บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจสาวหนีทัวร์เกาหลี เผยทุกซอกชีวิตในมุมมืด ขอเป็นคนสุดท้ายที่เจอแบบนี้

ใครที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวประเทศเกาหลีใต้บังหน้า แต่พอผ่านเข้าประเทศได้ กลับหนีจากกรุ๊ปทัวร์ หายตัวไปลอบค้าแรงงานเถื่อน เพียงเพื่อหวังกอบโกยเงินกลับไทยต้องคิดให้ดีเสียใหม่ หากคุณได้อ่านเรื่องราวจากอดีตสาวหนีทัวร์ท่านหนึ่งที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับเธอ

เธอยอมเปิดใจกับทีมข่าวเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องลึกเบื้องหลังที่สุดแสนทรมานทั้งกายและหัวใจเพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจว่าใครอย่าริคิดทำเช่นเธออีก แล้วคุณจะรู้ว่าชีวิตในมุมมืดของคนที่หนีทัวร์ต้องพบเจอสิ่งโหดร้ายอะไรบ้าง

จุดเริ่มก้าวขาสู่หลุมนรก

ด้วยความปลอดภัยของตัวเอง สาววัย 30 ปี จากจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน อดีตสาวหนีทัวร์ไปทำตัวเป็นคนผี (คำเรียกคนที่หนีทัวร์สำเร็จและอยู่อย่างผิดกฎหมาย) จึงขอไม่เปิดเผยชื่อ เธอเริ่มเปิดใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า เมื่อปี 57 เธอตัดสินใจซื้อทัวร์ไปเกาหลีใต้บังหน้า เหตุเพราะต้องการไปหาแฟนหนุ่มซึ่งมาทำงานที่เกาหลีใต้อย่างถูกกฎหมายผ่านกรมแรงงาน

ทีแรกตั้งใจว่าจะเดินทางไปอย่างถูกต้องเหมือนแฟนหนุ่ม แต่กลัวว่าจะสอบไม่ผ่าน และไม่ได้ทำงานบริษัทเดียวกับแฟน จึงตัดสินใจซื้อทัวร์ท่องเที่ยวบังหน้าในราคา 22,000 บาท กับนายหน้า ซึ่งทำกันเป็นขบวนการที่รู้กันตั้งแต่ซื้อตั๋วเดินทางว่าต้องการหนีทัวร์ โดยต้องเสียเงินจ่ายให้กับไกด์ไทยเพิ่ม 3 หมื่นวอน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 900 บาท เมื่อเดินทางถึงสนามบินในเกาหลีใต้

เหยียบแผ่นดินเกาหลี ชีวิตก็ถูกเงามืดควบคุม

วันเดินทางทั้งกรุ๊ปมี 30 คน คนหนีทัวร์นอกจากเธอแล้วยังมีลุงอีก 1 คน มาถึงสนามบินอินชอนเวลา 6 โมงเช้า โชคดีที่เป็นช่วงเวลา ตม. เปลี่ยนกะ อีกทั้งมีหลายสายการบินลงจอดเยอะ ทำให้มีผู้โดยสารมาก ต่อแถวหยาวเหยียด เธอจึงไม่ถูกสอบถามอย่างละเอียด ทำแค่สแกนนิ้วมือ ม่านตาและปล่อยผ่าน โดยไม่ถูกถามอะไรเพิ่ม เมื่อรับกระเป๋าจากสายพานเสร็จก็มาหาไกด์และจ่ายเงินค่าหนีทัวร์ แล้วไกด์ก็ชี้บอกว่าให้ไปกับคนเกาหลีที่มารอรับให้ไปส่งยังที่พักของแฟนหนุ่มตามที่เธอเขียนใส่กระดาษไว้ เพราะยังไม่มีความรู้ภาษาเกาหลี ซึ่งมาทราบภายหลังว่าเป็นแท็กซี่ผี คิดราคาเหมาจ่ายสูงถึง 4 แสนวอน (เกือบ 12,000 บาท)

ชีวิตโรบินฮู้ด อยู่อย่างซ่อนแร้น เสียเงินหมื่นเพื่อได้งาน

ชีวิตหลังจากหนีทัวร์เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่าทรมานแสนสาหัส ต้องอยู่แต่ในห้องแบบหลบๆ ซ่อนๆ เกือบเดือน เพื่อไม่ให้นายจ้างของแฟนหนุ่มเห็น เมื่อเริ่มชินกับสภาพความเป็นอยู่ก็ติดต่อหานายหน้าเพื่อหางานให้ทำโดยต้องจ่ายเงิน 4 แสนวอน และได้งานทำในโรงงานรีไซเคิลหลอมสลายพลาสติกจากหลอดฉีดยา ทำงานวันละ 11 ชั่วโมงตั้งแต่ 8 โมงถึง 1 ทุ่ม พักฟรีในตู้คอนเทนเนอร์แคบๆ มีแต่ตู้เสื้อผ้าใบเล็กๆ ให้ 1 ตู้

ทำงานได้ไม่นาน อสูรกายร้ายเริ่มระราน เธอโชคร้ายเจอเจ้านายชีกอที่รู้ว่าอยู่อย่างไม่ถูกต้องจึงชอบมาลวนลาม มาตีก้น ตกกลางคืนก็มาเคาะประตูห้อง เธอจึงคอยระวังตัวและสู้อดทนทำงานจนครบ 1 เดือนเพื่อจะได้รับเงินค่าจ้าง จนถึงสิ้นเดือนเธอขอลาออก นายจ้างจึงถือโอกาสเบี้ยวค่าแรงสามหมื่นกว่าบาท สร้างความเสียใจให้กับเธออย่างมาก

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ถูกโกงอีกเป็นครั้งที่สอง

ด้วยความฝันว่าต้องทำงานเก็บเงินเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อแม่ในเมืองไทย เธอจึงไม่ท้อ เดินหน้าสู้กับเงามืดต่อไป พบความหวังใหม่ได้มาทำงานในโรงงานพลาสติกหุ้มเบาะร่วมกับคนกัมพูชาที่อยู่อย่างไม่ถูกต้องเหมือนกัน โดยยอมเสียค่านายหน้าเหมือนเดิม จาก 4 แสนเป็น 5 แสนวอน คิดเป็นเงินไทย 15,000 บาท แต่ทำได้ 1 เดือน 15 วัน ก็ตัดสินใจออก เพราะนายจ้างไม่จ่ายเงินค่าแรงแล้วเงินค่าทำโอที 70 ชั่วโมงก็ไม่ได้ด้วย เอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือจากนายหน้าก็เงียบกริบ

ชีวิตสุดรันทด ต้องขายแรงกาย ทำงานกับงานของผู้ชาย

เมื่อเล่าถึงเรื่องราวถูกโกงค่าแรงถึงสองครั้ง เธอยกมือปาดน้ำตาที่ค่อยๆ ไหลรินอาบสองแก้ม แล้วเริ่มเล่าชะตากรรมชีวิตต่อว่าแฟนเพื่อนได้ฝากงานให้ทำในโรงปั๊มเหล็ก หน้าที่ที่ทำ คือ ต้องยืนเอาท่อนเหล็กยาวเกือบ 1 เมตรยัดเข้าเครื่องปั๊ม ส่วนเท้าก็กดเครื่องเพื่อให้ทำงาน ส่วนมืออีกข้างต้องถือถุงใส่เหล็กที่ไหลออกจากเครื่อง แต่ทำได้เดือนกว่าก็ออก

เธอบอกไม่ได้เป็นเพราะใจไม่สู้ แต่เป็นเพราะร่างกายไม่ไหว เหนื่อยล้า ปวดระบมไปทั้งตัว เนื่องจากต้องยกเหล็กหนักวันละหลายสิบกิโล ซึ่งจริงๆ แล้วหน้าที่นี้เป็นของผู้ชาย แต่เจ้าของบริษัทให้ทำเพราะสงสาร อยากให้มีรายได้ ครั้งนี้แม้เธอจะไม่ได้งานทำเป็นหลักแหล่งเสียที แต่ก็โชคดีที่เธอเจอนายจ้างคนซื่อ ไม่โกงเงินและจ่ายค่าแรงมาเป็นเงินทั้งสิ้น 35,000 บาท

ชีวิตสว่างไสวได้ไม่กี่เดือน ความมืดมนหวนคืนมาครอบงำเหมือนเดิม

เมื่อเจออุปสรรคในการทำงานหลายครั้ง เธอพูดด้วยเสียงสั่นเครือว่าเคยถอดใจ ร้องไห้เสียใจอยู่ทุกวัน เครียดและคิดหนักว่าจะเอายังไงกับชีวิตต่อไป จะเดินหน้ารึจะหันหลังกลับไทย สุดท้ายเธอก็ขอฮึดสู้ต่อโดยวาดวิมานบ้านหลังงามในเมืองไทยที่สร้างจากเงินของเธอ

งานที่ 4 นี้เธอได้ทำในร้านอาหารเนื้อย่าง ซึ่งคนไทยที่แต่งงานกับคนเกาหลีแนะนำให้มาทำ หน้าที่ที่ทำคือซอยผัก ล้างผัก ปอกหอมหัวใหญ่หัวไช้เท้าแล้วหั่นเพื่อทำกิมจิ ชีวิตเริ่มสว่างไสว เพราะไม่ต้องเสียค่านายหน้า อีกทั้งนายจ้างเกาหลีก็ใจดี แม้จะทำงานหนักถึง 12 ชั่วโมงต่อวัน ตั้งแต่เวลา 09.30-21.30 น. และหยุดแค่ 2 วัน แต่ก็คุ้มกับเงินเดือนที่ได้ 45,000 บาท ทำอยู่ 3 เดือน เกิดเหตุร้ายเจ้าของร้านเป็นมะเร็งและเสียชีวิต ร้านจึงปิดตัว เธอจึงต้องหางานใหม่ทำอีกครั้ง

ชีวิตมืดดับสนิท ถูก ตม.เกาหลีจับขังคุก 5 คืน

ครั้งนี้เธอเริ่มพูดภาษาเกาหลีได้ เมื่อลูกค้าที่เคยมากินเนื้อย่างชวนให้มาทำงานด้วย เธอจึงตกปากรับคำทันที เป็นโรงงานรับทำบรรจุภัณฑ์สินค้าต่างๆ มีทั้งขวดเปล่า ขวดพลาสติก รูปทรงต่างๆ นั่งหยิบใส่เครื่องติดสติกเกอร์ชื่อแบรนด์ต่างๆ เช่น ครีมทาผิว เนื่องจากเธอเป็นคนผีต้องถูกหักเงินเดือนๆ ละ 1 แสน 5 หมื่นวอน หรือเกือบ 5 พันบาท ซึ่งเธอก็ยอมแต่โดยดีเพราะอยากทำงานเก็บเงินสร้างบ้าน แต่ความฝันดับวูบทำได้แค่ 3 เดือนก็ถูก ตม.เกาหลีจับคาโรงงานเพราะไม่มีบัตรประจำตัวแรงงานต่างด้าว (ใบกาม่า)

เธอโดนจับพร้อมเพื่อนร่วมงาน 5 คน มีคนไทย 2 คน กัมพูชา 1 คน เวียดนาม 2 คน จากนั้น ตม.ก็ออกตรวจไล่จับตามห้องพัก ร้านอาหารและโรงงานใกล้เคียง จับได้เพิ่มทั้งคนจีน คนรัสเซีย แล้วก็พาพวกเราไปฝากขังที่คุก 2 คืน แล้วก็ถูกส่งมาเข้าคุกอีกแห่ง ก่อนนั่งเครื่องกลับไทยอีก 3 คืน เพราะติดวันหยุดเสาร์-อาทิตย์

การที่จะต้องอยู่ในคุกกี่คืนนั้น เธอเปิดเผยว่าขึ้นอยู่กับนายจ้างว่าจะมาชำระค่าปรับ 5 ล้านวอน เกือบ 1 แสนห้าหมื่นบาทได้เร็วแค่ไหน สำหรับค่าเครื่องบินนั่งกลับไทยนั้นตามกฎระเบียบเธอต้องออกเงินเอง ซึ่งหากคนไทยคนไหนถูกจับแต่ไม่มีเงินก็ต้องหาเงินมาซื้อตั๋วเครื่องบินเองให้ได้อาจขอหยิบยืมจากเพื่อน หรือแจ้งไปทางสถานทูตไทยในโซลให้สำรองจ่ายก่อนจึงจะได้กลับไทย

คุมตัวประชิด เผยละเอียดกว่า ตม. จะปล่อยให้นั่งเครื่องกลับไทย

เธอสบตาทีมข่าวด้วยแววตาเศร้าหมองนึกย้อนขณะถูก ตม. เกาหลี คุมตัวส่งกลับไทยว่าถูกคุมตัวแจโดยเอาผ้าดำมาคลุมข้อมือที่ใส่กุญแจมือไว้ แล้วให้มานั่งรอในห้องรอขึ้นเครื่อง เมื่อถึงเวลาบินกลับไทยก็จะปลดล็อกกุญแจมือ  แจกพาสปอร์ต ให้ตั๋วเครื่องบิน แล้วเดินคุมตัวมาจนถึงทางขึ้นเครื่องบิน

และเมื่อมาถึงไทยก็จะมี ตม.ไทยมารอรับตรงทางออกของเครื่องบิน แล้วพาไปกรอกประวัติในห้องว่าเพราะหตุผลอะไรจึงถูกส่งตัวกลับ ซึ่งในห้องจะแบ่งคนเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ถูกจับ กับกลุ่มที่ไปถีงสนามบินแล้ว ตม.เกาหลีไม่อนุญาตให้ผ่าน จากนั้นก็จะถูกปล่อยตัว 

แม้ได้เงินดี แต่ไม่มีเสรีภาพ แนะเตือนขอเป็นคนสุดท้ายที่หนีทัวร์

หลังจากกลับถึงบ้านเกิด ความฝันสร้างบ้านหลังงามให้พ่อกับแม่ต้องสิ้นสลาย เพราะสุดท้ายเธอมีเงินเหลือจากการขายแรงงานข้ามชาติอย่างผิดกฎหมายไม่ถึง 5 หมื่น ไม่พอสร้างบ้าน ขณะนี้เธอยังชีพด้วยการขายอาหารตามสั่ง เธอกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า การหนีทัวร์ไปอยู่อย่างผิดกฎหมาย ไม่ได้สบายอย่างที่คิด ถ้าเจอเจ้านายดีก็ดีไป แต่ถ้าเจอคนไม่ดีก็โดนทำงานฟรี เงินก็ไม่จ่ายให้ เสียทั้งเวลา เสียทั้งเงินด้วย ถ้าอยากไปก็ควรไปอย่างถูกต้อง ผ่านกรมแรงงาน เพราะมีประกันทุกอย่าง อย่างกรณีของเธอเวลาป่วยก็ต้องจ่ายเงินค่ารักษาเอง บาง รพ.ไม่รับรักษาคนผี อีกทั้งอยู่อย่างผิดกฎหมายไปไหนก็อยู่กับความระแวงตลอดเวลา ต้องระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวเพราะกลัวถูกตำรวจจับ ซึ่งครั้งหนึ่งเธอไปเดินตลาดกับแฟน ต้องวิ่งเข้าไปหลบในร้านทันที ขอให้เธอเป็นคนสุดท้ายที่เจอเรื่องร้ายๆ เหล่านี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน