วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นับถอยหลัง! 10 ข้อย่อดราม่า 'สงครามผู้กุมอำนาจ' เมื่อขาใหญ่แข็งเมือง

เป็นประเด็นร้อนในขณะนี้ เมื่อ กสทช.มีคำสั่งให้เฟซบุ๊กและยูทูบต้องมาขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT (Over the Top) ซึ่งเป็นบริการสื่อสารแพร่ภาพและเสียงผ่านแอปพลิเคชันบนอินเทอร์เน็ต หากไม่มาอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย หลายคนจึงมีคำถามในใจว่า เกิดอะไรขึ้น? และอะไรคือข้อดี-ข้อเสียของเหตุการณ์นี้

ไทยรัฐอออนไลน์ จึงจะพาท่านย้อนรอยเหตุการณ์ พร้อมวิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น

1. อย่างที่ทราบกันดีกว่าเมื่อต้นปีที่ผ่านมารัฐฯ เกิดความตื่นตัวในเรื่องการกำกับแนวทางดูแลบริการประเภท OTT  ซึ่งการกำกับบริการเหล่านี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย มีทั้งแนวทางที่ทำได้และแนวทางที่ทำไม่ได้ เมื่อ OTT ในตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุม แต่หากเมื่อไรที่อยู่ภายใต้การควบคุม อาจต้องคิดในอีกแง่ว่าความคิดสร้างสรรค์ของผู้ผลิตคอนเทนต์จะหายไปหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาอินเทอร์เน็ตเป็นช่องทางนำเสนอคอนเทนต์ที่ไร้ขอบเขตมาตลอด

2. หากมีคำถามว่า OTT คืออะไร คือบริการสื่อสารภาพและเสียงบนอินเทอร์เน็ต โดยผู้ให้บริการไม่จำเป็นต้องลงทุนโครงข่ายสัญญาณเอง โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ 1. OTT อิสระ อาทิ เฟซบุ๊ก และยูทูบ 2. OTT ผู้ผลิตคอนเทนต์ อาทิ HBO 3.ช่องรายการโทรทัศน์ทีให้บริการ OTT เช่น เวิร์คพอยท์, 3HD ฯลฯ 4. ผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ให้บริการOTT ได้แก่ AIS Play 5. เพย์ทีวีในแบบ OTT และ 6. OTT ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการต่างๆ

3. ประเด็นทั้งหมดเกิดจาก ผู้ให้บริการ OTT จำนวนหนึ่งเรียกเก็บค่าสมาชิกหรือค่าบริการเสริมจากผู้ชมอยู่แล้ว แต่การทำรายได้ของผู้ให้บริการ OTT อีกกลุ่มหนึ่งเกิดจากค่าโฆษณาจากแบรนด์ที่นำสินค้าและบริการมาลงโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม ดังนั้นนี่จึงเป็นสาเหตุให้เกิดผลกระทบต่อสังคมและอุตสาหกรรมทีวีดิจิตอลบางส่วน

4. ต่อมา กสทช.จึงเข้ามาควบคุมดูแล โดยมีมติให้ OTT เป็นกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โดยมีอนุกรรมการฯเป็นผู้กำกับดูแล นำโดย พ.อ.นที ศุกลรัตน์ 

5. จากการสำรวจของ DAAT หรือ สมาคมโฆษณาดิจิทัล (ประเทศไทย) พบว่า ผู้ให้บริการ AVoD (Advertising Video On Demand) ที่มีรายได้สูงที่สุดคือเฟซบุ๊ก (2,842 ล้านบาท) ตามมาด้วย YouTube (1,663 ล้านบาท) และผู้ให้บริการ OTT อื่นๆ อาทิ Line TV และผู้ประกอบการช่องโทรทัศน์อื่นๆ (502 ล้านบาท)

6. ใครบ้าง...คือผู้ซื้อโฆษณา? สำหรับในประเทศไทยธุรกิจ 7 ธุรกิจหลักนี้เป็นเจ้าของเม็ดเงินโฆษณา ได้แก่ 1. ธุรกิจยานยนต์ 2. ธุรกิจการเงินและธนาคาร 3. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 4. ธุรกิจประกันภัย 5. ธุรกิจโทรคมนาคม 6. ธุรกิจสินค้าอุปโภคและบริโภค สุดท้าย 7. ธุรกิจพลังงาน ทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้สนับสนุนสำคัญของบริการ OTT

7. กสทช. ได้มีมติอย่างเป็นทางการว่าหาก “เฟซบุ๊ก” และ “ยูทูบ” ไม่มาลงทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ OTT ภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2560 หากธุรกิจไหนมาซื้อโฆษณาจะถูกดำเนินการตามกฎหมาย หากเป็นบริษัทมหาชน จะถูกแจ้งว่าเป็นบริษัทที่ไร้ธรรมาภิบาล แต่หากบริษัทไหนเป็นรัฐวิสาหกิจ กสทช. ก็จะส่งจดหมายรูปแบบเดียวกันแจ้งไปยังหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจนั้นๆ 

8. ดราม่าบังเกิดอีกทีตรงที่ เมื่อ AIC หรือ สหพันธ์อินเทอร์เน็ตแห่งเอเชีย มีการออกจดหมายแสดงความกังวลถึง กสทช. ว่าประเทศไทยกำลังหันหลังให้กับนวัตกรรมเพราะข้อบังคับใหม่เกี่ยวกับการให้บริการ OTT เนื่องจากข้อบังคับเหล่านี้ไม่ได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจในประเทศไทยเป็นอันดับแรก อีกทั้งยังเพิ่มขอบเขตการดูแลที่อาจทำให้เกิดการจำกัดการเติบโตของอุตสาหกรรม ที่ไม่ให้คนไทยที่ทำธุรกิจใช้งานแพลตฟอร์มระดับโลก

9. ในขณะนี้มีผู้ให้บริการ OTT มาขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 10 ราย อาทิ MONOmaxxx, AIS Play, PRIMETIME, HOLLYWOOD HDTV เป็นต้น ส่วน NETFLIX นั้นไม่มีสำนักงานในไทย จึงขอพบในช่วงเดือนกรกฎาคม 

10. เหตุการณ์นี้จะดำเนินต่อไปอย่างไร ยูทูบและเฟซบุ๊กจะยอมมาลงทะเบียนภายในกำหนดหรือไม่ ไทยรัฐออนไลน์จะติดตามผลอย่างใกล้ชิดเพื่อท่านผู้อ่านแน่นอน