บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะคดีปริศนา ผูกคอตาย - หายตัวลึกลับ 2 แหม่มเกาะเต่า กับครหาเกาะฆาตกรรม!

“เกาะฆาตกรรม” สมญานามที่ถูกยัดเยียดโดยสื่อต่างชาติให้กับ “เกาะเต่า” เหตุเพราะที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุร้าย มีนักท่องเที่ยวสังเวยชีวิตบนเกาะที่แสนสวยงามดั่งสวรรค์บนดิน แต่ดินแดนอันสวยงามแปดเปื้อนมลทินเพราะน้ำมือมนุษย์ 

7 คดี ที่นักท่องเที่ยวเสียชีวิต ประกอบด้วย

1. คดีดังก้องโลก ฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ  นายเดวิด มิลเลอร์ และ ฮันนาห์ วิเทอร์ริดจ์ ที่ถูกฆ่าข่มขืนเมื่อปี 2557

2. คดีนายลุค มิลเลอร์ นักท่องเที่ยวอังกฤษที่ถูกพบเป็นศพในสระว่ายน้ำของโรงแรมแห่งหนึ่ง 

3. คดี น.ส.คริสตินา แอนส์ลี่ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เสียชีวิตจากการกินยาเกินขนาด

4. คดีนายนิค เพอร์สัน นักท่องเที่ยวอังกฤษ ที่พบศพในทะเล ตำรวจลงความเห็นว่าตกจากที่สูงแล้วจมน้ำตาย

5. คดีการหายตัวของ น.ส.วาเลนตินา โยวาสโนว่า นักท่องเที่ยวสาวรัสเซีย ที่หายตัวอย่างไร้ร่องรอย

6. คดีนายดิมิทรี โปซี นักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเศส ถูกพบเป็นศพในสภาพมือถูกมัดไพล่หลัง แต่ตำรวจลงความเห็นว่าเป็นการฆ่าตัวตาย

7. คดีล่าสุดคือการตายของ น.ส.เอลิส ดัลเลอมาเน นักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียมวัย 30 ปี ถูกพบเป็นศพแขวนคอตายบนเกาะเต่า ตั้งแต่วันที่ 27 เม.ย.

สำหรับในคดีสุดท้ายนั้น พ.ต.ท.โชคชัย สุทธิเมฆ สวญ.สภ.เกาะเต่า ได้ยืนยันหนักแน่นว่า สาเหตุการตายนั้น ตำรวจยังมั่นใจในสำนวนการสอบสวนพยานรวม 7 ปาก ซึ่งพยานหลักฐานยืนยันว่า ผู้ตายเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายเอง โดยก่อนหน้าจะมาพบเป็นศพที่เกาะเต่า มีความพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถไฟชนมาครั้งหนึ่งแล้ว แต่มีพลเมืองดีช่วยเหลือไว้ทัน เหตุเกิดในท้องที่สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ กทม. เมื่อวันที่ 4 เม.ย.ที่ผ่านมา ต่อมาตำรวจพาผู้ตายเข้ารับการรักษาที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา

กลับกัน ในส่วนของมารดาของผู้เสียชีวิต อย่าง นางมิเชล วาน เอกเตน ไม่เชื่อรายงานอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย ลูกสาวของเธอไม่ได้แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของภาวะซึมเศร้า และไม่มีทางที่จะไปตัดสินใจฆ่าตัวตาย 

"เรากลัวว่าจะมีบุคคลอื่นที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของเธอ เราไม่เชื่อตามที่ตำรวจบอกว่า ลูกสาวของฉันแขวนคอตัวเองในป่า ฉันไม่ทราบว่าเธอจะทำอย่างนั้นทำไม ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พูดคุยกับเธอ ทุกอย่างก็ดูเรียบร้อยดี ฉันไม่สังเกตเห็นภาวะซึมเศร้าจากเธอเลยแม้แต่น้อย" 

หรือบางทีนักข่าวท้องถิ่นอาจเผชิญปัญหาทางอ้อม ให้ยอมรับรายงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยอ้างว่าอยู่ภายใต้ความกดดันไม่ให้รายงานข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบในทางลบต่อการท่องเที่ยวของไทย นี่คือความเชื่อของแม่ผู้เสียชีวิต 

เปิดข้อสังเกต คดีนักท่องเที่ยวเบลเยียมผูกคอตาย 

ข้อ 1 ก่อนเกิดเหตุกระทั่งพบศพ พ.ต.อ.ปรีชา กลัดสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า การพบศพ น.ส.เอลิส มีความต่อเนื่องจากเหตุไฟไหม้บังกะโลทริปเปิ้ลบี บริเวณอ่าวแม่หาด หมู่ 3 ต.เกาะเต่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 โดยการสอบสวน มีพยานและเจ้าของบังกะโล ทราบว่า ห้องต้นเพลิงมาจากห้องพักของ น.ส.เอลิส และขณะเกิดเหตุมีผู้พบเห็น น.ส.เอลิส ได้วิ่งออกจากห้องพัก โดยในมือถือกระเป๋าใบเล็กเพียงใบเดียวเท่านั้น ต่อมาตำรวจได้ออกติดตามหาตัว น.ส.เอลิส มาเพื่อสอบสวนปากคำ เนื่องจากเป็นผู้พักในห้องเกิดเหตุ แต่ไม่พบตัว จนกระทั่งมีผู้มาพบศพ ผูกคออยู่กับต้นไม้ในป่าบริเวณโขดหิน อ่าวโตนด ต.เกาะเต่า ในสภาพศพกำลังขึ้นอืด และมีการสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาอย่างน้อย 4 วัน

คำถามที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต คือ เกิดอะไรขึ้น ระหว่างที่หายตัว เธออยู่ไหน ทำอะไร มีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่  ซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต้องหาคำตอบ 

ข้อ 2 กรณีการเสนอข่าวของสื่อบางแห่งที่ระบุอ้างว่า ไม่มีการส่งศพ น.ส.เอลิส ไปชันสูตรยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ที่รับผิดชอบงานสอบสวน ตอบว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้หนังสือการตรวจชันสูตรจากสถาบันนิติเวชได้ส่งถึงพนักงานสอบสวนแล้ว โดยแพทย์ผู้ชันสูตรศพระบุว่า เสียชีวิตจาก "ขาดอากาศหายใจ จากการผูกคอ ซึ่งเอกสารดังกล่าวพนักงานสอบสวนนำเข้าสู่สำนวนการสอบสวนแล้ว" ซึ่งคำว่าผูกคอ ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ เป็นสาเหตุของการขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ได้ลงความเห็นว่า ผูกคอ นั้น เป็นการผูกด้วยตัวเอง หรือเป็นการกระทำของผู้อื่น ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำด้วยตัวเองหรือถูกผู้อื่นกระทำ

ข้อนี้คือ ข้อสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องตอบให้ชัด ซึ่งในเบื้องต้น... พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวว่า ยังไม่พบเบาะแสว่ามีผู้ใดทำให้ น.ส.เอลิส เสียชีวิต

ข้อ 3 สื่อนอกระบุว่า กระเป๋าเดินทางของผู้ตายถูกส่งทางเรือที่ จ.ชุมพร นั้น จากการตรวจสอบของตำรวจ สภ.ปากน้ำชุมพรกับบริษัทเดินเรือ 2 แห่ง คือ บริษัทเรือเร็วลมพระยา ที่ผู้ตายจองตั๋ว และบริษัทส่งเสริมทราเวล พ.ต.อ.ปรีชา ชี้แจงว่า ตั้งแต่ห้วงเวลาวันที่ 24 เม.ย. ถึงปัจจุบัน ยังไม่พบกระเป๋า หรือสิ่งตกค้างใดๆ ที่จะเป็นของ น.ส.เอลิส แต่อย่างใด การเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศและสื่อออนไลน์ของไทย นับว่าได้สร้างความเสียหายให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก 

ข้อ 4 มีการห้ามสื่อท้องถิ่นนำเสนอข่าว พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวว่า และจากการสอบถามพนักงานสอบสวนและฝ่ายที่รับผิดชอบ ต่างยืนยันว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดห้ามไม่ให้มีการเสนอข่าว

ข้อที่ 5 มารดาผู้เสียชีวิตตั้งคำถาม ว่าเพราะเหตุใด ศพลูกสาวถึงถูกฌาปนกิจ (เผา) หลังเกิดเหตุ 14 วัน โดยมีรายงานว่า มารดาของเธอ ให้หน่วยงานสืบสวนเยอรมันช่วยสืบค้นข้อเท็จจริง

เปิดใจ สวญ.สภ.เกาะเต่า กับคำครหา เกาะฆาตกรรม 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า พบว่ามี ลัทธิสัตยะ สาอี บาบา หรือ ไส บาบา ที่ผู้ตายเคยร่วมกลุ่มนั้น ทางตำรวจสันติบาลส่งเจ้าหน้าที่ลงหาข้อมูลทั้งในพื้นที่เกาะเต่าและเกาะพะงัน เนื่องจากทราบพฤติกรรมของกลุ่มลัทธิดังกล่าว ว่ามีพฤติกรรมมั่วเซ็กซ์ และสมาชิกในกลุ่มส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีสภาพจิตใจแย่ โดยตำรวจได้ข้อมูลว่าวันที่ผู้ตายพยายามฆ่าตัวตาย ผู้ตายมีอาการคลุ้มคลั่ง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พ.ต.ท.โชคชัย กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ว่า สำหรับลัทธิดังกล่าวนั้น เป็นขั้นตอนของฝ่ายสืบสวนกำลังดำเนินการอยู่ ส่วนตัวตนยังไม่ทราบรายละเอียดของลัทธินี้ ซึ่งท่านรอง ผบช.ภ.8 ได้สั่งการให้อีกทีมหนึ่งตรวจสอบอยู่ว่ามีเผยแผ่เข้ามาในสมุยหรือพะงันหรือไม่

ที่ผ่านมา “เกาะเต่า” มักถูกโจมตีจากสื่อต่างชาติ โดยมีการตั้งฉายาว่าเป็น “เกาะฆาตกรรม” พ.ต.ท.โชคชัย กล่าวตอบโต้ทันควันว่า เรื่องนี้มันเริ่มต้นตั้งแต่เหตุฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ ที่ผ่านมามีการกล่าวหาว่า “ตำรวจจับแพะ” ซึ่งขณะนั้น โรงพักที่เกาะเต่ายังไม่ได้ตั้งเลย การให้ข่าวแบบนี้ทำให้คนเกาะเต่าเขาเดือดร้อนมาก ด้วยเหตุนี้จึงรวมตัวมาพูดคุยถึงเรื่องนี้ เป็นการลงข่าวแบบไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งเสียหายต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

พอมาถึงคดีนี้ (เอลิส ดัลเลอมาเน) ผู้บังคับบัญชาจึงให้ความสำคัญดำเนินการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ทางผู้บัญชาการภาค 8 ยังส่ง รอง ผบช.ภ.8 มาติดตามคดี โดยมีหน่วยงานอื่นๆ ทั้งสืบสวน สอบสวน และประสานงาน เข้ามาร่วมดูแล ซึ่งที่ผ่านมามีข่าวบิดเบือนออกไปโดยตลอด โดยมีกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามบิดเบือน ส่งผลต่อการทำงานของเรายุ่งยากมากขึ้น

สื่อนอกระบุว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดคดีการตายขึ้น 7 คดีนั้น สวญ.สภ.เกาะเต่า กล่าวว่า คดีที่เกิดขึ้นมีคนตายทั้งหมด 6 คดี อีก 1 คดี สูญหาย คดีแรกอยู่ในความรับผิดชอบของเกาะพะงัน ต่อมาได้เกิดคดี เดวิด กับ ฮาน่า (ฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวอังกฤษ) คดีนี้เกิดที่เกาะเต่า แต่อยู่ในความรับผิดชอบของเกาะพะงัน ซึ่งคดีนี้มีคำพิพากษาประหารชีวิตแล้ว นอกจากนี้ พบมีการเสียชีวิตในห้องพักเอง มีจมน้ำตายในสระน้ำ รวมถึงคดีที่ น.ส.วาเลนตินา โยวาสโนว่า นักท่องเที่ยวสาวรัสเซียที่หายตัวอย่างไร้ร่องรอย กระทั่งคดีนักท่องเที่ยวชาวเบลเยียม

“คดีนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่สูญหายนั้น ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงปัจจุบัน เราได้ติดตามมาโดยตลอด โดยมีการพยายามค้นหาใต้น้ำ หรือทั่วเกาะเต่า โดยทุกหน่วย ทั้งทหารเรือ ทหารบก ตำรวจ ตำรวจน้ำ ตำรวจภูธรภาค 8 ได้ทำการตรวจสอบ ก็ยังไม่พบเบาะแสว่าเป็นอาชญากรรมแต่อย่างใด สิ่งที่เราสงสัยคือ เราพบหลักฐานคือ นาฬิกาใต้น้ำ ชุดดำน้ำของเขาได้หายไป นอกจากนี้เราพบที่เขาโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า เขาพยายามจะดำน้ำแบบ “ฟรีไดฟ์วิ่ง” (ดำน้ำแบบตัวเปล่า ไม่ใช้อุปกรณ์ช่วย) ซึ่งเขาเคยดำน้ำได้ 22 เมตร ภายใน 2.03 นาที ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญเรื่องดำน้ำแบบฟรีไดฟ์วิ่ง เขาระบุว่าเป็นเรื่องอันตรายแล้ว หากดำลึกกว่านั้นก็ถึงขั้นเสียชีวิตได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงตั้งมูลเหตุไปทางนี้

พ.ต.ท.โชคชัย กล่าวว่า ปัจจุบัน มีท่องเที่ยวมาเที่ยวเกาะเต่าเพิ่มขึ้น แต่เดิมมีนักท่องเที่ยวประมาณ 5 แสนคน ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวเกือบ 1 ล้านคนต่อปี ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่เองพยายามสอดส่องดูแลความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น นอกจากตำรวจแล้ว ยังมีทหารเข้ามาช่วยดูแล ถามว่า เจ้าหน้าที่เพียงพอหรือไม่ ก็ตอบเลยว่าเพียงพอ สิ่งที่ขาดคือ อาคารที่พัก ทั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ให้งบประมาณมาสร้างสถานีตำรวจแล้ว ซึ่งได้งบมาประมาณ 40 ล้านบาท คาดว่าอีก 1 ปี น่าจะแล้วเสร็จ.