วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

การเมืองเซ็งแซ่ ท้าทายตู่! ตั้งพรรค-ลงส.ส.

อ.จัดหางานเผย ‘ต่างด้าว’ 1ล้าน3รอดูทีท่าม.44ก่อน

กลุ่มอดีต สปท.กรุยทางพรรคนอมินีทหาร ดัน “บิ๊กตู่” ยึดเก้าอี้นายกฯอีก 4 ปี “สมพงษ์”ตั้งข้อแม้ “ประยุทธ์” ต้องตั้งพรรคลุยการเมือง ฟุ้ง “มาตุภูมิ” ทาบแล้ว จ่อดึง“ดำรงค์-สุรชัย” ร่วมวงหรือสวมตอชาติไทยพัฒนา “สุชาติ” รอหารือผู้ใหญ่ส่งซิกเชียร์อยู่ยาวสานต่อยุทธศาสตร์ชาติ เด็ก ปชป.ท้า หน.คสช.ลงสังเวียน แฉรองนายกฯเดินสายดูดอดีต ส.ส.เข้าสังกัดแล้ว พท.ฟันธงนายกฯไม่คิดวางมือ ชี้ขุมข่ายโผล่สลอนรอหนุนนายกฯคนนอก “สมศักดิ์” บี้เลิกแทงกั๊กเข้าสู่กติกาอย่างสง่างาม “พีระศักดิ์” โต้ สนช.-กรธ. ตีตกกฎหมายลูกยื้อเลือกตั้ง “เจตน์” ยันมีเลือกตั้งทันปี 61 ตามโรดแม็ป โฆษกรัฐปลอบนายจ้าง-ลูกจ้างอย่าวิตก พ.ร.ก.ใหม่ กระทรวงแรงงานเผยต่างด้าวเผ่นกลับประเทศแค่ 8,000 คน ยังเหลือพวกผิด ก.ม.อีก 1.3 ล้านคน

จากกรณีที่สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ทยอยยื่นใบลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเตรียมตัวตั้งพรรคลงรับสมัครเลือกตั้ง โดยมีแนวทางจับมือพรรคการเมืองขนาดเล็กเพื่อเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลทหาร ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังคงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.แสดงความชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น

“สมพงษ์” ขายฝันดึง สปท.ตั้งพรรค

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 1 ก.ค. นายสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวถึงแนวทางการรวบรวมพรรคเล็กมารวมกลุ่มเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่า ขณะนี้ได้รับการทาบทามจากพรรคมาตุภูมิให้ไปอยู่ด้วย จึงอยากจะรวบรวมสมาชิก สปท.ที่มาจากหลายพรรคให้มารวมอยู่เป็นพรรคเดียวกัน เพื่อมาปฏิรูปพรรคการเมืองตามแนวทางที่ สปท.เสนอไป ไม่ให้ถูกปรามาสว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มุ่งทำลายพรรค การเมือง ทำพรรคเล็กๆให้เติบโตขึ้นมา แม้จะไม่ใหญ่มาก โดยจะไปชักชวนนายดำรงค์ พิเดชและนายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ที่ลาออกจาก สปท.มารวมเป็นพรรคเดียวกัน ไม่ต้องแยกพรรคกันอยู่ หรืออาจจะนำพรรคที่รวมตัวกันได้ ไปอยู่กับพรรคชาติไทยพัฒนาก็ได้ ยังไม่ได้สรุปว่าจะเป็นแนวทางใด และยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะรวมเป็นพรรคเดียวกันได้สำเร็จหรือไม่ เพราะการรวมกันย่อมมีอุปสรรค ต้องดูว่าแนวทางการทำงานตรงกันหรือไม่ แต่จะไม่ลดความพยายามในการรวมพรรคกัน

ยื่นเงื่อนไขชู “บิ๊กตู่” แลกลงเลือกตั้ง

นายสมพงษ์กล่าวว่า ส่วนที่ระบุว่าพร้อมเป็นพันธมิตรทำงานร่วมกับทหารนั้น จะต้องเป็นเงื่อนไขว่าทหารจะต้องสลัดเครื่องออกมาสวมสูทตั้งพรรค เดินบนถนนระบอบประชาธิปไตย ก็ยินดีต้อนรับและพร้อมทำงานด้วยกัน ตนไม่รังเกียจทหาร ถ้าจะมาเดินบนเส้นทางการเมือง อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.รับคำท้าพรรคการเมือง มาเดินบนถนนประชาธิปไตย ตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้ง เหมือนที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เคยทำ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไม่มีเหตุผลที่จะรังเกียจ และไม่ขัดข้องที่จะไปทำงานร่วมกัน แต่ถ้าอยู่ๆจะให้ไปสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯคนนอก โดยไม่ได้ลงเลือกตั้งนั้นก็ไม่เอาด้วย เพราะถือว่าขัดหลักการประชาธิปไตย

ยุให้ต่อวีซ่ายาวอย่างน้อยอีก 4 ปี

ขณะที่ พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล อดีตสมาชิกสปท. กล่าวถึงความคืบหน้าการรวบรวมพรรคเล็ก มาจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองขนาดกลางว่า ขณะนี้เพิ่งลาออกมาต้องใช้เวลาสักระยะ แต่หลักการยังยืนยันสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.เป็นนายกฯต่อ ส่วนตัวเห็นว่ากระแสข่าวเรียกร้องขณะนี้ นายกฯไม่ควรตั้งพรรค ลงเล่นการเมืองเอง แต่เมื่อจะเป็นนายกฯจะไม่มี ส.ส.ในสภาสนับสนุนแม้แต่คนเดียว คงเป็นไปไม่ได้ ในฐานะที่ตนเป็นทหารต้องสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่อเป็นนายกฯอย่างน้อยอีกสัก 4 ปี ให้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้เห็นรูปเห็นรอยก่อน เราไม่ได้ขยับเร็วเพื่อเรียกกระแสอย่างที่คนวิจารณ์ ถ้าการเลือกตั้งเกิดขึ้นปี 61 จริงๆ เดี๋ยวจะฉุกละหุก เรามองต่างจากคนอื่นว่า เตรียมแต่เนิ่นๆแบบไม่ผิดคำสั่ง คสช.จะดีกว่า เราเป็นเพียงผู้ประสานงาน คงรอเวลาที่เหมาะสมที่ให้ผู้ใหญ่ออกมาแนะนำอีกที ขอย้ำว่ายังไม่ได้หารือกันว่านายกฯจะว่าอะไรไหมในการตั้งพรรคสนับสนุน ยืนยัน ณ วันนี้ยังเป็นแนวคิดยังไม่ได้ปรึกษาผู้ใหญ่

เด็ก ปชป.จี้ หน.คสช.ลงสนามสู้

วันเดียวกัน นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุหากในอนาคตสถานการณ์การเมืองเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.อาจลงสมัครรับเลือกตั้งได้ว่า เป็นเรื่องดีเพราะฝ่ายการเมืองเรียกร้องมาตลอดว่า ถ้าอยากเป็นนายกฯต่อและให้สง่างาม ให้ลงสมัครเลือกตั้งให้ประชาชนตัดสิน ส่วนจะตั้งพรรคการเมืองเอง หรือจะใช้ชื่อคนอื่นตั้งแทนเป็นนอมินีก็ได้ ขอให้มาลงเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านการเลือกตั้ง หาเสียงเหมือนนักการเมืองปกติ

ปูดบิ๊ก รมต.เดินสายดูดอดีต ส.ส.

“เวลานี้ในแวดวงคนการเมืองต่างรู้กันดีว่ามีรองนายกฯคนหนึ่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่กำลังดีลแตะมือสนับสนุนให้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ มีทั้งพรรคขนาดกลางและพรรคเล็ก มีการดีลกับอดีตนักการเมือง อดีต ส.ส.เก่าที่มีฐานคะแนนเสียงจัดตั้งของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับพรรคที่เคยสังกัดในอดีต โดยต้องการอดีตนักการเมืองที่มีฐานเสียงจัดตั้งส่วนตัว 1-2 หมื่นคะแนนขึ้นไป เพื่อรวมกลุ่มตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่ และพรรคการเมืองเก่าที่แจ้งขึ้นทะเบียนพรรคไว้แล้ว เพื่อสนับสนุนบางคนให้เป็นนายกฯในการเลือกตั้งครั้งหน้า” นายประมวลกล่าว

ต่อจิ๊กซอว์ชัดยื้อหย่อนบัตร

นายประมวลกล่าวว่า ส่วนกรณีการเลื่อนเลือกตั้งออกไปนั้นมีความเป็นไปได้สูง ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้มีอำนาจ ที่อ้างเหตุผลต่อสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างไรก็ได้ ขอให้สังคมดูข้อเท็จจริงที่เคยเกิดขึ้นมา จากเดิมที่ประกาศโรดแม็ปว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 59 ก็มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และขยับมาว่าจะมีการเลือกตั้งในปี 60 จากนั้นมีการอ้างเหตุการยกร่างกฎหมายลูกสำคัญ 10 ฉบับ จึงมีการเลื่อนโรดแม็ปว่าจะจัดเลือกตั้งในปี 61 จนถึงขณะนี้ทำไปทำมาปี 61 อาจไม่มีการเลือกตั้งได้ เพราะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในมือ คือมาตรา 44 แต่อยากสะท้อนเสียงของชาวบ้านที่ฝากถามให้ฟังว่า รัฐบาล คสช.อ้างเหตุผลในการปฏิวัติว่าเพื่อปราบทุจริตปราบโกง แต่ทุกวันนี้การทุจริตคอร์รัปชันมันลดน้อยลงหรือไม่ อย่างไร ไปทบทวนดูเอง

“วิรัตน์” สะกิดผู้นำอย่าหูเบาหลงลม

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศตัวลงเลือกตั้งว่า ถ้าตนเป็นนายกฯจะไม่ลงเลือกตั้งหรือตั้งพรรคการเมืองแน่ เพราะว่าจะได้ทำหน้าที่หัวหน้ารัฐบาลและหัวหน้า คสช.ให้เต็มที่ ไม่กังวลเสียงครหาใดๆ ถึงแม้จะมีเสียงเชียร์จากทุกทิศทุกทาง นายกฯห้ามอย่าหวั่นไหว ถ้าตัดสินใจลงสนาม จะเสียภาพความเป็นคนกลาง ที่จะคอยเป็นหลักของบ้านเมืองให้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรมในฐานะหัวหน้า คสช.

พท.ฟันธง “ประยุทธ์” ไม่คิดวางมือ

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรม แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีสมาชิก สปท. ทยอยยื่นใบลาออก เพื่อเตรียมตั้งพรรคสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยว่า เชื่อขนมกินได้เลยเรื่องนี้ หากดูประวัติศาสตร์ทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ มีใครบ้างวางมือกลับไปอยู่บ้านเลี้ยงหลาน ไม่ยุ่งกับการเมืองบ้าง ไม่เคยเห็นคณะไหนที่ปฏิวัติแล้ว ทุกคนมีเจตนาอย่างเดียวกันหมด คือ เมื่อเริ่มแล้วต้องอยู่ต่อ แต่จะอยู่ต่อโดยการตั้งพรรคของตนเอง หรือให้พรรคอื่นเชิดขี่หลังก็แล้วแต่สิ่งที่ทำมาไม่แตกต่างจากนักการเมือง แต่คนเราจับปลาสองมือ การบริหารประเทศย่อมไม่ สำเร็จสมบูรณ์แน่นอน บางอย่างได้เห็นกันบ้างแล้ว ออกนอกแถวเพื่อประโยชน์ส่วนตนบ้าง เป็นธรรมชาติตนไม่ค่อยแปลกใจ และต่อไปจะไม่แปลกใจเหมือนกัน ถ้าเลือกตั้งเสร็จแล้วตั้งรัฐบาลไม่ได้ คนนอกเข้ามาเป็นนายกฯอีกครั้ง ส่วนจะทำสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ประชาชน

ดักคอรอคัมแบ็กนั่งนายกฯคนนอก

นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ระบุสถานการณ์ในอนาคตจะเป็นตัวชี้ชัดควรจะทำอย่างไร ในอนาคตว่า การพูดเช่นนี้ไม่ชัดเจนว่าจะทำอย่างไรต่อไป เช่นเดียวกับที่ไม่ชัดเจนเรื่องโรดแม็ปที่ไม่กล้ากำหนดวันที่ชัดเจนออกมา แต่เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะไม่ตั้งพรรคการเมือง แต่จะกลับมาเป็นนายกฯอีกแล้วให้คนอื่นสนับสนุน ขณะนี้มีผู้พร้อมให้การสนับสนุน ทั้งที่แสดงตัวและไม่แสดงตัวอยู่ แนวโน้มตอนนี้มันเป็นเช่นนั้น แม้นายกฯจะบอกว่าไม่คิดเล่นการเมือง แต่เนื้อหารัฐธรรมนูญที่ให้ ส.ว. 250 คน มีส่วนเลือกนายกฯ จะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อีกทั้งการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ปัจจุบันมุ่งเน้นงานด้านมวลชน เช่น ให้ทหารเดินหน้าพูดเรื่องปรองดองกับประชาชนทั้ง 4 ภาค ทำให้คิดได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะยังคงอยู่ในวงการการเมืองต่อไป

ชี้ขุมข่ายสลอนพร้อมชูมือหนุน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในอนาคต พล.อ.ประยุทธ์จะลงมาเล่นการเมือง เพราะทำให้เกิดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีขึ้นมา ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาบริหารประเทศต่อ คงเดินตามยุทธศาสตร์ลำบาก อีกทั้งยังมีกลุ่มคนที่พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เต็มที่ เช่น กลุ่ม สปท.ที่ลาออกไป กลุ่มสโมสร ส.ส. รวมทั้งนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ตั้งพรรคประชาชนปฏิรูป คนเหล่านี้พร้อมสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่โดยมารยาทเมื่อยังเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร จึงยังไม่สมควรพูดอะไรตอนนี้ แต่สิ่งที่ พล.อ. ประยุทธ์ทำขณะนี้ เช่น การลงพื้นที่พบปะประชาชนในภาคต่างๆ ไม่ต่างจากนักการเมืองเลย เมื่อมีความพร้อมทุกอย่างเช่นนี้ คงคิดเป็นอย่างอื่นลำบาก เพียงแค่ยังต้องรอเวลาอยู่เท่านั้น

ได้เห็นอีกหลายสูตรนอมินีท็อปบูต

นายสามารถ แก้วมีชัย อดีต ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ากระแสข่าวการตั้งพรรคทหาร เคยมีบทเรียนมาก่อนแล้วว่าทหารตั้งพรรคก็ไปไม่รอด ไม่ประสบความสำเร็จ หลังจากนี้คงได้เห็นกันอีกหลายสูตรการจับมือกันของหลายพรรค ไปจนถึงการรวมพรรค ประชาชนจะได้เห็นหน้าตาของแกนนำพรรคเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม ทุกพรรคการเมืองต้องช่วยกันทำให้ระบอบประชาธิปไตยยังมีสนามให้เล่น ให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พรรคใดได้เสียงข้างมาก มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลมาเป็นนายกฯ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการเลือกนายกฯรอบสองตามที่วางหมากเอาไว้ ปัญหาที่พรรคเพื่อไทยกังวล คือเราอาจได้เสียงข้างมากจากประชาชน แต่ท้ายที่สุดหากมีพรรคอื่นๆเป็นเครื่องมือเผด็จการ ทำให้เราไม่ได้นายกฯในรอบแรก กลายเป็นว่าเสียงของประชาชนไม่มีความหมาย ทำอะไรไม่ได้ หรือหากไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จะมีปัญหาการบริหารประเทศ น่าหนักใจพรรคที่ชนะการเลือกตั้งกลับไม่มีโอกาสทำนโยบายอะไรเพื่อประชาชน ยิ่ง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดว่า 5 ปีแรกยังมีคนของ คสช.เข้ามากำกับอยู่ ท้ายที่สุดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องเดินตามตารางที่ขีดเอาไว้ ออกนอกเส้นทางจะถูกยื่นร้องต่อ ป.ป.ช.ไปจนถึงศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายต้องเข้าตะรางแทน

ถ้า “บิ๊กตู่” ลงสังเวียนยิ่งคึกคักตื่นเต้น

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นสิทธิของ พล.อ.ประยุทธ์ถ้าลงเลือกตั้งก็เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนจะได้มีตัวเลือกมากขึ้น ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ลงเลือกตั้งคงมีคนสนับสนุนอยู่ไม่น้อย คนอยู่ในข่าวทุกวันย่อมได้รับความนิยม แต่พรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนที่โดดเด่นมาแข่งให้ประชาชนตัดสิน แต่ไม่มีใครรู้ใจเท่าตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ขนาดท่านเองยังไม่ฟันธงว่าจะลงเลือกตั้งหรือไม่ คนอื่นคงฟันธงลำบาก แต่ยอมรับว่าหากการเลือกตั้งครั้งหน้ามีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ด้วย การเมืองคงคึกคักน่าตื่นเต้นมากขึ้น สำหรับพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการแข่งกับใคร แต่จะแข่งกับตัวเอง ต้องเร่งปฏิรูปพรรค เมื่อทำกิจกรรมทางการเมืองได้ ต้องเร่งคัดสรรกรรมการบริหารพรรคตามกฎหมายใหม่ เร่งจัดทำนโยบายพรรคที่จะตอบโจทย์ประเทศ เสนอให้ประชาชนพิจารณา และเร่งคัดสรรผู้สมัครที่มีคุณภาพให้เป็นตัวเลือกของประชาชนด้วย

นปช.แห่เชียร์ลดความอึมครึม

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช.กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายต่างเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ และจะตั้งพรรคการเมืองหรือไม่ เพราะหากไม่แสดงความชัดเจนออกมา บรรยากาศบ้านเมืองจะอึมครึมอยู่แบบนี้ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์มั่นใจว่าที่เข้ามาบริหารประเทศทำดีแล้ว ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างมาก ก็สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศตั้งพรรคการเมืองออกมาเลย จะพร้อมมากกว่าทุกพรรค การเมือง ที่สำคัญจะไม่มีใครตำหนิได้ว่าจะเข้ามาเป็นนายกฯคนนอก ส่วนความขัดแย้งในการทำกฎหมายลูก อาจกระทบโรดแม็ปต้องเลื่อนเลือกตั้งนั้น โรดแม็ปไม่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะเลือกตั้งเมื่อไหร่ ยิ่ง กรธ. และ สนช.มีปัญหาการจัดทำกฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้งมากเท่าไร ยิ่งเพิ่มความชัดเจนในการเลื่อนโรดแม็ปออกไปเท่านั้น กฎหมายลูกมีปัญหาไม่ต้องสงสัยเลยหากไม่มีการเลือกตั้งในปี 61 จะสอดคล้องไปถึงการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างร่างรัฐธรรมนูญปี 58 ขณะนั้นนายบวรศักดิ์ระบุว่าเขาอยากอยู่ยาว

ท้าเลิกกั๊กเข้าสู่กติกาให้สง่างาม

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้า พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีการเรียกร้องความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ในการตั้งพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งว่า เราไม่รู้ว่าท้ายสุด พล.อ.ประยุทธ์จะตั้งพรรคหรือไม่ แต่สิ่งที่นักการเมืองอยากเห็นคือ พล.อ.ประยุทธ์หรือใครก็ตาม ขอให้มาตามระบอบอย่างสง่างาม เราอยากเห็นความสง่างามของผู้นำประเทศไทยในเวทีโลก บอกว่าวันนี้บ้านเมืองกำลังเป็นประชาธิปไตย สู่การปฏิรูปการเมือง แล้วจะให้ตอบว่านายกฯมาจากไหน ถ้าไม่ได้มาจากประชาชน เวลาขึ้นไปเวทีโลกจะสบตากับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งได้อย่างไร อยากให้ผู้นำของประเทศมีเกียรติและศักดิ์ศรีเท่ากัน แต่ถ้ามาในลักษณะที่รัฐธรรมนูญเขียนเปิดช่อง คุมกลไกต่างๆไว้หมด ไม่มีทางทำให้ได้นายกฯที่มาจากประชาชน ไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้เสียงข้างมากเกิน 375 เสียง ไม่มีทางได้นายกฯจากการเลือกตั้ง แต่ได้จากวิธีอื่นที่ไม่สง่างาม อยากจะสง่างามขอให้เข้าสู่กติกา ลงสู่การเลือกตั้งให้ประชาชนเลือกหรือไม่ก็ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา นั่นคือความภาคภูมิใจของนักการเมือง และวันนี้ปฏิเสธว่าไม่ใช่นักการเมืองไม่ได้แล้ว

โต้ สนช.–กรธ.ฮั้วเลื่อนเลือกตั้ง

ด้านนายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธาน สนช. กล่าวถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุ สนช.กับ กรธ.ร่วมมือกันยื้อกฎหมายลูกเพื่อให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไปว่า ขอให้นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ใจเย็นๆก่อน สนช.พิจารณากฎหมายตามกระบวนการและข้อบังคับที่บอกไว้ตามรัฐธรรมนูญ การตั้ง กมธ.ร่วมคงไม่ได้ยืดเยื้ออะไรนักหนา เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปตามกรอบ เสร็จทันเวลา เพราะก่อนหน้านี้ได้พูดคุยกันเบื้องต้นระดับหนึ่งแล้ว ส่วนประชาชนอย่าวิตกว่า สนช.กับ กรธ.จะฮั้วกันเพื่อยื้อเวลาเลื่อนวันเลือกตั้ง ประชาชนสบายใจได้ ไม่มีอะไรแบบนั้นแน่

โวได้หย่อนบัตรทันปี 61 แน่

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) กล่าวว่า อย่าเพิ่งคิดไปขนาดนั้นว่า สนช.กับ กรธ. ฮั้วกันยื้อกฎหมายลูก ขณะนี้กฎหมายยังออกมาไม่ครบทุกฉบับ กฎหมายลูก 4 ฉบับที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง แม้จะตั้ง กมธ.ร่วมไป 1 ฉบับ แต่ยังอยู่ในกรอบเวลา 8 เดือน จะเกินกว่านั้นไม่ได้ มองในแง่ดี ถ้า กรธ.ส่งมาเร็ว เวลาก็สั้นลง แต่ตอนนี้ยังเดาไม่ออกว่าฉบับอื่นจะมีการตั้ง กมธ.ร่วมหรือไม่ ต้องดู กรธ.ส่งฉบับสุดท้ายมาเมื่อใด หากมองแง่ร้ายที่สุดว่ามีปัญหาในฉบับสุดท้าย แล้วมีการตั้ง กมธ.ร่วม การทำงานคงไม่เกินกรอบเวลา 8 เดือน บวกกับขั้นตอนชั้น กมธ.ร่วมอีก 25 วัน ดังนั้น วันนี้การเลือกตั้งยังอยู่ในกรอบโรดแม็ป บวกลบแล้วไม่เกินเลยปลายปี 61 แน่นอน ยืนยันว่าทำงานมาจนวันนี้ไม่ได้ฮั้วกัน พิจารณากฎหมายตามกรอบการทำงาน ประธาน สนช.เป็นห่วงการศึกษากฎหมาย และตั้งศึกษากฎหมายล่วงหน้าด้วยซ้ำ เราพยายามทำให้ทัน สบายใจได้ว่า สนช.ไม่ได้ยื้อหรือฮั้วกัน ตามที่นักการเมืองวิจารณ์

การันตี ก.ม.ลูกคว่ำไม่กระทบ ลต.

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการตั้งกรรมาธิการร่วมเพื่อพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่า ไม่มีใครรู้ว่า สนช.จะว่าอย่างไรบ้าง แต่หากถูกตีตกต้องร่างใหม่ แต่คิดว่าคงไม่กินเวลาถึงขนาดต้องเลื่อนการเลือกตั้งออกไป เชื่อว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็ป เพราะหากต้องร่างใหม่จริงก็ปรับแก้ในประเด็นที่มีปัญหาติดใจกันเท่านั้น ไม่ต้องร่างใหม่ทั้งฉบับ กรธ.เป็นคนร่าง ดังนั้นหากต้องร่างใหม่ กรธ.อาจจะต้องเป็นคนกลับมาร่างเอง การตั้ง กมธ.ร่วมมีเจตนาคือถกปัญหาและข้อกังวลให้จบ หาทางออกให้ได้ จะได้ไม่มีปัญหาในภายหลังเวลาที่กฎหมายบังคับใช้ไปแล้ว

โพลหนุนให้รัฐทบทวน ก.ม.ลูก

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ 1,289 คน ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย.เรื่องบทบาทของนักการเมือง ณ วันนี้ กรณีที่นักการเมืองเรียกร้องเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง พบว่าร้อยละ 76.49 เห็นว่าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางการเมือง ร้อยละ 73.16 นักการเมืองมีสิทธิเสนอความคิดเห็นได้ ส่วนการเรียกร้องท้วงติงที่ประชาชนสนใจมากที่สุด ร้อยละ 64.79 คือประเด็นระบบการเลือกตั้งไพรมารีโหวต ร้อยละ 60.08 การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์เที่ยงธรรม ร้อยละ 58.70 ให้ปลดล็อกพรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ ทั้งนี้ร้อยละ 54.28 เห็นด้วยกับการออกมาเรียกร้องของนักการเมืองในช่วงนี้ เพราะช่วยสะท้อนปัญหาและตรวจสอบการทำงานรัฐบาล ร้อยละ 45.72 ไม่เห็นด้วย อาจทำให้ขัดแย้งและเรียกร้องเพื่อประโยชน์ตนเอง ทั้งนี้ร้อยละ 70.21 ระบุว่ารัฐบาลควรนำข้อเรียกร้องไปทบทวนกฎหมาย ร้อยละ 63.07 ชี้แจงข้อเท็จจริงให้ทุกฝ่ายรับรู้ และร้อยละ 61.13 ไม่ควรโต้แย้ง ทำให้เกิดเป็นประเด็น

ปัญหาปากท้องฉุดเรตติ้งรัฐบาลร่วง

ขณะที่กรุงเทพโพล ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง ความเชื่อมั่นประเทศไทยกับการก้าวสู่ปีที่ 4 ของ คสช. จากประชาชนทั่วประเทศ 1,127 คน พบว่าประชาชนให้คะแนนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของประเทศไทยเฉลี่ยในภาพรวม 5.38 คะแนน จาก 10 คะแนน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 0.39 คะแนน โดยเชื่อมั่นด้านการเมืองมากที่สุด 5.67 คะแนน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 5.58 คะแนน และด้านเศรษฐกิจ 4.89 คะแนน ทั้งนี้ความเชื่อมั่นด้านการเมืองได้คะแนนเฉลี่ยมากสุด 5.67 คะแนน เพิ่มขึ้น 0.55 คะแนน ตัวชี้วัดคือ การแก้ปัญหาทุจริต ขณะที่ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ การปฏิรูปการเมืองและพัฒนาระบอบประชาธิปไตย สำหรับความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจในภาพรวมเฉลี่ย 4.89 คะแนน ลดลง 0.18 คะแนน (5.07 คะแนน) มีตัวชี้วัดด้านเศรษฐกิจที่ได้คะแนนมากที่สุดคือ ความสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน (5.57 คะแนน) และด้านที่ได้คะแนนน้อยที่สุดคือ สถานะทางเศรษฐกิจของคนในประเทศ (4.01 คะแนน)

“ถาวร” ยุนายกฯนั่ง ปธ.ก.ตร.เอง

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะแกนนำ กปปส. กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ปฏิเสธว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจครั้งหลังสุด และไม่ยกเลิกคำสั่งตามคำเรียกร้องของนายวิทยา แก้วภราดัย อดีต สปท.และแกนนำ กปปส.ว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ปฏิเสธ ไม่ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งตำรวจครั้งหลังสุดที่ฉาวโฉ่ จึงขอเรียกร้องต่อนายกฯว่า ในการทำบัญชีโยกย้ายตำรวจครั้งต่อไปนับจากนี้ ขอให้นายกฯเข้ามาทำหน้าที่ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ด้วยตนเองตามที่กฎหมายระบุ เวลานี้ประชาชนและตำรวจส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นการมอบอำนาจให้ ผบ.ตร. มีอำนาจแต่ผู้เดียวในการแต่งตั้งโยกย้าย และขอให้ใช้หลักเกณฑ์เดิมที่เปิดโอกาสให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ผู้บัญชาการตำรวจภูธรจังหวัดมีส่วนร่วมเสนอชื่อด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำลายระบบ ตำรวจที่ถูกโยกย้ายลงไปในพื้นที่จะไม่รับฟังคำสั่ง ผบ.ภาค หรือ ผบ.ภจ. จะคิดว่าเขาได้ดีจาก พล.ต.ต.บางคน หรือ ผบ.ตร.ไม่เห็นหัวของ ผบ.ภาค หรือ ผบ.ภจ.

ปูด พล.ต.ต.คนดังจ้องฮุบ บช.ทท.

นายถาวรกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การที่ สตช.มีคำสั่งให้ยุบศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) จะมีผลในเดือน ก.ค.และโยกกรอบอัตรากำลังพลไปตั้งเป็นกองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ขอให้จับตา พล.ต.ต.คนดัง สายตรงเด็กนายจะก้าวขึ้นไปเป็นรักษาการผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว จะทำให้นายกฯเสื่อมเสีย ยิ่งการปฏิรูปตำรวจล่าช้าไปกว่า 3 ปี เอื้อประโยชน์ให้เด็กนาย จะบั่นทอนกำลังใจของตำรวจน้ำดีอีกมาก ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการซื้อขายตำแหน่งของแต่ละกองบัญชาการภาค ขอให้แต่งตั้งคนนอกเข้าไปร่วมเป็นคณะกรรมการในสัดส่วน 50:50 ระหว่างคนนอกกับข้าราชการตำรวจ โดยขอให้มี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิก สปท.เพื่อนร่วมรุ่นของนายกฯ และนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สปท. สังคมจะยอมรับและเชื่อถือมากกว่า

รัฐปลอบนายจ้าง-ลูกจ้างอย่าวิตก

ด้านความคืบหน้ากรณีที่รัฐบาลจะออกคำสั่งตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าว โดยให้ชะลอการบังคับใช้ พ.ร.ก. การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวออกไป 120 วันนั้น พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ที่ถูกทักท้วงจากหลายฝ่ายว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ป้องกันการค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานผิดประเภท แต่เมื่อออกมาแล้วกลับมีผลกระทบกับแรงงานบางส่วน วันนี้รัฐบาลได้รับทราบถึงปัญหาดังกล่าวแล้ว อยากให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องทั้งนายจ้างหรือลูกจ้าง ไม่ต้องกังวล รัฐบาลได้หารือกับทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อหามาตรการแก้ไขปัญหา เช่นการใช้มาตรา 44 เพื่อไม่ให้นายจ้างและลูกจ้างต้องเดือดร้อน ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตกันตามปกติไม่ต้องวิตกกังวลอะไร

ต่างด้าวตื่นหนีกลับแค่ 8 พันคน

นายวรานนท์ ปีติวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานกล่าวถึงกรณีมีแรงงานต่างด้าวทยอยเดินทางออกนอกประเทศ หลัง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเพิ่มอัตราโทษความผิดรุนแรงขึ้น มีผลบังคับใช้เมื่อ 23 มิ.ย.ว่า มีรายงานว่าเป็นการเดินทางกลับของแรงงานต่างด้าวกลุ่มที่เข้ามารายงานตัวขอออกนอกประเทศ เพราะลักลอบทำงานผิดกฎหมายจึงกลัวความผิด ตั้งแต่กฎหมายใหม่บังคับใช้มีอยู่กว่า 8 พันคน เป็นจำนวนที่ไม่มากอย่างที่คาดไว้ ส่วนหนึ่งอาจจะรอฟังความชัดเจน มาตรา 44 ตามที่มีการเสนอข่าวว่าจะประกาศใช้เพื่อชะลอกฎหมายบางมาตรา

เผย 1.3 ล้านรายยังเป็นแรงงานผิด ก.ม.

อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวอีกว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยส่วนใหญ่มี 3 สัญชาติคือ เมียนมา กัมพูชา และลาว มีประมาณ 2.6 ล้านคน แบ่งเป็น 1.3 ล้านคนที่ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว แต่ยังเหลืออีกประมาณ 1.3 ล้านคนที่ยังไม่ถูกต้อง ที่ผ่านมาได้มีความพยายามผลักดันให้เข้าสู่ระบบแต่ยังมีคนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย เมื่อออกกฎหมายมีโทษหนักขึ้นจึงมีผลกระทบกับคนกลุ่มนี้ ขณะนี้กระทรวงแรงงานยังคงออกตรวจการกระทำผิดตามปกติพร้อมกับทำความเข้าใจไปพร้อมกัน โดยวันที่ 5 ก.ค.ที่จะเปิดสัมมนา พ.ร.ก.ต่างด้าวฉบับใหม่ คนไทยได้อะไร จะเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนทั้งผู้ประกอบการ นายจ้าง นักวิชาการ เอ็นจีโอ มาถกกันถึงผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ จะมาพูดคุยกันให้เข้าใจ คาดว่าจะมีผู้ร่วมงานราว 500 คน

สนช.ง้างรอคำสั่งชะลอบังคับใช้

นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิป สนช.กล่าวถึงขั้นตอนการรับรอง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวว่า คงต้องรอคำสั่งอย่างเป็นทางการมาก่อน เพราะคงไม่ใช้มาตรา 44 ทั้งฉบับ วันที่ 3 ก.ค. วิปรัฐบาลจะนำเรื่องนี้เข้าหารือ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เจ้าของเรื่องเข้าชี้แจงด้วย ดังนั้นวิป สนช.ต้องรอดูรายละเอียดของคำสั่งอย่างเป็นทางการกับข้อเสนอที่ได้จากผลการประชุมวิปรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางการรับรอง พ.ร.ก.ดังกล่าวต่อไป เพราะขณะนี้ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะปรับแก้แล้วเสนอมาให้ สนช.รับรองเลย หรือจะส่งกลับไปที่จุดเริ่มต้นให้กระทรวงแรงงานดำเนินการ