บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ต่อลมหายใจ “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ”

“สมคิด” หวั่นกระทบ “บิ๊กตู่” เยือนสหรัฐฯ

“สมคิด” สายตรงสั่งบอร์ด กสทช.อุ้ม “เฟซบุ๊ก-ยูทูบ” ไม่ต้องลงทะเบียนในวันที่ 22 ก.ค.นี้ หวั่นกระทบนายกรัฐมนตรีเยือนสหรัฐฯ กลางเดือน ก.ค.นี้ ด้าน “ประสงค์” อธิบดีกรมสรรพากร ยันอัตราภาษี e-Business เก็บหัก ณ ที่จ่าย ยังไม่มีข้อสรุป รอลุ้น ครม.ไฟเขียว

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ที่มี พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี เป็นประธาน มีมติให้คณะอนุกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ Over The Top (โอทีที) หรือแอพพลิเคชั่น ทีวี ไปจัดทำร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีทีให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ก่อนนำมาเสนอบอร์ด กสทช.ให้เห็นชอบและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) เพื่อออกเป็นประกาศบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในการดำเนินการไม่เกิน 90 วัน หรือมีผลบังคับใช้ก่อนวันที่ 30 ก.ย.60 นี้

ทั้งนี้ จากมติดังกล่าว ทำให้คำสั่งของคณะอนุกรรมการโอทีที ที่ประกาศให้เฟซบุ๊กและยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ ต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโอทีทีในไทยภายในวันที่ 22 ก.ค.2560 ต้องยกเลิกไปก่อน จนกว่าจะร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลบริการโอทีที จะมีผลบังคับใช้และจะกำหนดเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนบริการโอทีทีอีกครั้ง

“บอร์ด กสทช.ใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมงในการถกเถียงในประเด็นการกำกับบริการโอทีที โดยกรรมการ กสทช.ทุกคนเห็นด้วยที่จะกำกับบริการโอทีที ให้เป็นไปอย่างถูกต้องภายใต้กฎหมายไทย แต่สิ่งที่คณะอนุกรรมการโอทีที ได้ดำเนินการมานั้น ยังไม่ครบถ้วน ยังมีช่องว่างในการดำเนินการ เพราะไม่ได้รับฟังความคิดเห็น ไม่ได้วิเคราะห์ผลดี ผลเสีย และผลกระทบทางเศรษฐกิจ และยังไม่มีหลักเกณฑ์ที่จะนำมากำกับบริการโอทีทีเป็นการเฉพาะ จึงกลายเป็นจุดอ่อนเป็นช่องว่าง มีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และต้องสร้างความรับรู้ความเข้าใจให้กับประชาชนด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อกังวลที่ พล.อ.อ.ธเรศ นำมาแจกในที่ประชุมบอร์ดครั้งนี้ ประกอบด้วย หนังสือคัดค้านจากผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา และสมาพันธ์อินเตอร์เน็ตแห่งเอเชีย หรือ The Asia Internet Coalition (AIC) ซึ่งเป็นองค์กรความร่วมมือที่มีสมาชิกประกอบด้วย เฟซบุ๊ก กูเกิล ทวิตเตอร์ ยาฮู ไลน์ เป็นต้น ที่แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวทางการกำกับบริการโอทีที ที่กำหนดให้เฟซบุ๊ก ยูทูบ ยักษ์ใหญ่จากสหรัฐฯ มาลงทะเบียนบริการโอทีที ภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ รวมถึงข่าวจากสื่อมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับการจัดระเบียบโอทีที

ขณะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ก็ได้ประสานงานมายังสำนักงาน กสทช. เพื่อขอให้หยุดการให้ข่าวเกี่ยวกับโอทีทีด้วย เนื่องจากอาจมีผลกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในช่วงกลางเดือน ก.ค.นี้ เช่นเดียวกับนายพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รมว.กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ก็ได้เข้าพบประธานบอร์ด กสทช.เช่นเดียวกัน เพราะกังวลว่าจะกระทบต่อการเยือนสหรัฐฯ ของนายกฯ ขณะที่กระทรวงพาณิชย์มีข้อกังวลเกี่ยวกับกรณีการห้ามบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบ เพราะไม่มาลงทะเบียน จึงได้ประสานงานมายัง กสทช.เช่นเดียวกัน

ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวว่า ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเป็นวันสุดท้ายที่กรมสรรพากรจะปิดการรับฟังความเห็นจากประชาชนบนเว็บไซต์ของกรมสรรพากร กรณีเสนอร่างประมวล รัษฎากรเก็บภาษีธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ (e-Business) หรือภาษีธุรกิจออนไลน์ หลังจากนั้นกรมสรรพากรจะสรุปความเห็นและเสนอร่างกฎหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาก่อนที่จะเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

“กรมสรรพากรยังไม่สามารถสรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่จะจัดเก็บจาก e-Business ได้ แม้ว่าในการยกร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่าเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เพราะปัจจุบันอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย กรมสรรพากรจัดเก็บอยู่ที่ 15% อยู่แล้ว และยังต้องหารือกับสถาบันการเงินด้วยว่าจะหักภาษีและนำส่งให้แก่กรมสรรพากรได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มีวิธีการ และขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนกัน และที่สำคัญกฎหมายดังกล่าวยังต้องผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง ครม. และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย”

ขณะที่ น.ส.สายใย สระกวี โฆษกกูเกิล ประเทศไทย กล่าวว่า กูเกิลประเทศไทยยืนยันว่ามีการจ่ายภาษีให้กับประเทศไทยอย่างถูกต้อง ในฐานะสำนักงานตัวแทนด้านการขายและการตลาดของกูเกิล หากภาครัฐต้องการเก็บภาษีเพิ่มเติม ก็จำเป็นต้องไม่ให้มีการจัดเก็บซ้ำซ้อน “ต้องอธิบายว่ารายได้ของกูเกิลประเทศไทยนั้น ถูกส่งไปยังสิงคโปร์ สำนักงานในไทยเป็นเพียงตัวแทนด้านการขายและการตลาด ซึ่งมีพนักงานประมาณ 30 คน”

ส่วนการให้ความเห็นเกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บภาษี รวมทั้งความเหมาะสมนั้น ตอบได้แต่เพียงว่าขณะนี้สำนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์กำลังศึกษาเรื่องนี้โดยละเอียด และรอความชัดเจนจากภาครัฐของไทย.