วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กูรูชี้ ครึ่งหลังศก.ไทยดี ได้แรงหนุนภาคเกษตร ปลดโครงการรถคันแรก

บลจ.ไทยพาณิชย์ มอง เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ได้รับแรงหนุนจากภาครัฐ การฟื้นตัวของเกษตรกร โครงการรถคันแรกที่ทยอยครบกำหนด แนะนักลงทุนทยอยลงทุนหุ้นไทย หากรับความเสี่ยงได้แบ่งพอร์ตลุยหุ้นต่างประเทศ

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBAM กล่าวถึงภาพรวมการลงทุนในช่วงครึ่งปีหลังว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกโดยรวมขยายตัวดีขึ้นสนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงนับเป็นปัจจัยบวกต่อการลงทุน นำโดยเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวโน้มการจ้างงานปรับตัวดีต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสขยายตัวดีกว่าที่ประเมินจากนโยบายของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ อาทิ นโยบายการปรับโครงสร้างภาษี และการผ่อนคลายกฎเกณฑ์ต่างๆ ของภาคการเงิน เป็นต้น

ส่วนยุโรป เรายังเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขยายสินเชื่อของภาคการเงิน เริ่มกลับมาเป็นกลจักรเดินเครื่องเศรษฐกิจ ขณะที่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ก็ได้รับปัจจัยบวกจากภาคการส่งออกที่ปรับตัวดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ฟื้นตัวก็ส่งผลบวกต่อเนื่องถึงกำไรบริษัทของประเทศเศรษฐกิจหลัก อาทิ ประเทศจีน ซึ่งส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นเอเชีย

นายสมิทธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเศรษฐกิจไทย ได้รับปัจจัยบวกหลักมาจากความต่อเนื่องของนโยบายการลงทุนภาครัฐ และคาดว่าจะมีการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศจากรายได้ภาคการเกษตรฟื้นตัว หรือการครบอายุ 5 ปีของโครงการรถยนต์คันแรก

ขณะที่ ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการปรับตัวดีขึ้น ซึ่งโดยรวมเป็นปัจจัยบวกต่อการปรับตัวของกำไรบริษัทจดทะเบียน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกโดยรวมยังได้รับปัจจัยบวก จากภาวะเศรษฐกิจและผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่มีการปรับตัวดีขึ้น โดยตลาดหุ้นเอเชียมีความน่าสนใจลงทุนเนื่องจากราคาหุ้นยังไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว

ทั้งนี้ หากดูจากผลตอบแทนของตลาดหุ้น จะพบว่าปรับตัวขึ้นมาแล้วค่อนข้างมากในหลายๆ ตลาด ดังนั้นการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น นักลงทุนควรจะใช้กลยุทธ์ทยอยสะสม เพื่อเฉลี่ยต้นทุนโดยหาจังหวะเพิ่มการลงทุนเมื่อตลาดหุ้นปรับฐานจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ หรือเมื่อปัจจัยเสี่ยงมีความชัดเจนมากขึ้น อาทิ เรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด, การลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือประเด็นการเมือง เป็นต้น

สำหรับ ตลาดหุ้นไทยหากคำนวณผลตอบแทนนับตั้งแต่ปี 2016 ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในตลาดภูมิภาค โดยอยู่ที่ 23.2% ขณะที่ราคาหุ้นยังใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของภูมิภาค ส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายกลับมาลงทุนยังไม่สูง ดังนั้นนักลงทุนอาจจะพิจารณากระจายการลงทุนบางส่วนไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน อาทิ แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐฯ หรือ เฟด มีเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยนโยบายระหว่าง 1.25 – 1.50% ในปีนี้ จากระดับ 0.75 – 1.0% ในปัจจุบัน

นอกจากนี้ ยังมีโอกาสที่เฟดจะส่งสัญญาณทยอยลดวงเงินที่อัดฉีดเข้ามาในระบบเศรษฐกิจมากกว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับตั้งแต่วิกฤติทางการเงินปี 2008 ขณะที่ปัญหาการเมืองยุโรปแม้จะมีความผ่อนคลายลงหลังการเลือกตั้งฝรั่งเศส แต่ในปีนี้ยังคงมีการเลือกตั้งในประเทศใหญ่ที่ต้องจับตา ได้แก่ เยอรมนี หรือ อิตาลี ที่อาจจะจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด


ตั้งเป้าขยายธุรกิจเจาะกลุ่ม Digital Age

นายสมิทธ์ กล่าวว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการให้คำแนะนำการลงทุนครบวงจรผ่านการจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับ Customer Profile และระดับความเสี่ยงที่ลูกค้าแต่ละรายยอมรับได้ มุ่งเน้นกระบวนการเสนอขายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น และเป้าหมายที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ การมุ่งขยายฐานลูกค้ารายใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Digital Age โดยเริ่มจากการให้ความรู้ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ซึ่งจะให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้