วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โต้เกาะเต่า Murder Island ยันสาวเบลเยียมฆ่าตัวตาย ล่าเยอรมัน หน.ไสบาบา

ตำรวจสรุปสาวเบลเยียมตายเกาะเต่าไม่พบปมฆาตกรรม หลักฐานชี้ชัดเจนเป็นการฆ่าตัวตาย กองปราบลงพื้นล่าตัวหัวหน้าลัทธิ ไสบาบา ชาวเยอรมัน ที่น่าเป็นชนวนสำคัญ รวมถึงเจ้าของเว็บไซต์ชาวต่างชาติบนเกาะ ที่ลงข้อมูลมั่วทำให้เกิดความหวาดกลัว...

กรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เอลิส ดาลมานจ์ นักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียม วัย 30 ปี บนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี โดยก่อนนี้ตำรวจสรุปว่าเสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตายด้วยการแขวนคอ แต่มีสื่อของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นสื่อท้องถิ่นในเกาะสมุย นำเสนอข่าวว่าแม่ของผู้ตายไม่เชื่อที่ตำรวจไทยสรุป และมีการแผยแพร่ข่าวดังกล่าวออกไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ จนกลายเป็นข่าวโด่งดังไปทั่วโลก จนทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวบนเกาะเต่า ต้องยื่นหนังสือร้องให้ตำรวจตรวจสอบเว็บไซต์ของชาวต่างชาติรายดังกล่าว ว่ามีจุดประสงค์ในการโจมตีเกาะเต่าหรือไม่ รวมถึงทาง สตช.สั่งการให้กองปราบปราม ลงพื้นที่ตรวจสอบเรื่องลัทธิ “สัตยะ สาอี บาบา” หรือ “ไส บาบา” ซึ่งเป็นลัทธิที่ผู้ตายเคยเป็นสมาชิก โดยมีเครือข่ายอยู่ในพื้นที่เกาะพะงัน

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 2 ก.ค. พล.ต.ต.ชลิต ถิ่นธานี รอง ผบช.ภ.8 เรียกประชุมชุดสืบสวนคลี่คลายคดีทั้งหมด ประกอบด้วย พ.ต.อ.นิพนธ์ ศิริรัตนแสงโชติ รอง ผบก.สฎ พ.ต.อ.ณฐกรณ์ กาญจนาภรณ์ รอง ผบก.สฎ พ.ต.อ.สถาพร พัฒนรักษ์ ผกก.สส.ภ.จ.สุราษฎร์ธานี พ.ต.ต.มนต์ชัย เพ็งเลิศ สว.กก.5 ป. พ.ต.ท.โชคชัย สุทธิเมฆ สวญ.สภ.เกาะเต่า พ.ท.ชัยวุฒิ พรมทอง หน.ชป.กกล.รส.ทภ.4 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน และชุดพิสูจน์หลักฐาน จากศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 8

ภายหลังการประชุม ทีมสืบสวนทั้ง บก.ภ.สุราษฎร์ธานี และกองปราบปราม ร่วมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติมในการยืนยันว่าการตายของ น.ส.เอลิส ไม่ใช่การฆาตกรรม โดยเจ้าหน้าที่เริ่มตรวจจากจุดที่พบศพบริเวณโขดหินบนอ่าวโตนด หมู่ 2 ต.เกาะเต่า ตรวจสอบหาแหล่งที่มาของเชือกที่ผู้ตายใช้ พบว่าบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุ มีเชือกลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นเชือกที่ใช้ทำอวน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ซม. สามารถหาเชือกดังกล่าวได้ง่าย ต่อมา ตรวจสอบจุดที่จำหน่ายน้ำมันเบนซินแบบบรรจุขวด ซึ่งพบในกระเป๋าของผู้ตาย พบบริเวณเชิงเขามีร้านจำหน่ายอ้างว่าขวดน้ำมันดังกล่าว เจ้าหน้าที่เชื่อว่าผู้ตายน่าจะแอบหยิบเอาไป โดยแรกทีเดียวอาจจะคิดฆ่าตัวตายด้วยการจุดไฟเผา

ต่อมา เจ้าหน้าที่เดินทางไปยังโพไซดอน บังกะโล ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากจุดที่พบศพมากนัก และเป็นจุดที่ผู้ตายมาซื้อข้าวกิน โดยตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของร้าน พบว่าเมื่อวันที่ 21 เม.ย. เวลาประมาณ 08.00 น. ผู้ตายเข้ามาซื้อข้าวเปล่ากับทางร้าน แต่ผู้ตายไม่มีเงินติดตัว จะขอชำระกับบัตรเครดิต ทางร้านไม่สามารถรับชำระได้ จึงใช้วิธีจองตั๋วเรือผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแทน โดยจองผ่านร้านโพไซดอน จองระบุวันเดินทางไว้วันที่ 24 เม.ย. ซึ่งชี้ให้เห็นได้ว่าผู้ตายอาจจะไม่ได้ตั้งใจจะเดินทางกลับตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ จากนั้นเจ้าหน้าที่เดินทางต่อไปยัง ทริปเปิ้ลบี บังกะโล บริเวณอ่าวแม่หาด หมู่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่ผู้ตายเข้าพักเป็นจุดแรก และเกิดเหตุเพลิงไหม้บังกะโล 4 หลัง เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากเจ้าของบังกะโล ก่อนจะสรุปการทำงานร่วมกันอีกครั้ง นอกจากนี้ ตำรวจกองปราบปราม จะตรวจสอบหัวหน้ากลุ่มลัทธิไส บาบา ซึ่งเป็นกลุ่มลัทธิที่มีอยู่ในพื้นที่เกาะพะงัน โดยทราบว่าเป็นชาวเยอรมัน ซึ่งอาจจะเป็นชนวนทำให้ น.ส.เอลิส ฆ่าตัวตาย

พล.ต.ต.ชลิต กล่าวภายหลังการสรุปการทำงานว่า จากการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ทั้งจาก ตร.ภ.8 กก.สส.สุราษฎร์ธานี กองปราบปราม และพิสูจน์หลักฐาน ตำรวจไม่พบหลักฐาน หรือพยานใดที่บ่งชี้ไปที่เรื่องการฆาตกรรม ประกอบกับการตรวจสอบประวัติของผู้ตาย พบว่าเป็นคนคลั่งในลัทธิ ไส บาบา ซึ่งเป็นลัทธิหนึ่งของประเทศอินเดีย รวมทั้งปัญหาสุขภาพจิตของผู้ตายเอง ที่เคยก่อเหตุพยายามฆ่าตัวตายมาแล้วครั้งหนึ่ง คือพยายามวิ่งให้รถไฟชนเมื่อวันที่ 4 เม.ย.ปีเดียวกัน ในพื้นที่สถานีตำรวจรถไฟนพวงศ์ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดไว้แล้ว ตำรวจขอยืนยันว่าประเด็นการฆาตกรรม ยังไม่ปรากฏหลักฐานใดๆบ่งชี้ทั้งสิ้น โดยเชื่อว่าผู้ตายอาจจะมีความกดดันส่วนตัว ประกอบกับเหตุเพลิงไหม้ ที่มีต้นเพลิงจากห้องพักผู้ตาย อาจจะเป็นตัวเร่งเร้าทำให้ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะกลัวความผิด

รอง ผบช.ภ.8 กล่าวต่อว่า ในส่วนของประเด็นเรื่องกระเป๋าเดินทางของผู้ตาย สอบสวนพยานแล้วเชื่อว่าเกิดจากความผิดพลาดของพนักงานบริษัทเรือ ที่อาจจะนำกระเป๋าลงจากเรือไม่หมด ซึ่งต่อมาทางบริษัทก็ประกาศหาเจ้าของ จนทราบว่าเป็นของผู้ตาย ไม่ได้เป็นเจตนาส่งกระเป๋ากลับตามที่สื่อระบุ

"ในส่วนของคดีการเสียชีวิตและสูญหายของนักท่องเที่ยวทั้ง 7 คดีในรอบ 3 ปีที่สื่อต่างชาตินำเสนอนั้น ทาง สตช.มีการรวบรวมเอกสารสำนวนการสอบสวนไว้หมดทุกคดี เราสามารถชี้แจงได้ทุกคดี ยืนยันว่าตำรวจทำคดีอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการบิดเบือนในรูปคดี เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์ใดๆ ส่วนการนำเสนอข่าวดังกล่าวของสื่อออนไลน์ในพื้นที่ ซึ่งมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของเว็บไซต์ ตำรวจกำลังตรวจสอบเรื่องนี้ว่าสื่อดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด ถึงนำเสนอข่าวทำลายบรรยากาศการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งข่าวดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ เนื่องจากนักท่องเที่ยวเกิดความไม่มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย โดยจะประสานกับฝ่ายความมั่นคง และหน่วยที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้น พอจะทราบแล้วว่าใครเป็นเจ้าของสื่อนี้" รอง ผบช.ภ.8 กล่าว.