บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จ่อลบชื่อ ทนายโกงเงินน้องบีม ด.ญ.พิการ ยธ.-เนติบัณฑิต-สภาทนาย ช่วยฟ้อง

ก.ยุติธรรม เนติบัณฑิต สภาทนาย สามประสานร่วมช่วยเหลือ นำเงินมาคืนสองแม่ลูกที่ถูกทนายความหลอกเอาเงินที่คู่กรณีจ่ายชดใช้ความเสียหายจากอุบัติเหตุ 5 ล้านบาท ช่วยฟ้องทั้งแพ่ง-อาญา พบประวัติเคยถูกถอนใบอนุญาตว่าความ-ล้มละลายมาแล้ว...

ที่เนติบัณฑิตยสภา วันที่ 3 ก.ค. นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะกระทรวงเป็นหน่วยงานกำกับดูแลเนติบัณฑิต ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหารในฐานะประธานฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายเนติบัณฑิต นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายสภาทนายความ เดินทางมาพร้อมด้วย นางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี ด.ญ.ภัทรดา หรือ น้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี เด็กพิการที่เดินไม่ได้เพราะอุบัติเหตุ และเป็นนักร้องประสานเสียงโฆษณาประกันชีวิต มายื่นคำร้องขอรับการช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย และแต่งตั้งทนายความดำเนินคดีแพ่งแบบให้เปล่า โดยน้องบีมมีสีหน้าสดใส แม้ต้องนั่งในรถวีลแชร์ ส่วนนางสาวพรทิพย์โอบกอดลูกสาวตลอดเวลา

นายธวัชชัย ไทยเขียว กล่าวว่า กรณีนางพรทิพย์ กับบุตร ขอให้ดำเนินคดีแพ่งและอาญาต่อ นายพิสิษฐ์ สัมมนาเลิศ ทนายความ ปรากฏเป็นข่าวให้เห็นภาพว่าประชาชนเข้าไปในกระบวนการยุติธรรรมแต่กลับมีคนเข้าไปฉกฉวยฉ้อโกงซ้ำซ้อน ทำให้สะเทือนใจ เบื้องต้น ทางกระทรวงส่งนิติกรและเงินช่วยเหลือ แต่ภายหลังทราบว่า นางสาวพรทิพย์ เคยร้องขอทนายจากเนติบัณฑิตยสภามาก่อน แต่ขาดช่วงการทำงานไป ดังนั้นทางกระทรวงยุติธรรมจึงมอบให้เนติบัณฑิตทำคดีต่อไป โดยทางกระทรวงจะมอบเงินค่าธรรมเนียมศาล จำนวน 6 หมื่นบาทให้ หรืออาจให้ทนายร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล ในวันนี้ นางสาวพรทิพย์ ได้แต่งตั้งทนายของเนติบัณฑิตยสภาดำเนินคดีแพ่ง ฐานผิดสัญญารับสภาพหนี้ จำนวน 3 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย และเข้าติดตามคดีอาญาที่อัยการสั่งฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร ที่รอสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นแย้ง 

ด้านว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กล่าวว่า ในส่วนของข้อหาฉ้อโกง ที่เคยเป็นข่าวว่า คดีขาดอายุความเพราะเป็นความผิดอันยอมความกันได้ และมีการถอนฟ้องยอมความไปแล้วนั้น ทางตนได้หารือกับอัยการชั้นผู้ใหญ่ได้ความว่า ตามแนวดำเนินคดีของอัยการเห็นว่า คดีอันยอมความกันได้และได้ยอมความกันที่จะทำให้สิทธิการดำเนินคดีอาญาระงับฟ้องร้องกันไม่ได้นั้น ต้องเป็นการยอมความกันอย่างแท้จริง การที่ นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ได้ขอให้ นางสาวพรทิพย์ ถอนฟ้อง แล้วต่อมาไม่มีการจ่ายเงินกันเลย แสดงว่าไม่มีเจตนายอมความ ดังนั้น คดีอาญายังไม่ระงับ ทางเนติบัณฑิตจะติดตามเรื่องนี้เพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า เคยมีข่าวว่าจะดำเนินการลบชื่อ นายพิสิษฐ์ ออกจากการเป็นทนายความฐานผิดมรรยาททนายความ และนายพิสิษฐ์เคยเป็นบุคคลถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด หรือเป็นบุคคลล้มละลายในคดีล้มละลาย หากเป็นเรื่องจริงจะมีผลต่อการเป็นทนายความหรือไม่ ว่าที่ พ.ต.สมบัติ กล่าวว่า การร้องสภาทนายความว่าทนายผิดมรรยาทต้องมีเหตุกล่าวหาว่าทนายความประพฤติไม่สมควร ซึ่งบัดนี้ยังไม่มีการร้อง ทางนางสาวพรทิพย์ต้องไปร้องต่อคณะกรรมการที่มีตนกับนายเสาวภักดิ์รวมอยู่ด้วย

จากนั้น ว่าที่ พ.ต.สมบัติ ได้นำราชกิจจานุเบกษา ปี 2548 มาแสดงประกอบการแถลงข่าว แต่ขณะเดียวกันก็ปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 122 ตอนที่ 23ง และ 32ง ลงวันที่ 20 เม.ย. 2547 เรื่องคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ตามคดีแดงที่ 112/47 คดีล้มละลายระหว่าง ธนาคารทหารไทย โจทก์ กับ นายดนัย หรือ พิสิษฐ์ สัมมาเลิศ เลขบัตรประชาชน (ขอสงวน) กับ นาง ว.ลูกหนี้ เรื่องโจทก์ฟ้องขอให้ลูกหนี้ล้มละลาย และศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดแล้ว ประกาศ ณ วันที่ 4 ก.พ. 2548 แม้ปัจจุบันได้ปลดจากการเป็นบุคลล้มละลายไปแล้ว (สามปีนับแต่ล้มละลาย) แต่ก็ถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความแล้ว ซึ่งสภาทนายความจะไปขอตรวจสอบเรื่องนี้ คัดคำพิพากษาจากศาลล้มละลายอีกที หากเอกสารครบจะเอาเข้าที่ประชุม เพื่อลบชื่อออก เพราะขาดคุณสมบัติการเป็นทนายความแล้ว เพราะถือว่าความปรากฏต่อคณะกรรมการแล้ว แต่ตราบใดที่สภายังไม่คัดชื่อออกจากการเป็นทนายความ ก็ถือว่าขณะนี้นายพิสิษฐ์ยังเป็นทนายความอยู่ โดยใช้เลขใบอนุญาตทนายความเลขที่ 1301/2531 ทั้งนี้ ตนตรวจสอบราชกิจจานุเบกษาเรื่องพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและล้มละลายแล้ว พบว่าเลขที่บัตรประชาชนถูกต้องตรงกัน ทางสภาทนายจะรีบพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็ว ส่วนนายพิสิษฐ์ สามารถยื่นโต้แย้งคัดค้านและให้ข้อมูลขอให้ทบทวนได้ ก่อนนี้นายพิสิษฐ์เคยถูกพักใบอนุญาตมาแล้วครั้งหนึ่ง และพ้นโทษไปนานแล้ว

ขณะที่ นายเสาวภักดิ์ สกุลโรมวิลาส อุปนายกฝ่ายช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมายสภาทนายความ กล่าวว่าเท่าที่ตนดูในราชกิจจาฯ เรื่องล้มละลายของนายพิสิษฐ์ ดูจากเล่มจริงก็ถือว่าความปรากฏชัดเจนแล้ว ทางสภาทนายความจะเร่งดำเนินการเพื่อคลายความวิตกของสังคม ให้ข้อเท็จจริงปรากฏ ที่ผ่านมาเคยมีข่าวว่ามีทนายความอาสาของสภาทนายไปกระทำต่อครอบครัวนางพรทิพย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเพราะนางสาวพรทิพย์ยังไม่ได้ขอแรงทนายจากสภา แต่ในวันนี้สภาทนายความได้จัดกำลังทนายความมาช่วยอีกแรงแล้ว

นอกจากนี้ ว่าที่ พ.ต.สมบัติ ได้นำสำเนาเช็คมาแสดง ว่าในการดำเนินคดีแพ่งเรามีพยานหลักฐานพร้อม เช่น เช็คที่บริษัทลูกหนี้ตามคำพิพากษาจ่ายเช็คให้ นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ รวม 30 ฉบับ ฉบับละระหว่าง 1 แสน ถึง 2.5 แสนบาท เมื่อมีหลักฐานแน่นหนาเช่นนี้ แสดงว่านายพิสิษฐ์รับเงินมาเรียบร้อยแล้ว 

ส่วน นางสาวพรทิพย์ จันทรัตน์ แม่น้องบิว กล่าวด้วยเสียงสั่น คล้ายคนหมดแรง ว่า ขอขอบคุณทุกคนที่ช่วยเหลือ ที่ผ่านมาตนบอกกับลูกสาวว่า เงินจำนวนนี้คงไม่ใช่เงินของเรา แต่ขอให้ลูกเข็มแข็งและสู้ชีวิตต่อไป แม่ก็ป่วยอยู่คงมีชีวิตดูแลหนูได้อีกไม่นาน เมื่อพูดมาถึงตอนนี้เริ่มมีเสียงของบางคนในห้องแถลงข่าวสะอื้นร้องไห้ตาม และ ด.ญ.ภัทรดา กล่าวว่า ทุกวันนี้ตนใช้ชีวิตไม่เหมือนคนปกติ คือ ยืนและวิ่งไม่ได้ ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยจึงจะยืนได้ ทุกวันจะปวดหลัง นั่งได้ไม่นาน และมีกระดูกดันแผ่นหลังออกมา ต้องทำกายภาพวันละ 1 ถึง 2 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนทนายความคนนี้ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากให้มาเจอกัน โตขึ้นตนอยากเป็นผู้ประกาศข่าวทางโทรทัศน์ จากนั้นจึงสวมกอดมารดาด้วยสีหน้ามีความหวัง จนนายธวัชชัยต้องกล่าวว่า ตนฟังแล้วอยากจะร้องไห้ แต่สองแม่ลูกคงร้องไห้มาจนหมดน้ำตาแล้ว ต่อไปคนจนไม่ต้องร้องไห้ กระทรวงยุติธรรม สภาทนายความ เนติบัณฑิต สามหน่วยงานจะร่วมกันเอาความยุติธรรมมาสู่ประชาชน