บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อดีตพระเอก แซม โชติบัณฑ์ เปิดชีวิตพลิกเพราะยาเสพติด

ห่างหายไปจากวงการบันเทิงนาน 6 ปี ล่าสุดอดีตพระเอกหนุ่ม แซม โชติบัณฑ์ มาร่วมรายการ "APOP บันเทิง 34" ณ สถานีโทรทัศน์อมรินทร์ทีวี เลยถามถึงชีวิตหลังจากที่มีข่าวพัวพันกับยาเสพติด หลังจากผันตัวไปเป็นนักดนตรี มาจนถึงชีวิตทุกวันนี้ที่กลายเป็นนักไตรกีฬาและเป็นโค้ชสอนไตรกีฬาส่วนตัวด้วย

สาเหตุที่หายไปจากวงการบันเทิง?
"ตอนนั้นมีปัญหาเรื่องยาเสพติดครับ จำได้ว่าช่วงนั้นน้ำท่วมหนักๆ ปี 2554 ตอนนั้นผมเน้นไปทางเป็นนักร้อง นักดนตรี มีวงดนตรี ค่อนข้างไปเที่ยวดึก ปาร์ตี้ ไปอยู่กับกลุ่มคนที่อยู่กับความเสี่ยงตรงนี้มาก ผมก็อยู่ในสถานการณ์แบบนั้นบ่อย

จนถึงวันนึงที่น้ำท่วมเยอะๆ ผมนั่งรถไปกับแฟนอยู่ แฟนตอนนั้นก็อยู่ในสถานการณ์พวกนี้เหมือนกัน แล้วเราเจอด่านตอนขับรถอยู่ พอดีมียาเสพติดอยู่บนรถ แล้วเราโดนตรวจ ก็เจอสถานการณ์นั้นในตอนนั้น"

ตอนนั้นรู้สึกยังไงบ้างหลังถูกจับเพราะมียาเสพติดในครอบครอง?
"จริงๆ แล้วทั้งคู่ไม่ได้เสพยานี้ แต่มันเป็นอะไรที่อยู่ในชีวิตเรา ไม่ได้เสพนะ แต่มันอยู่ในรถที่เราอยู่ เราเลยกลายเป็นคนที่เกี่ยวข้อง

รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากช้อยส์ที่เราเลือกเอง เราเลือกที่จะไปเป็นนักดนตรี เลือกที่จะอยู่กับสิ่งแวดล้อมนี้ เป็นคนที่ถ้าทำอะไรสักอย่าง เราจะอินกับมันมากๆ ไม่ว่าจะเป็นกีฬา การแสดง หรือดนตรี เราจะติดกับมันเลย เราจะต้องตัดออกให้ขาดเลย ไม่งั้นจะอยู่กับมันตลอด

พอเจอเรื่องตำรวจ เลยเป็นจุดเริ่มต้น เริ่มจากศูนย์เลย คืองานหายไปหมดเลย สิ่งที่เราสร้างขึ้นมา ภาพลักษณ์ที่เราสร้างขึ้นมาหลายปีมากก็หายไปหมดเลยทันที"

ตอนนั้นคิดไหมว่าพอโดนจับแล้วชีวิตจะดับ?
"ช่วงนั้นมีความรู้สึกเสียใจเพราะเรารู้สึกว่าไม่มีใครช่วยเราได้จริงๆ จะมองว่ามีเพื่อนๆ ที่นี่ไหมที่จะอยู่เป็นเพื่อนเรารึเปล่า เราก็จะดูออกว่ามีใครที่เป็นเพื่อนเราจริงๆ แล้วใครที่หายไปจากเราเลย ไม่อยากยุ่งกับเราแล้วเพราะเรามีชื่อเสียงที่ไม่ดีแล้ว"

เหตุการณ์ครั้งนั้นให้บทเรียนอะไรในชีวิตเราบ้าง?
"อย่าไปเกี่ยวข้องกับอะไรพวกนี้ อะไรที่มันผิดกฎหมาย มันอันตรายกับตัวเราเอง เรื่องสุขภาพด้วย เรื่องกฎหมายด้วย คือเป็นบทเรียนที่ถ้าเกิดผมไม่ได้เจอแบบนั้น ผมก็คงไปไกลกว่านี้อีก อาจเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น ทุกอย่างหยุดหมดเลย ไม่งั้นอาจจะเสพแล้วอาจจะไม่กลับมาก็ได้ อาจเป็นจุดที่ทำให้โอเคหยุด พอแล้วครับ"

ตอนนั้นยาเสพติดบนรถเป็นของเรารึเปล่า?
"ไม่ใช่ครับ จริงๆ เราติดที่โรงแรมเพราะน้ำท่วมอยู่ แล้วเพื่อนของเพื่อนให้เราไปเอาของจากที่อื่น เราไปเป็นเพื่อนแฟนเฉยๆ คือแฟนไปคนเดียว เราก็ไปเป็นเพื่อนแฟนครับ"

แต่ตอนนั้นเราไม่ได้เสพยา แล้วเราได้บอกตำรวจไหม?
"ถึงจุดนั้นไม่ค่อยมีใครฟังแล้ว หลักฐานที่เขามี เขาก็มีแค่เป็นถุงเล็กๆ ซึ่งมันเป็นเศษๆ ไม่ได้เป็นจำนวนเยอะ แต่ว่าเป็นยาเสพติดอยู่ ถือว่าผิดกฎหมาย"

บทสรุปของคดีนี้เป็นยังไง?
"ก็ไปจ่ายค่าปรับ 15,000 บาท ตอนนั้นเขาก็ให้ไปตรวจปัสสาวะ ผลออกมาก็คลีนครับ ก็ไม่ติดคดีครับ แต่จะติดตามความประพฤติครับ แล้วก็กลับมาเช็กมาตรวจครับ"

ตอนนั้นกำลังเป็นพระเอกรุ่งๆ และมาเป็นนักดนตรี แล้วอยู่ในกลุ่มปาร์ตี้ เส้นทางตรงนั้นมันมายังไง?
"ผมคิดว่าผมเป็นคนที่อาจจะอึดอัดกับสิ่งที่ถ้าอยู่กับที่ อย่างเช่นการแสดงจริงๆ มันไม่ใช่ธรรมชาติของผม ผมรู้สึกว่าอึดอัด มันไม่ใช่ตัวตน

ตอนนั้นเราอาจจะพยายามหนีออกจากตรงนั้นให้ได้ เบรกเอาต์ไปทางดนตรีเพราะเราชอบอะไรแบบนี้มากกว่า แต่มันถึงจุดพีคตอนที่โดนจับอยู่ แต่อาจจะเป็นเหมือนเราฆ่าอนาคตตรงนั้นให้ตัวเองเพื่อหลุดออกจากตรงนั้นให้ได้"

ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น อาจจะถลำลึกกว่านี้?
"ใช่ จริงๆ ตอนโดนจับก็ไม่ได้เป็นนักแสดงตัวท็อปแล้ว มีงานบ้างครับ ถ้าไม่มีอะไรมาหยุด เราก็ไปต่อได้ ก็ไปอยู่ตามวงการที่มันมีสิ่งแบบนี้อยู่แล้ว เพื่อนๆ ก็ชวนให้ลองโน่นนี่ ต้องมีอะไรเกิดขึ้นเพื่อที่จะหยุดมันให้ได้"

ตอนนั้นเรียกว่าติดสิ่งเสพติดเลยไหม?

"ไม่ได้ติดยาว แต่มีช่วงหนึ่งที่เคย ช่วงที่อัดเพลงอาจจะเล่นเยอะหน่อย ซึ่งอาจจะมากเกินไป"

ตอนนั้นชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง พอเราโดนเพื่อนก็ไม่ช่วย งานในวงการก็โดนแบน?

"ตอนนั้นไม่ได้อยากให้ใครช่วย แต่หวังว่าจะมีคนให้โอกาสนิดหนึ่ง ตอนนั้นทำงานเป็นวิทยากรสอนหลักสูตรธุรกิจด้วย แล้วกำลังจะไปสอนพวกแบงก์เกี่ยวกับพวกการเป็นผู้นำ กลยุทธ์ การคิดสร้างสรรค์ เราก็จะคอยสอนนู่นนี่นั่นนิดหน่อย

พอเกิดเรื่อง เพื่อนเป็นเจ้าของบริษัท เขาก็ยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้ แต่เราไปเกี่ยวข้อง แต่ยังไงทางองค์กรรับไม่ได้ เขาต้องให้เราแบบกลายเป็นเบื้องหลังมากกว่าตอนนั้น"

เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เราแทบไม่มีงานในวงการเลย?
"ไม่มีเลยครับ หยุดทันทีเลย ตอนนั้นถ่ายละครอยู่เขาก็ต้องไปถ่ายใหม่หมดเลย ตอนนั้นเขาเอา แมทธิว ดีน มาเล่นแทน"

ตอนนั้นเราไม่ได้เสพ เราแค่ไปเป็นเพื่อน แต่อยู่ดีๆ โดนรวบหัวรวบหางไปด้วย โดนตัดอนาคต ชีวิตตอนนั้นเป็นยังไง?

"คือเราก็ต้องยอมรับให้ได้ จะสู้ให้คนเปลี่ยนความคิดมันยาก อย่างพวกหลักฐานที่เขาเจอมันไม่ชัดเจนแล้วสิ่งที่เขาเขียนในสื่อ ในหนังสือพิมพ์ เขาพยายามเขียนให้มันดูแย่กว่าเดิม แทนที่จะเขียนว่าเป็นโคเคน แต่เขาเขียนว่าเป็นเฮโรอีน ซึ่งผมรู้สึกแย่ตรงนี้ ก็เลยอ๋อ เขาอยากให้เราดูยิ่งแย่กว่าเดิม (หัวเราะ)

ผมก็ไม่รู้จะสู้ทำไม จริงๆ ก็เสียใจตรงนี้มากกว่า แต่ไม่ได้เสียใจที่โดนแบน เพราะก็ต้องยอมรับว่าเราก็ผิดที่อยู่ในสถานการณ์แล้วมันก็เกิดจากสิ่งที่เราเลือกไว้ตลอดมา ก็เป็นเส้นทางชีวิต และเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตด้วย ก็อาจจะถือว่าโชคดีที่ได้เจอตรงนั้น"

ตอนนั้นอยากบอกทุกคนไหมว่าเราไม่ผิดอย่างที่ข่าวลง?
"ก็มีบอกนะ แต่ว่าหลังๆ ก็รู้สึกว่าเงียบไปเลย หายไปเลยดีกว่า ตอนนั้นงานก็หายไปแล้ว แต่ก็ยังทำงานวิทยากรได้ เป็นคนออกแบบหลักสูตร เป็นเบื้องหลัง"

ตอนนั้นวางแผนชีวิตยังไงบ้าง?
"ก็เหมือนตอนก่อนเข้าวงการเป็นยังไง เราก็กลับไปเป็นแบบนั้น ก็ไม่ได้คิดว่าต้องไปหางานในวงการ ตอนนั้นก็รู้สึกว่ามันยากมากที่ต้องอยู่ในวงการนี้มาตลอดชีวิต มันยากและต้องยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะเข้ากับวงการและอยู่ต่อไป คิดว่าทำไม่ได้"

แสดงว่าตอนนี้มีความสุขมากกว่าตอนที่ 10 กว่าปีที่แล้วเป็นพระเอก?
"ครับ (อยู่ในวงการมันทำให้ไม่เป็นตัวเองมากขนาดนั้นเลย?) ใช่ คือผมอึดอัด และก็โดยธรรมชาติผมเข้ากับคนยากอยู่แล้ว การคุยกับคนอื่นยิ่งเป็นภาษาไทยเวลาเล่นละคร เราก็ต้องมีแปลในหัว ซึ่งมันก็เครียดนิดหน่อย

ยิ่งตอนถ่ายละครมันเป็นงานที่เครียด แล้วก็จะมีคนคอยบอกว่าพูดไม่ชัดๆ เราก็พยายามมากที่สุดแล้วให้พูดชัด และจำบทให้ได้ แต่ยังไงก็พูดให้เหมือนคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ ก็เลยกดดัน แต่ก็เป็นช่วงที่รู้สึกโชคดีที่ได้ลองทำดู เพราะว่าโอกาสนี้มันไม่ค่อยมีหรอก"

วันนี้มองกลับไปเราเสียดายไหม?
"ไม่เสียดาย เพราะว่าผมได้ไปลองทำหลายอย่างมาก ดีแล้วที่ออกมา ไม่ต้องเป็นพระเอกดีกว่าเป็นผู้ร้ายก็ได้ดีกว่า"

จุดเริ่มต้นมาเป็นโค้ชไตรกีฬา?

"จุดเริ่มต้นคือเพิ่งจะเริ่มต้นเล่นไตรกีฬาแล้วติดและเห็นผลตัวเองถือว่าโอเคในเวลาที่สั้น ถ้าเปรียบเทียบกับเบอร์หนึ่งเขาก็เล่นมา 14-15 ปีแล้ว ผมเพิ่งเล่นไปนิดๆ แล้วแพ้เขานิดเดียวเอง ผมเลยมั่นใจว่าสามารถคว้าที่ 1 ได้ (ยิ้ม)

มั่นใจว่าอีกไม่นานได้เทรนเยอะและทุกวันนี้เหมือนเราจะขึ้นเลเวลใหม่เรื่อยๆ ยังไม่ถึงจุดพีคก็เลยจะไปให้ถึงจุดพีคแล้วค่อยลาจากวงการไตรกีฬา (หัวเราะ)"

ถ้ามองย้อนกลับไปในมุมที่เราเคยเป็นพระเอก เคยเล่นนักดนตรี เคยติดยา จนมาเป็นนักไตรกีฬา วันนี้มองมันยังไงบ้าง?
"ก็สนุกดี (หัวเราะ) ก็เคยลองมาทุกอย่างแล้ว และยังมีอีกหลายอย่างที่ยังไม่เคยลอง เรามีเวลาอยู่บนโลกนี้แค่ไม่นานเอง อะไรที่เราแย่ก็ลองไปแล้ว อะไรที่ดีๆ ยังมีอีกเยอะที่อยากจะลอง"

ถ้ามองกลับไปถ้าเราไม่เสพยาในวันนั้นชีวิตจะมีวันนี้ไหม?

"อืม...ไม่แน่ ถ้าไม่ได้หยุดตอนนั้น อาจจะไปทางตันคือไปต่อ ให้ถึงทางตันที่ตันกว่านั้นอีก แต่มีคนที่เป็นกำลังใจ พ่อแม่ก็เป็นกำลังใจให้ตลอดให้เราสู้ต่อไป"

ตอนนี้ที่มีข่าวพัวพันยาเสพติด เรากู้ภาพลักษณ์เรากลับมายังไง?
"ตอนที่เล่นไตรกีฬาอาจจะมีเรื่องนี้อยู่ในหัวด้วยนิดนึง คือผมใช้นามสกุลของแม่ เอาไปใช้ในวงการ แล้วทำให้ชื่อเสียงเสียเลย ชื่อว่าโชติบัณฑ์มาจากคุณตาของผม ซึ่งเป็นแชมป์มวยไทยไชยาสมัยก่อน

ตอนนั้นก็รู้สึกว่าผมทำให้โชติบัณฑ์เสียหาย มันแย่มาก ผมเลยต้องทำอะไรสักอย่างให้ภาพลักษณ์คืนมาให้ได้สำหรับคุณแม่และคุณตาด้วยครับ สิ่งเดียวที่ผมรู้คือกีฬา เพราะผมเล่นกีฬามาตลอด และสิ่งที่ทำตอนเด็กที่ทำให้แม่เหมือนภูมิใจในตัวเรา น่าจะเป็นสิ่งผมต้องเน้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติของผมมากที่สุด ก็เลยพยายามเน้นไปทางนั้นมากกว่า ก็เลยพยายามกอบกู้มันกลับมา ตอนนี้โชติบัณฑ์กลับมาแล้วครับ (หัวเราะ)".