บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่วมกันช่วย คดีน้องบีม จี้ฟ้องแพ่ง ทนายความ โกงเงิน 5 ล้าน

กระทรวงยุติธรรม สภาทนายฯ เนติบัณฑิตฯ ผนึกกำลังช่วยเหลือทางคดีกับน้องบีมและแม่ เหยื่อถูกทนายโกงเงินที่เจ้าของรถบรรทุก 18 ล้อชดใช้ให้ในฐานะผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ เตรียมฟ้องแพ่งกับทนาย“พิสิษฐ์” ฐานผิดสัญญารับสภาพหนี้ต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน 6 ก.ค.เพิ่ม หลังอัยการสั่งฟ้องฐานปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอมไปก่อนหน้า

กรณี ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง นร.ชั้น ม.2 ร.ร.ศรีสังวาลย์ อดีตนักร้องคอรัสในโฆษณาดังของบริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง พร้อมมารดา นางพรทิพย์ จันทรัตน์ ถูกนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความยักยอกเงิน 5 ล้านบาท ที่บริษัทเจ้าของรถบรรทุก 18 ล้อ ชดใช้ให้กับน้องบีมในฐานะผู้เสียหายจากอุบัติเหตุ ก่อนที่นางพรทิพย์จะพาบุตรสาวเข้าแจ้ง ความกับตำรวจ สน.บางยี่ขัน และมีการถอนแจ้งความในเวลาต่อมา เนื่องจากนายพิสิษฐ์เจรจาจะชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้ แต่ภายหลังกลับไม่มีการชดใช้ตามข้อตกลง ทำให้สองแม่ลูกต้องร้องเรียนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ กระทั่งความช่วยเหลือต่างทยอยหลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ที่เนติบัณฑิตยสภา เมื่อวันที่ 3 ก.ค. นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรมในฐานะกระทรวงเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเนติบัณฑิต ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหารในฐานะประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิตยสภา นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาขนทางกฎหมาย สภาทนายความ พร้อมนางพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี และ ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี ในฐานะผู้เสียหายเดินทางมายื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายและแต่งตั้งทนายดำเนินคดีแพ่งแบบให้เปล่า

นายธวัชชัยกล่าวว่า กรณีนี้พบข้อมูลนางพรทิพย์เคยร้องขอทนายจากเนติบัณฑิตยสภามาก่อน แต่ขาดช่วงการทำงานไป ดังนั้น กระทรวงยุติธรรมจึงมอบให้เนติบัณฑิตยสภาทำคดีต่อไป กระทรวงยุติธรรมจะมอบเงินค่าธรรมเนียมศาล 6 หมื่นบาทให้หรืออาจให้ทนายร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล

ว่าที่ พ.ต.สมบัติเผยว่า ในส่วนของข้อหาฉ้อโกง ที่เคยเป็นข่าวว่า คดีขาดอายุความเพราะเป็นความผิดอันยอมความกันได้และมีการถอนฟ้องยอมความไปแล้ว หลังหารือกับอัยการชั้นผู้ใหญ่ได้ข้อสรุป ตามแนวดำเนินคดีของอัยการเห็นว่า คดีอันยอมความกันได้และได้ยอมความกันที่จะทำให้สิทธิการดำเนิน คดีอาญาระงับฟ้องร้องกันไม่ได้นั้น ต้องเป็นการยอมความกันอย่างแท้จริง การที่นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ขอให้นางพรทิพย์ถอนฟ้องแล้วต่อมาไม่มีการจ่ายเงินกันเลยแสดงว่าไม่มีเจตนายอมความ ดังนั้น คดีอาญายังไม่ระงับ เนติบัณฑิตย์จะติดตามเรื่องนี้เพื่อดำเนินการต่อ ขณะนี้นางพรทิพย์แต่งตั้งทนายของเนติบัณฑิตยสภาดำเนินคดีแพ่ง ฐานทนายความคนดังกล่าวผิดสัญญารับสภาพหนี้ 3 ล้านบาทพร้อมดอกเบี้ย เตรียมส่งฟ้องต่อศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในวันที่ 6 ก.ค. พร้อมเข้าติดตามคดีอาญาที่อัยการสั่งฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร มีนางพรทิพย์ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม

นายเสาวภักดิ์กล่าวว่า สภาทนายความจะเร่งดำเนินการเพื่อคลายความวิตกของสังคมให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ในการดำเนินคดีแพ่งเรามีพยานหลักฐานพร้อม อาทิ เช็คที่บริษัทลูกหนี้ตามคำพิพากษาจ่ายเช็คให้นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ รวม 30 ฉบับ ฉบับละ 1-2.5 แสนบาท แสดงให้เห็นว่ามีการรับเงินมาเรียบร้อย

ขณะที่นางพรทิพย์ มารดาน้องบีม กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า ขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ ที่ผ่านมาบอกกับบุตรสาว เงินจำนวนนี้คงไม่ใช่เงินของเราแต่ขอให้เข้มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป ด้าน ด.ญ.ภัทรดา กล่าวว่า ทุกวันนี้ใช้ชีวิตไม่เหมือนคนปกติ คือยืนและวิ่งไม่ได้ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วย มีอาการปวดหลังนั่งได้ไม่นาน และมีกระดูกดันแผ่นหลังออกมาต้องทำกายภาพวันละ 1-2 ชม. ทนายคนนี้ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากให้มาเจอกัน จากนั้นจึงเข้าไปสวมกอดมารดาด้วยสีหน้ามีความหวัง จนนายธวัชชัยต้องกล่าวว่าฟังแล้วอยากจะร้องไห้ แต่สองแม่ลูกคงร้องไห้มาจนหมดน้ำตาแล้ว ต่อไปคนจนไม่ต้องร้องไห้อีก กระทรวงยุติธรรม สภาทนาย เนติบัณฑิตฯ จะร่วมกันเอาความยุติธรรมมาคืนให้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.สหรัฐ ศักดิ์ศิลปชัย ผบก.กองคดีอาญา กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า คดีนี้มีการร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับทนายกับพวกในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่นที่ สน.บางยี่ขัน ต่อมาผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาและสั่งให้พนักงานสอบสวน สน.บางยี่ขันสอบสวนเพิ่ม ส่งให้อัยการพิจารณาอีกครั้ง ก่อนมีความเห็นไม่ฟ้องเช่นกัน แต่อัยการมีความเห็นเพิ่มเติมให้สั่งฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม

“ตามกฎหมายพิจารณา โดยกองคดีอาญาเป็นผู้ประมวล มีความเห็นว่า ในข้อหาที่พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้องนี้ เนื่องมาจากผู้เสียหายเจ้าทุกข์ถอนแจ้งความตามกฎหมายไปแล้ว กองคดีอาญาฯจึงมีความเห็นพ้องกับอัยการคือสั่งไม่ฟ้องในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น แต่ในส่วนที่อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้วคือ ข้อหาปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม” พล.ต.ต.สหรัฐกล่าว