บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โพล ชี้ การเติบโตทาง ศก. ส่งผลเกษตรกรเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินตนเอง

ซูเปอร์โพล ชี้ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลกลุ่มเกษตรกรจำนวนมาก เปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินตนเอง ขณะที่มีค่าความสุขมวลรวม 8.29 จากคะแนนเต็ม 10 แต่น่าห่วงขาดการวางแผนที่ดี ส่งผลชีวิตความเป็นอยู่ระยะยาว

ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ ร่วมกับ ดร.สุธี อนันต์สุขสมศรี ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยผลสำรวจและข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง สำรวจการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกิน กับความสุขของเกษตรกร จำนวน 557 ตัวอย่าง กระจายทั่วประเทศ ดำเนินโครงการ ระหว่างวันที่ 15 มิถุนายน - 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า
เกษตรกรที่ถูกศึกษาส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 87.6 เป็นเกษตรกรที่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ในขณะที่ ร้อยละ 12.4 เป็นเกษตรกรแต่ไม่มีที่ทำกินของตนเอง โดยร้อยละ 34.2 เป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ ร้อยละ 31.0 เป็นเกษตรกรรุ่นปู่ย่า ตายาย จนถึงรุ่นพ่อรุ่นแม่ ร้อยละ 26.0 เป็นเกษตรกรตั้งแต่รุ่นก่อนปู่ย่าตายาย และร้อยละ 8.8 เป็นเกษตรกรรุ่นตนเองเป็นผู้บุกเบิก

เมื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินทางการเกษตร พบว่า ร้อยละ 75.3 ระบุในอดีตปลูกข้าวอย่างเดียว ลดลงเหลือร้อยละ 57.8 ในขณะที่ ร้อยละ 15.5 ระบุในอดีตปลูกข้าวกับ พืชอื่นๆ เช่น ทำไร่ ทำสวน เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 30.0 และร้อยละ 9.2 ระบุในอดีตทำไร่ทำสวนอย่างเดียว เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 12.2

ที่น่าสนใจ คือ เมื่อวัดความสุขมวลรวมของเกษตรกร พบว่า ค่าเฉลี่ยความสุขมวลรวมของเกษตรกรสูงถึง 8.29 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

อย่างไรก็ตาม ดร.สุธี อนันต์สุขสมศรี ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มเกษตรกรจำนวนมาก กำลังเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินของตนเอง และมีค่าความสุขมวลรวมที่สูงมาก โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ น่าจะเกิดมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สูงขึ้น แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ทำกินของเกษตรกรที่ขาดการวางแผนหรือ วางแผนไม่ดี จะก่อให้เกิดผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม ที่ไม่สามารถเรียกคืนย้อนกลับได้ เช่น ทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ความเหลื่อมล้ำและภาระหนี้สาธารณะ ที่จะทำลายความสุขของเกษตรกรและประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการข้อมูลเชิงพื้นที่ทางด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ในการวางแผนการพัฒนาพื้นที่ในระดับภูมิภาคและเมือง เพราะประเทศไทยยังขาดระบบฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ที่ดี ทำให้การวางยุทธศาสตร์ นโยบาย แผน และโครงการต่างๆ ยังไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ ส่งผลทำให้ขาดความยั่งยืนในการพัฒนาพื้นที่ของเกษตรกร

ในขณะที่ ผศ.ดร.นิจ ตันติศิรินทร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในการวางแผนพัฒนาประเทศสู่ Thailand 4.0 จำเป็นต้องทำข้อมูลด้วยระบบ บิ๊กดาต้า (Big Data) มาใช้ด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น โครงการวิเคราะห์ผลกระทบเชิงนโยบาย (Policy Impact) ในพื้นที่จังหวัดเขตระเบียงเศรษฐกิจ ได้แก่ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) และโครงการพัฒนาย่านนวัตกรรม (Innovation Districts) ในระดับภูมิภาคและเมือง ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) โดยโครงการเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า ภาครัฐได้เริ่มให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูล Big Data ในการพัฒนาที่ทำกินของเกษตรกรด้วยเทคโนโลยีเพื่อความสุขที่ยั่งยืนของเกษตรกรและประชาชนทั้งประเทศ