วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยอดไลค์พุ่งกระฉูด ของจริงหรือราคาคุย

รัชยล งอกงาม-ดิเรก มูลมณี

ในเมื่อเหนือ ฟ้าก็ย่อมมีฟ้า ...ผู้ให้บริการเฟซบุ๊ก ซึ่งเป็นเสมือนผู้ถือไพ่เหนือกว่าได้เริ่มกำหนดระดับของบทลงโทษแก่บรรดาบัญชีผู้ใช้ของเฟซบุ๊ก หากต้องสงสัยว่าบัญชีเหล่านั้นมีการปั่นไลค์ โดยเริ่มตั้งแต่ห้ามกดไลค์ในระยะเวลาสั้นไปถึงระยะเวลานาน...

หนักสุด...ถึงขั้นลบบัญชีผู้ใช้นั้นๆออกจากระบบ

ชวลิต รัศมีนิล ผู้ที่คร่ำหวอดวงการเทคโนโลยีในประเทศไทย บอกว่า ขั้นตอนการสมัครขอใช้เฟซบุ๊ก มักจะกำหนดให้เราใส่ชื่อ อายุ สถาบันที่เรียนจบ ที่ทำงาน เบอร์โทรศัพท์ งานอดิเรกที่ชื่นชอบ ดูเผินๆเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ข้อมูลเหล่านั้นจะถูกจัดระบบให้เป็นระเบียบ ทำให้เฟซบุ๊ก สามารถมาแยกแยะวิเคราะห์ได้ว่าบัญชีสมาชิกของเฟซบุ๊กคนนี้ น่าจะต้องรู้จักกันกับบัญชีสมาชิกของเฟซบุ๊กคนอื่นๆ

โดยเฟซบุ๊กอาจจะดึงข้อมูลเบื้องต้นมาจากเคยเรียนโรงเรียนเดียวกัน จบปีเดียวกัน หรือการที่มีเพื่อนในเฟซบุ๊ก เป็นเพื่อนเหมือนกัน หรือเป็นกลุ่มบุคคลกลุ่มเดียวกัน เป็นต้น

นอกจากนั้น ผู้ใช้เฟซบุ๊กทุกคนต่างอนุญาตให้เฟซบุ๊กเข้าถึงข้อมูลรายชื่อติดต่อโทรศัพท์ ส่งผลให้เฟซบุ๊กสามารถจัดเรียงรายชื่อในโทรศัพท์เข้าหากัน เช่น ผู้ใช้ชื่อ ก.ไก่ มีการบันทึกหมายเลขของผู้ใช้ชื่อ ข.ไข่ และ ค.ควาย ไว้ ในขณะเดียวกันทั้งผู้ใช้ในชื่อ ข.ไข่ และ ค.ควาย ได้บันทึกหมายเลขของ ก.ไก่ ไว้ด้วย

ข้อมูลพวกนี้ก็จะถูกโยงมาเข้าหากัน โดยเฟซบุ๊กจะมีความเชื่อว่า บุคคลเหล่านั้นน่าจะรู้จักกัน จึงเกิดการแนะนำเพื่อน หรือบุคคลที่คุณอาจจะรู้จักให้เกิดขึ้น

ด้วยฐานข้อมูลที่เฟซบุ๊กมีอยู่ในมือ เรียกว่า “บิ๊กดาต้า” ทำให้เฟซบุ๊กรู้การเชื่อมโยงของคนแต่ละคนได้เป็นเช่นใยแมงมุม รู้ถึงรสนิยม วิถีในการดำเนินชีวิต พฤติกรรมในการบริโภค เพราะฉะนั้นการที่จะมาใช้โรบอท...โปรแกรมอัตโนมัติมาเป็นตัวช่วยในการกดไลค์ จึงเป็นเรื่องไม่ยากที่เฟซบุ๊กจะจับได้

ข้อสังเกตง่ายๆของเฟซบุ๊ก บัญชีของบุคคลที่ไม่มีการเชื่อมโยงอะไรกันมาเลยทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อนที่รู้จัก หรือไลฟ์สไตล์ก็แตกต่างกัน อยู่ดีๆจะมากดยอดไลค์ให้ยอดพุ่งแรงขนาดนั้น ย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

“เมื่อเฟซบุ๊กสังเกตเห็น จะบังคับให้ผู้ใช้บัญชีนั้นออกจากระบบ และเมื่อจะมีการกลับเข้ามาใหม่ ทางเฟซบุ๊กจะมีคำถามเพื่อความปลอดภัย เป็นระบบที่คัดกรองมนุษย์และโรบอทให้ออกจากกัน”

ระบบที่ว่านี้ชื่อว่า CAPTCHA หลักการคือ การตอบคำถามจากรูปภาพที่เห็นว่าเป็นตัวอักษรใด ซึ่งตัวอักษรในภาพเหล่านั้น ตั้งใจเขียนให้ตัวอักษรมีรูปร่างแปลกตา เบี้ยวไปมา

แต่ถ้าเป็นมนุษย์ เป็นผู้ใช้บัญชีนั้นๆมนุษย์ต้องรู้ อ่านออก และตอบถูกว่า มันคืออะไร

“แต่...ถ้าเกิดตอบไม่ถูก เฟซบุ๊กจะมีมาตรการในการกีดกัน หรือการลบบัญชีนั้นๆออกไป เพราะฉะนั้นการรับจ้างกดไลค์ จึงต้องแปรเปลี่ยน วิธีออกไป แทนที่จะทำกันในกลุ่มแคบๆ โดยใช้โรบอท ต้องขยายออกไปเป็นใช้มนุษย์ในการกดไลค์แทน”

รัชยล งอกงาม หรือเพื่อนๆในวงการเกมออนไลน์ เรียกว่า “พี่ขนุน” บอกว่า ถ้าใครคุ้นเคยโฆษณาที่ว่า เล่นเน็ตอยู่บ้านได้เงิน หรืองานง่ายๆ เล่นเฟซบุ๊กก็ได้เงิน ส่วนหนึ่งของงานที่ได้เงินนั่น คือการช่วยกดไลค์ ...งานแบบนี้ไม่ยุ่งยากอะไร คนที่ทำงานต้องมีแอ็กเคาต์เฟซบุ๊กหลายอัน ทำการเพิ่มเพื่อน หรือติดตามกลุ่มลูกค้าที่ต้องการเพิ่มยอดไลค์ ในขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการตบตาเฟซบุ๊ก ก็ต้องเคลื่อนไหวอัพเดตสถานะอยู่เสมอ

จากนั้น...ทางผู้จ้างงานก็จะกำหนดว่า ต้องกดไลค์ให้กลุ่มลูกค้านั้นๆในหนึ่งวันให้ได้กี่ไลค์ ซึ่งผู้รับจ้างก็จะมีวิธีการเปลี่ยนแอ็กเคาต์ โดยมักจะใช้วิธีเปิดปิดเราเตอร์อยู่บ่อยๆ เพื่อให้หมายเลขไอพีแอดเดรสที่ได้จากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตเปลี่ยนหมายเลขไปทุกครั้ง

พี่ขนุน บอกว่า วิธีการแบบนี้ แม้ยอดไลค์จะไม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กลับเป็นที่นิยมของลูกค้า เพราะยอดไลค์ที่ได้มานั้นเป็นแบบธรรมชาติ ไม่ผิดสังเกต โดยสนนราคาของแต่ละแพ็กเกจแตกต่างกันออกไป เช่น แพ็กเกจ 1,000 ไลค์ ใช้ระยะเวลา 7-10 วัน ราคา 1,000 บาท ลดเหลือ 850 หรือแพ็กเกจยอดไลค์สูงๆ 40,000 ไลค์ จะใช้ระยะเวลา 60 วัน ราคาอยู่ที่ 40,000 บาท ลดลงเหลือ 30,000 ก็มี

โดยทั่วไปกลุ่มลูกค้าเป็นพวกขายสินค้าทางออนไลน์ ขายคอนโดฯ หมู่บ้านเฟสใหม่ พวกงานช่าง เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องสำอาง รวมถึงร้านอาหารเปิดใหม่ๆ กลุ่มพวกนี้ไม่ต้องการยอดไลค์มากมาย แค่หลักหมื่น บวกกับยอดไลค์จากลูกค้าที่แท้จริง เพียงพอในการทำธุรกิจแล้ว

ดิเรก มูลมณี ผู้บริหารบริษัท ชอว์ตี้เวิลด์ จำกัด ผู้จำหน่ายเครื่องสำอางทางออนไลน์ บอกว่า หลายปีก่อนลงทุนทำธุรกิจเครื่องสำอาง วิธีการหนึ่งคือ การว่าจ้างบริษัทให้เข้ามาดูแลเพจ เพื่อเพิ่มยอดไลค์ แต่พอทำไปได้สักสามสัปดาห์ สิ่งที่เขาพบก็คือ แม้จำนวนยอดไลค์จะสูงจริง แต่ยอดที่ได้มานั้นเหมือนไม่ใช่ยอดจากมนุษย์ การปฏิสัมพันธ์กันระหว่างบุคคลในหน้าเพจของเขากลับไม่มีเลย จึงตัดสินใจเลิกจ้าง

ดิเรก บอกว่า การขายของออนไลน์ การสร้างแบรนด์ขึ้นมาใหม่ มันไม่ใช่เรื่องง่าย การเพิ่มยอดไลค์แม้จะดูเหมือนเป็นการโฆษณาชนิดหนึ่ง แต่มันเป็นสิ่งจอมปลอม จึงตัดสินใจลบหน้าเพจอันที่มียอดไลค์สูงออก และหันหน้ามาทำธุรกิจออนไลน์แบบใหม่ ให้เป็นแบบปากต่อปาก...

รอให้ลูกค้าที่ชื่นชอบในสินค้ามาคอมเมนต์ หรือมาแนะนำกันต่อเป็นทอดๆไป

แต่ทว่าการรับจ้างกดไลค์ หรือโปรโมตเพจ ก็ไม่ได้มีในหมู่คนไทยเท่านั้น ดิเรก เล่าต่อว่า เขายังเคยได้รับการชวนจากผู้ให้บริการเฟซบุ๊กว่า ถ้าต้องการให้คนเห็นหน้าเพจของเขาจำนวนมากขึ้น ต้องจ่ายเงินเป็นรายวันหรือรายเดือนตามที่เฟซบุ๊กระบุ นั่นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า ผู้ให้บริการเฟซบุ๊กมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องแบบนี้เช่นกัน “เทคนิคการโฆษณาสินค้าในโลกโซเชียลของประเทศไทย ยังไม่จบแค่การรับจ้างแค่นี้ บางสินค้าฉลาดมากกว่านั้น โดยใช้วิธีการมาซื้อตัวผู้ใช้เฟซบุ๊ก ซึ่งมีจำนวนผู้กดไลค์ให้ หรือผู้ติดตามเป็นจำนวนมาก”

รัชยล งอกงาม หรือ พี่ขนุน บอกเพิ่มเติมว่า วิธีการซื้อตัวแบบนี้ นอกจากจะได้ยอดไลค์ที่แท้จริงแล้ว การปฏิสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของเพจ กับพวกลูกเพจ หรือผู้ติดตามยังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

ประการสำคัญ...ราคาในการจ้างยังถูกกว่าจ้างพวกดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ บุคคลที่มียอดไลค์สูงๆ ยอดติดตามจำนวนมาก มักถูกเรียกว่า...เน็ตไอดอล ซึ่งเป็นความจริงที่ต้องยอมรับว่า มีเน็ตไอดอลมากมาย ที่มารับจ้างในการโปรโมตสินค้า เช่น ในวงการจักรยาน เน็ตไอดอล ของวงการจักรยานคนไหนมียอดไลค์เยอะ สินค้าที่เกี่ยวข้องกับจักรยาน ก็จะมุ่งเข้าไปหาเน็ตไอดอลคนนั้น

จ้างให้ถ่ายภาพกับสินค้า เช่น แว่นตา เน็ตไอดอลคอมเมนต์ว่าดี ผู้ติดตามและคนไลค์ส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในวงการจักรยานเช่นกัน ย่อมต้องคล้อยตามเน็ตไอดอลคนนั้น ไม่นานแว่นกันแดดยี่ห้อนั้นก็จะได้รับความนิยมจากผู้ใช้จักรยาน

ย้อนกลับไปเมื่อไม่นานมานี้ กรณีกระแสเปรี้ยวฆ่าหั่นศพ หมอนที่ถือ...ก็ขายดิบขายดี เปรี้ยวถูกนำเสนอผ่านสื่อเสมือนเป็นไอดอล โชคดีที่มีคนมาให้ความเห็นต่อกรณีนี้จนกระแสดับลง

พี่ขนุนกล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนกระแสอื่นๆในโลกโซเชียล ทั้งยอดไลค์ เน็ตไอดอลหน้าเพจต่างๆ หรือแม้กระทั่งยอดการติดตามของบุคคลสำคัญทั้งหลายนั้น คงไม่มีใครแยกออกได้ว่าอันไหนของจริง หรืออันไหนราคาคุย.