วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อินเดียไม่เอาศาสนามาหาคะแนน

ประธานาธิบดีอินเดียมีฐานะเป็นประมุขของรัฐและเป็นหัวหน้าคณะผู้บริหาร เมื่อพูดถึงคณะผู้บริหารของอินเดียหรือ Head of Executives of the Union ก็มีทั้งรองประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐบาล

ประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา รวมทั้งสภานิติบัญญัติของแต่ละรัฐ ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นวาระที่ 2 ได้ ส่วนรองประธานาธิบดีได้รับการเลือกตั้งทางอ้อมจากผู้แทนของทั้ง 2 สภา ดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี รองประธานาธิบดีเป็นประธานราชยสภาโดยตำแหน่ง

รัฐธรรมนูญอินเดียแยกอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางและรัฐบาลระดับรัฐ แต่ละรัฐก็จะมีผู้ว่าการรัฐที่เรียกว่า governor เป็นประมุขของรัฐ ท่านผู้นี้ได้รับการแต่งตั้งโดยตรงจากประธานาธิบดีตามข้อเสนอแนะของพรรคการเมืองที่เป็นพรรครัฐบาล ผู้ว่าการรัฐมีหน้าที่แต่งตั้ง ถอดถอนมุขมนตรีและคณะรัฐมนตรีประจำรัฐ แต่งตั้งอัยการประจำรัฐ เรียกประชุมและยุบสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เห็นชอบและยับยั้งร่างกฎหมายของรัฐ มีอำนาจลดและอภัยโทษ

นอกจากรัฐบาลกลางแล้ว อินเดียยังมีรัฐบาลแห่งรัฐที่มีมุขมนตรีหรือ Chief Minister เป็นหัวหน้ารัฐบาล และเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารภายในรัฐ ท่านที่ไปเยือนอินเดียและได้รับการแนะนำให้รู้จักกับ State Minister ก็ขอให้ทราบนะครับ ว่าท่านนั้นไม่ใช่รัฐมนตรีของรัฐบาลกลาง แต่เป็นรัฐมนตรีของรัฐบาลแห่งรัฐ

29 สิงหาคม-5 กันยายน 2555 ผมตามอาจารย์นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ไปพบนางเมร่า กุมาร ประธานรัฐสภาหญิงของอินเดีย ซึ่งอาจารย์นิติภูมิธณัฐไปพบในฐานะรองประธานกลุ่มมิตรภาพรัฐสภาไทย-อินเดีย ตั้งแต่นั้นมาผมก็ยิ่งสนใจการเมืองอินเดีย พอถึงคราวเลือกตั้งทั่วไปเดือนพฤษภาคม 2557 ผมอยู่อินเดีย ได้ติดตามดูการเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งในการเลือกตั้ง ส.ส. หรือสมาชิกโลกสภาครั้งนั้น พรรคภารติยะชนตะชนะ และนายนเรนทรา โมดี ได้เป็นนายกรัฐมนตรี

พฤศจิกายน 2559 นายกฯ โมดี ต้องการปราบปรามการทุจริตจึงเรียกคืนธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปีรุ่นเก่าออกจากตลาดเงินโดยที่ไม่มีการประกาศล่วงหน้า ผู้อ่านท่านครับ พวกที่มีเงินมาจากการทุจริตคอร์รัปชันและพวกธุรกิจผิดกฎหมายทั้งหลายตายคาที่เลยครับ เพราะธนบัตรใบละ 500 และ 1,000 รูปีคิดเป็นร้อยละ 86 ของเงินสดที่หมุนเวียนในกระแสเงินสดทั้งสาธารณรัฐอินเดีย

ตอนที่เราเห็นภาพประชาชนคนอินเดียต้องยืนต่อแถวยาวหน้าธนาคารและตู้เอทีเอ็มเพื่อแลกธนบัตรเป็นเวลานานหลายสัปดาห์ เราคิดเลยว่า นายกรัฐมนตรีโมดีแย่แล้ว ต่อไปในอนาคต ไม่ว่าพรรคภารติยะชนตะจะส่งใครลงไปแข่งขันเลือกตั้ง ก็คงจะแพ้

แม้ประชาชนจะก่นด่าเรื่องความไม่สะดวก ทว่านี่เป็นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันที่ได้ผลมากครับ คนที่มีสตางค์แต่ไม่มีหลักฐานการได้มา ก็ไม่สามารถนำเงินไปแลกออกมาใช้ได้ เงินทุจริตก็จึงเป็นเศษกระดาษ เหตุการณ์กลับตาลปัตร ประชาชนกลับชอบ

ต้นปี 2560 มีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ เขียนให้อ่านง่ายก็คือ เลือกตั้ง ส.ส. ท้องถิ่นของ 5 รัฐในอินเดีย ปรากฏว่า ที่รัฐอุตตรประเทศ พรรคภารติยะชนตะของนายกฯ โมดี ได้ ส.ส. 312 จาก 403 คน รัฐอุตตรขัณฑ์ ได้ ส.ส. 57 จาก 70 คน ส่วนรัฐกัว และรัฐมณีปุระ ส.ส. จากพรรคภารติยะชนตะก็จับมือกับพรรคการเมืองท้องถิ่นตั้งรัฐบาลระดับรัฐเสียงข้างมากได้ มีเพียงรัฐเดียวที่ได้ ส.ส. น้อยจนคนของพรรคภารติยะชนตะไม่สามารถเป็นมุขมนตรีได้ คือรัฐปัญจาบ ที่พรรคคองเกรสชนะ

พรรคภารติยะชนตะเป็นพรรคชาตินิยมฮินดูขวาจัด (มาก) หลายเขตเลือกตั้งมีประชากรมุสลิมมากกว่าประชากรฮินดู แต่พรรคนี้ก็ไม่ยอมส่งผู้สมัครมุสลิมเลยแม้แต่คนเดียว เพราะมีความมั่นใจว่า นโยบายทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศ มุ่งทำให้เศรษฐกิจโตและประชาชนคนทั่วไปสามารถขยับสถานะทางสังคมของตนเองขึ้นมาได้ จะชนะใจคนรุ่นใหม่ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดก็ตาม

และก็เป็นไปตามที่ผู้บริหารพรรคภารติยะชนตะคิดครับ แม้แต่ในเขตของมุสลิม ผู้สมัครฮินดูก็ชนะผู้สมัครมุสลิมจากพรรคอื่นถล่มทลาย ทำให้หลายคนนึกถึงเรื่องโลกยุคใหม่ที่เน้นเรื่องการพัฒนาชาติมากกว่าเรื่องการนำศาสนา วรรณะ ชนชั้น ฯลฯ มาหาคะแนน

พรุ่งนี้มารับใช้เรื่องอินเดียกันต่อครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com