วันพฤหัสบดีที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รื้อระบบประเมินผลโละโอเน็ต-เอ็นที

ดึงศักยภาพ นร.พัฒนาจุดเด่นด้อย ปรับหลักสูตร-วิธีสอน-ทำฐานข้อมูล

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้หารือกับ ตนถึงแนวทางการปฏิรูปการศึกษา โดยฝากการบ้านให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ช่วยดำเนินการ 2 เรื่อง ใหญ่คือ การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาระดับ ชาติทุกช่วงชั้น ตั้งแต่ชั้น ป.3 ป.6 ม.3 และ ม.6 ซึ่งเร็วๆนี้ ศธ.จะนัดองค์กรหลักและผู้ที่รับผิดชอบการประเมินผลนักเรียน รวมทั้งสถาบันทดสอบทาง

การศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มาหารือร่วมกับ ศ.นพ.จรัส เพื่อวางกรอบแนวทางร่วมกัน ทั้งนี้ การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาดังกล่าว ในอนาคตจะนำ มาใช้แทนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการสอบวัดความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนระดับชาติ (National Test) หรือ NT โดยจะประเมินครบทั้ง 3 เรื่อง ได้แก่ ความรู้ พื้นฐานที่จำเป็น ทักษะในศตวรรษที่ 21 และคุณธรรม เพื่อให้สอดคล้องรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และต้องเป็นมาตรฐานกลางที่ได้รับการยอมรับ ซึ่ง ศ.นพ.จรัสยกตัวอย่างการสอบวัดมาตรฐานด้านภาษาอังกฤษ (โทเฟล) และการสอบเปรียญธรรมของคณะสงฆ์

“การประเมินผลนักเรียนรูปแบบใหม่ ศ.นพ. จรัสไม่อยากให้เป็นการวัดและประเมินผลว่าใครสอบตกหรือสอบได้ หรือแม้กระทั่งเด็กคนไหนมีคะแนนสอบสูงหรือต่ำ เพราะสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่การ ตอบโจทย์ปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริง แต่อยากให้ดึงศักยภาพของเด็กแต่ละคนออกมาเหมือนใยแมงมุมที่จะระบุว่าแต่ละคนมีจุดเด่นจุดด้อยตรงไหน และเลือกศักยภาพของเด็กมาใช้ได้อย่างตรงจุด อีกทั้งจะทำให้ครูผู้สอนได้ทราบถึงทักษะของเด็กแต่ละคนด้วย เพื่อที่จะแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการปรับระบบประเมินผลนักเรียนใหม่แล้ว จะส่งผลให้ต้องมีการปรับหลักสูตรใหม่ รวมไปถึงการเรียนการสอนในห้องเรียนด้วย” ปลัด ศธ.กล่าว

ดร.ชัยพฤกษ์กล่าวอีกว่า ส่วนการจัดทำระบบฐานข้อมูลนักเรียน ศ.นพ. จรัสเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ศธ.ต้องจัดทำระบบฐานข้อมูลการศึกษา โดยมีข้อมูลเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึงเข้าเรียนอุดมศึกษา โดยต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานต่างๆทั้งในและนอกสังกัด ซึ่งคณะกรรมการอิสระฯพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ หากต้องอาศัยกฎหมายก็พร้อมที่จะช่วยผลักดัน ซึ่งตนจะนัดหารือร่วมกับฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศของ ศธ.ต่อไป.