกคนช่วยกันรักษาองค์กร หากประชาชนสงสัยเกี่ยวกับการทำงานของทนายความ สามารถโทร.ได้ที่ฮอตไลน์ 1167

“สำหรับนายพิสิษฐ์หากอ่านข่าวหรือดูทีวี ขอให้มาพบกันเพื่อเจรจาบรรเทาผลร้ายในเช้าวันที่ 6 ก.ค. สภาทนายความจะประชุมกรรมการบริหารชุดใหญ่เพื่อหารือคดีน้องบีมโดยตรง ทั้งเรื่องสำนวนความและเรื่องลบชื่อนายพิสิษฐ์ออกจากการเป็นทนายความ ส่วนคดีที่กระทำกับน้องบีม มีทุนทรัพย์พิพาท 3.8 ล้านบาท เรากำลังสืบทรัพย์ของนายพิสิษฐ์ หากที่สุดน้องบีมชนะคดีก็จะได้ยึดอายัดไว้บังคับคดีเอาเงินมาคืนน้องบีม” นายกสภาทนาย ความกล่าว