บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ป่วย หรือ พฤติกรรม! ไขเคสประหลาด หนูน้อยวัย 11 วางยาพิษครอบครัว ทำร้ายตัวเอง

เป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจไม่น้อย สำหรับข่าวที่เคยออกมาก่อนหน้านี้ กรณี น้องเอ (นามสมมติ) เด็กชายวัย 11 ขวบ ที่หากใครได้ฟังเรื่องราวของหนูน้อยคนนี้แล้วก็คงต้องหนักใจ

รายงานข่าวในเบื้องต้นระบุว่า ได้มีพลเมืองดีได้พบเด็กชายพลัดหลงในซอยพุทธบูชา 39 แต่งกายด้วยชุดลูกเสือ ตามตัวมีรอยแผล รวมไปถึงใบหน้า เมื่อได้พูดคุยก็ทราบว่า หนีมาจากโรงเรียนที่ จ.จันทบุรี โดยพ่อแม่เสียชีวิตแล้ว และถูกแม่เลี้ยงทำร้าย

แต่เมื่อมีการประกาศตามหา ปรากฏว่า พ่อแม่ของเด็กชายคนนี้ยังมีชีวิตอยู่ และยิ่งเมื่อสืบประวัติ และคำให้การของพ่อแม่ กลับกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ เพราะไม่ใช่สิ่งที่เด็กเล่าให้ฟัง

พ่อแม่ของเด็กชาย 11 ขวบ เปิดเผยกับสำนักข่าวหลายสำนักระบุว่า ลูกชายเป็นเด็กเกเรและดื้อรั้นมาก ชอบลักขโมยของ มีอยู่ครั้งหนึ่งได้ใช้น้ำยาล้างห้องน้ำผสมน้ำ จะให้ย่ากิน นอกจากนี้ยังมีการนำยากันยุงมาผสมน้ำจะให้พ่อแม่และพี่สาวที่พิการกินด้วย ซึ่งทางครอบครัวได้หนักใจต่อการเลี้ยงดูมาก เพราะหากไม่ได้ดั่งใจก็จะทำร้ายตัวเอง

พม.เดินหน้าช่วยเหลือเด็ก 11 ขวบ เพราะพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง 

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เกิดขึ้น หน่วยงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จึงเข้าช่วยเหลือ และหนึ่งในทีมช่วยเหลือมาจาก บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร ซึ่ง นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ หัวหน้าบ้านพักฯ เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า เกิดเหตุวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ส่วนรายละเอียดนั้นไม่สามารถบอกได้ เนื่องจากเป็นเรื่องของทางครอบครัว แต่เมื่อทางเจ้าหน้าที่ทราบข่าว ก็ได้ลงพื้นที่เยี่ยมเยียน

จากการเยี่ยมเยียนพบว่า ตามร่างกายเด็กมีบาดแผลหลายจุด บางจุดเป็นรอยขีดข่วน พ่อแม่เด็กไม่ได้ปฏิเสธการเลี้ยงดู และยืนยันว่าไม่ได้ใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดู ส่วนบาดแผลที่เกิดขึ้น ผู้ปกครองให้ข้อมูลว่าเด็กเป็นคนทำเอง เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าพูดคุยก็พบพฤติกรรมเด็กใช้มือข่วนตัวเองบ้าง

“พ่อแม่อยากจะเลี้ยงดูเด็กต่อ ไม่เคยบอกเลยว่าจะไม่เลี้ยงดู โดยอยากให้แพทย์ช่วยประเมินร่างกายและจิตใจเด็กว่าป่วยหรือไม่ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ได้พูดคุยกับน้อง ยอมรับว่า เด็กไม่เหมือนกับเด็กปกติทั่วไป ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น อยากจะให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมินอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าผลจะเป็นบวกหรือลบ เราก็จะต้องนำผลประเมินมาวางแผนในการช่วยเหลือเด็กอีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะดูแลเขาอย่างเหมาะสม โดยจำเป็นต้องให้กำลังใจคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างยิ่ง”

หัวหน้าบ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร กล่าวต่อว่า เรากำลังสืบประวัติทางครอบครัว โดยประสานกับทางบ้านพักเด็กและครอบครัว ซึ่งทราบว่าน้องมีบ้านอยู่ที่ต่างจังหวัด ก็คงจะมีการจัดส่งคนลงพื้นที่ ซึ่งเราจำเป็นต้องหาข้อมูลหลายๆ ทาง เพื่อหาทางช่วยเหลือน้องคนนี้ให้ได้

จากการสอบถามเพื่อนบ้านพบว่า เพื่อนบ้านก็ไม่ได้ให้ข้อมูลที่เป็นเชิงลบกับทางพ่อแม่เด็ก แต่ถามว่า จากข้อมูลพบว่า พ่อมีการผูกล่ามขาน้องเอาไว้จริงหรือไม่ คำตอบคือ “มีจริง...แต่จะถามว่าล่ามทำไม คำตอบคือ การล่ามไว้กับตัวพ่อ คือ พ่อเขาจะผูกเชือกล่ามน้องไว้กับตัวพ่อเฉพาะตอนที่นอน เพราะน้องชอบหลบหนีออกจากบ้านเวลากลางคืน หากน้องขยับพยายามหนี พ่อก็จะได้รู้สึกตัวเท่านั้น ส่วนเวลากลางวันเขาก็ดูแลปกติ พ่อเขาเป็นห่วงและมีวิธีการในการดูแลลูก ตรงนี้ผมว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจพ่อ ทาง พม.จึงต้องหาผู้เชี่ยวชาญในการประเมิน”

แผนการช่วยเหลือ อันดับแรก ต้องพาน้องเขาไปรับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อให้ทราบว่าน้องมีปัญหาทางร่างกาย จิตใจ หรือด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งไม่ว่าผลออกมาอย่างไรก็ตาม จะมีการวางแผนกันต่อ ซึ่งวิชาชีพด้านสังคมสงเคราะห์อย่างเราอาจจะช่วยไม่ได้ทั้งหมด คงต้องพึ่งทางการแพทย์เข้าช่วย เช่น นักจิตวิทยา หรือแม้กระทั่งผู้ปกครอง อาจจะต้องให้ข้อเสนอแนะ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ยอมรับว่ายังไม่มีแผนระยะยาว คงต้องรอความคืบหน้าและมีการวางแผนกันต่อ

ที่ผ่านมา เคยเจอเคสลักษณะนี้บ้างหรือไม่ และจัดการอย่างไร นายฐานวัฒน์ กล่าวว่า ก็มีบ้าง ส่วนการจัดการก็ไม่ต่างกัน คือ ต้องให้แพทย์ประเมินก่อนว่าเกิดจากพฤติกรรมหรือการเจ็บป่วย ซึ่งจะมีหลายขั้นตอนมากๆ โดยกระทรวงพัฒนาสังคมฯ จะเป็นตัวกลางในการช่วยเหลือ ในการประสานกับโรงพยาบาลภาครัฐ ยกตัวอย่าง บ้านพักเด็กและครอบครัวกรุงเทพมหานคร ก็จะมีการประสานงานกับโรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นหลัก ถ้าครอบครัวไหนพอมีเงินหน่อย ก็อาจจะออกค่าใช้จ่ายเอง แต่ถ้าครอบครัวไหนไม่ค่อยมีเงิน ทางภาครัฐก็พร้อมที่จะดูแลค่าใช้จ่าย

“ที่ผ่านมา การเจอกับเด็กดื้อ ก้าวร้าว หากเราจะดุหรือตี มันคือการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด ซึ่งตรงนี้เป็นการระงับปัญหาได้แค่ชั่วขณะต่อหน้าเรา แต่ถ้าเราต้องการช่วยเหลือ ฟื้นฟู เยียวยา เราจำเป็นต้องรู้สาเหตุก่อน คือ ต้องได้รับการประเมินจากการแพทย์ ส่วนตัวแล้วผมรู้สึกสงสารเด็ก สงสารครอบครัว เพราะพ่อแม่ของเขาก็มีลูกสาวคนโตพิการ ส่วนข่าวที่ออกมาก็รุนแรงเหลือเกิน เอาล่ะ..แม้จะมีข้อมูลว่า ครั้งหนึ่งเด็กผสมน้ำยาล้างห้องน้ำจะให้ย่ากิน แต่...ถามว่าได้กินหรือเปล่า จากการสอบถามครอบครัวก็ทราบว่า ผู้ปกครองมาพบก่อน"

ต้องเข้าสู่กระบวนการนิติจิตเวช เบื้องต้น ใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการทดสอบ ว่าป่วย หรือ พฤติกรรม 

ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คิดว่าคดีนี้ต้องได้รับการตรวจแบบ “นิติจิตเวช” ตั้งแต่การตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพจิต รวมทั้งทำแบบทดสอบ ถ้าจำเป็นก็อาจจะต้องดูพฤติกรรม อารมณ์ และสังคม โดยสังเกตเขา ตอนที่เขาอยู่ที่โรงพยาบาล เช่น มีพฤติกรรม หูแว่ว ประสาทหลอนหรือไม่ เพราะเคสที่เกี่ยวกับทางจิต จำเป็นต้องสังเกตอาการ โดยทั่วไปสาเหตุที่เด็กป่วยจิตเวชนั้นมีหลากหลายแบบมาก โดยเราต้องสังเกตจากพฤติกรรมก่อน เช่น เป็นโรคทางสมอง สมาธิสั้น หรือจะเป็นโรคทางอารมณ์ เช่น ซึมเศร้า ไบโพลาร์

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีการแสดงออกด้วยพฤติกรรมรุนแรง เราต้องหาเหตุให้ได้ก่อนว่ามาจากอาการป่วย หรือมาจากพฤติกรรมระยะสั้นหรือไม่ เบื้องต้น เราจำเป็นต้องให้เด็กคนนี้เข้ามารับการตรวจเสียก่อน ถึงจะบอกได้ว่าเป็นอะไร ส่วนระยะเวลานานแค่ไหนนั้น เบื้องต้นจะมีการตรวจขั้นต่ำ 2 สัปดาห์ ซึ่งพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่น และ ทำร้ายตัวเอง นั้นจะอยู่ในชุดเดียวกัน ซึ่งสาเหตุนั้นก็มีหลากหลาย ทั้งทางอารมณ์ พฤติกรรม สารเสพติด มันมีหลายสาเหตุมาก

“สำหรับเด็กที่มีอาการแบบนี้ เท่าที่พบถือว่าน้อยมาก ผมไม่มีสถิติ แต่ถ้าเกิดขึ้นมาแล้ว ผมเชื่อว่าระบบนิติจิตเวชนี้จะช่วยกระบวนการสืบสวนสอบสวน รวมถึงช่วยเหลือคนในครอบครัวได้”

สำหรับ คำว่า "ผู้ป่วยนิติจิตเวช" หมายถึง คนที่ไปก่อคดี และสงสัยว่าอาจจะเกี่ยวข้องหรือเชื่อมโยงต่อสภาพจิตใจ โดยเราจะนำข้อมูลความรู้ของทางแพทย์ไปช่วยในการสืบสวนสอบสวนต่อ ทั้งนี้ เราคงต้องรอคำตอบจากแพทย์ต่อไป ว่าหนูน้อยคนนี้ป่วยหรือไม่ แล้วเพราะอะไรถึงมีพฤติกรรมรุนแรงเช่นนี้.