วันอังคารที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุณคิดยังไง! รวม 5 ประเด็นร้อน สปท.ชี้ต้องสแกนหน้า-นิ้วก่อนเล่นโซเชียล

จากเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงในโซเชียลมีเดียขณะนี้เกี่ยวกับการปฏิรูปการใช้งานสื่อโซเชียลมีเดียอย่าง จนถึงขนาดว่าผู้ใช้ต้องมีการสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าก่อนเปิดใช้งานซิมมือถือ หรือแม้แต่ใช้เลขบัตรประชาชนในการล็อกอินเฟซบุ๊กและยูทูบ 

ไทยรัฐออนไลน์ จะสรุปเหตุการณ์ที่ สปท. ยกขึ้นมาประชุมหารือเพื่อปฏิรูปสื่อ และการใช้งานโซเชียลมีเดียครั้งนี้กัน

1. เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา มีการประชุมของ สปท. หรือ สภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณารายงานหัวข้อ “ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะการปฏิรูปการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย”


2. จากการประชุม พบสิ่งที่น่าวิตกคือ สื่อกระแสหลักใช้สื่อออนไลน์มาแข่งขันในการนำเสนอข่าว ยกตัวอย่างกรณีฆาตกรหั่นศพ ถูกนำเสนอเชิงเน็ตไอดอล


3. ต่อมาทางกรรมาธิการฯจึงได้เสนอแนวทางปฏิรูปแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะเร่งด่วนที่ต้องทำให้แล้วเสร็จในปี 2562 2. การปฏิรูประยะยาว 20 ปี


4. ข้อเสนอสำหรับระยะเร่งด่วน 2 แนวทาง สรุปได้ดังนี้

แนวทางที่ 1 การจัดระบบการเข้าถึงสื่อออนไลน์
-ใช้เลขบัตรประชาชน เพื่อยืนยันตัวตนในการใช้สื่อออนไลน์ อาทิ การสมัครสมาชิกเฟซบุ๊กก็ควรใช้เลขบัตรประชาชน เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ รวมถึงการจัดเก็บข้อมูล
-มาตรการจัดระเบียบการลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน โดยใช้ลายนิ้วมือ-สแกนใบหน้า พร้อมลงทะเบียนโทรศัพท์มือถือด้วยบัตรประชาชน
- จำกัดจำนวนการลงทะเบียนการใช้งานของแต่ละบุคคล
- การกำหนดให้ระบบจัดเก็บข้อมูลของบริการ CDN (Content Delivery Network) และ Caching Server ของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ที่ติดตั้งในประเทศต้องขึ้นทะเบียนการให้บริการกับ กสทช. และต้องกำหนดให้มีการจัดเก็บ log เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนสอบสวนทางคดี

แนวทางที่ 2 การจัดตั้งศูนย์กลางเฝ้าระวัง
คือมาตรการที่จะทำให้รับรู้ปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เข้าข่ายด้านความมั่นคง อาทิ ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าบุคคล เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับวิดีโอหรือภาพถ่ายที่อยู่ในฐานข้อมูล และเทคโนโลยีตรวจค้นเรื่องราวหรือเนื้อหาในสื่อออนไลน์ เป็นต้น


5. สำหรับแนวทางการปฏิรูประยะยาว คือส่งเสริมประชาชนให้มีจิตสำนึกที่ดีในการใช้สื่อออนไลน์ การให้ความรู้ด้านเทคโนโลยี อาทิ

- การใช้มาตรการทางกฎหมายในการพิจารณาหามาตรการการลงโทษปรับเจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ ที่ได้ปล่อยให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแก่เด็กและเยาวชน เพื่อให้เจ้าของสื่อออนไลน์ต่างประเทศ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูบ ร่วมรับผิดชอบในฐานะเป็นเจ้าของพื้นที่ที่ทำให้เกิดการแพร่หลายของเนื้อหาดังกล่าว
- กระทรวงวัฒนธรรม และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ควรมีการบูรณาการในการจัดทำโครงการหรือกิจกรรมฝึกอบรมให้กับพระภิกษุ สามเณร นักพรต นักบวช ผู้ที่อยู่ในด้านการศาสนา เพื่อให้เป็น "ต้นแบบ" ในการช่วยการเผยแพร่การใช้สื่อออนไลน์ในทาง ที่เหมาะสมและเชิงสร้างสรรค์
- กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมควรเป็นหน่วยงานหลักในการจัดทำโครงการต้นแบบ อาทิ ต้นแบบเยาวชนเน็ตไอดอล
- การป้องกันและแก้ไขปัญหาการถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ ที่เยาวชนต้องเรียนรู้การรับมือหากตกอยู่ในสถานการณ์ถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์


ทั้งนี้ยังมีเสียงอีกส่วนอภิปรายว่า หากดำเนินการตามข้างต้น จะเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ทั้งการสแกนลายนิ้วมือและการสแกนใบหน้า จนกลายเป็นกระแสการถูกพูดถึงอย่างหนักในโซเชียลมีเดียขณะนี้ อีกทั้งยังไม่มีใครรับประกันว่าความหวังดีจาก สปท. ในครั้งนี้จะถูกรัฐบาลนำไปปฏิบัติจริงเมื่อไร หรือหน่วยงานกระทรวงใดจะนำแนวทางนี้ไปขับเคลื่อนได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องคอยดูกันต่อไป...