บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะปมคาใจรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน กับ 3 คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ!

มหากาพย์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ยังไม่จบไม่สิ้น และก็ยังไม่สร้าง! แม้จะเจรจามาแล้ว 3 ปี 18 ครั้ง แต่ยังไม่คืบหน้า ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องออก ม.44 เข้ามาแก้ปัญหา เพื่อเร่งรัดให้การสร้างรถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้นได้ แต่ก็ยังมีบางประเด็นนอกเหนือจากประเด็นการใช้ ม.44 ของคสช. ที่ยังคาใจไม่หาย และก็ยังไม่ได้รับคำตอบใดๆ จากรัฐบาลถึงข้อสงสัยนี้ด้วย 

ข้อแรก : ต้นตอปัญหาใหญ่! ไฉนโครงการรถไฟความเร็วสูง ไม่เปิดเผยผลการศึกษา?

โดยปกติแล้วการพิจารณาอนุมัติให้เริ่มต้นก่อสร้างโครงการใดๆ ย่อมต้องมีความพร้อมในระดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการทั้งในเชิงเศรษฐกิจและการเงิน การออกแบบรายละเอียดส่วนใหญ่ และการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม จึงสามารถนำรายละเอียดทั้งหมดมาประกอบการจัดสรรงบประมาณ ก่อนจะเริ่มต้นการก่อสร้างได้ ซึ่งโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่ผ่านมา เช่น รถไฟฟ้าก็ได้มีการดำเนินการตามกระบวนการเหล่านี้เช่นกัน

ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดรัฐบาลจึงไม่เปิดเผยผลการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ซึ่งประกอบไปด้วยต้นทุนโครงการ ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ผลประโยชน์โครงการ การคาดการณ์ปริมาณจราจรที่จะเกิดขึ้น ปริมาณคนใช้ การคาดการณ์รายได้ การคาดการณ์ผลประโยชน์เกี่ยวเนื่อง ไม่ใช่เฉพาะทางการเงิน แต่ยังรวมไปถึงทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ด้วย

“มันน่าประหลาดใจตรงที่ผลการศึกษาเหล่านี้ไม่โผล่ออกมาให้เห็นเลย ถูกเก็บเอาไว้แล้วก็ไม่มีการนำเสนอ เพราะฉะนั้นคำถามที่เกิดขึ้น คือ ผลการศึกษาทั้งหมด รัฐบาลควรมีการนำเสนอหรือไม่ และไม่ใช่นำเสนอแบบผ่านๆ แต่ต้องนำเสนอแบบมีรายละเอียดให้ครบ ซึ่งผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอื่นๆ จะได้ช่วยเข้ามาดูเขาทำว่ามีความถูกต้องมากน้อยเพียงใด” ผอ.วิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ ทีดีอาร์ไอ แสดงความเห็น

ทั้งนี้ ดร.สุเมธ เสนอว่า รัฐบาลต้องเปิดเผยผลการศึกษาและเอาผลการศึกษามาวิเคราะห์ เพื่อให้นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ ได้มาตรวจสอบ พิสูจน์ดูว่า ผลการศึกษาหรือตัวเลขที่นำเสนอเหล่านี้ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่ มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด มีสมมติฐานอะไรที่เกี่ยวข้องที่ดูแล้วสมเหตุสมผลหรือไม่ รายละเอียดที่ควรคำนึงถึงมีอะไรบ้าง เพราะหากไม่มีการเปิดเผยข้อมูลเชิงลึก การเสนอความคิดเห็นของเหล่านักวิชาการก็เป็นเพียงแค่การคาดเดาเท่านั้น

“ผมอยากเห็นผลการศึกษามากที่สุด แต่ว่ายังไม่เห็น ซึ่งก็คาดเดาไม่ได้ด้วยว่าทางรัฐบาลจะเปิดเผยหรือไม่ และผมว่าทุกคนคงอยากเห็น เพื่อจะทำให้วิเคราะห์กันได้ชัดเจนมากขึ้น แต่น่าแปลกว่าทำไมถึงไม่มีการเปิดเผย” ดร.สุเมธ กล่าว

ข้อสอง : เหตุใดไม่รอรถไฟทางคู่เสร็จ พัฒนาเมืองได้ไม่ต่างกัน

สิ่งที่รัฐบาลได้เน้นย้ำมาโดยตลอดถึงการลงทุนในโครงสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ไม่ได้หวังผลแต่เพียงการลดระยะเวลาการเดินทาง แต่จะส่งผลถึงการกระจายตัวของการพัฒนาเศรษฐกิจไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่เส้นทางวิ่งผ่าน หรือสถานีรถไฟตั้งอยู่

รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมขนส่ง ภาควิชาวิศวกรรมโยธา และอดีต ผอ.สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ มองว่า อันที่จริงแล้วรถไฟทางคู่ก็สามารถทำได้เช่นกัน และรถไฟทางคู่ไทยต้องสร้างอยู่แล้วด้วย เพียงแต่พัฒนาเมืองจากรถไฟทางคู่เท่านั้น และเพราะเหตุใดรัฐบาลจึงรอให้สร้างรถไฟทางคู่เสร็จก่อนไม่ได้ และจึงค่อยสร้างรถไฟความเร็วสูงภายหลัง ทำไมไม่คิดจะใช้ประโยชน์จากรถไฟทางคู่ให้มากที่สุด

“ผมมองว่า ถ้าเรามีเงินน้อยเราจะใช้เงินแบบคนรวยเหรอ มันอยู่ที่เราเลือกได้ว่าจะทำหรือไม่ทำ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีเหตุผลอะไรที่ต้องทำต่อไป เพราะเป็นเงินของเราที่ต้องลงทุนทั้งหมดสร้างรถไฟความเร็วสูงทั้งหมด” รศ.ดร.สมพงษ์ ตั้งคำถาม

ข้อสาม : ถามรัฐบาล! อนาคตจะผลิตรถไฟเอง หรือ ยืมจมูกคนอื่นหายใจ

การออก ม.44 มาเพื่อเร่งรัดให้โครงการรถไฟความเร็วสูงดำเนินการไปได้อย่างไม่ติดขัดนี้ ยังมีประเด็นของการปลดล็อกให้วิศวกรและสถาปนิกจีนเข้ามาทำงานได้ โดยไม่ต้องสอบใบอนุญาตประกอบอาชีพวิศวกรรมหรือสถาปัตยกรรม ซึ่งหลายฝ่ายกังวลในเรื่องของการถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น

เป็นประเด็นที่ รศ.ดร.สมพงษ์ อยากได้คำตอบจากรัฐบาลมากที่สุดในตอนนี้ ว่า “ในเมื่อเราจะต้องสร้างรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ไทย-ญี่ปุ่น รถไฟฟ้า และอีก 10-20 ปี ประเทศไทยจะสามารถผลิตรถไฟไว้ใช้เองได้แค่ไหน รัฐบาลวางเป้าหมายไว้หรือยัง เราจะผลิตเองบ้างไหมหรือเราจะซื้ออย่างเดียว และจำเป็นหรือไม่ที่เราจะต้องมีเทคโนโลยีรถไฟที่เราสามารถผลิตด้วยตัวเอง ในเมื่อปัจจุบันบ้านเรามีรถไฟตั้งหลายระบบ จำเป็นไหมว่าไทยจะต้องผลิตด้วยตัวเองหรือจะยืมคนอื่นหายใจ

ผมมองว่า ทำไมเราไม่ใช้ประโยชน์จากการสร้างรถไฟความเร็วสูงตรงนี้ให้เรามีเทคโนโลยีของตัวเอง ถามว่าจีนจะยอมถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ทั้งหมดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการต่อรองของเรา ในเมื่อเราเป็นผู้ซื้อเราก็มีสิทธิ์ในการต่อรองให้เราได้ประโยชน์ แต่หากเขาไม่ยอมเราก็ซื้อกับคนอื่นเหมือนที่จีนเคยทำกับคนอื่นเหมือนกัน ซึ่งเมื่อก่อนเขาก็ทำไม่เป็นและเขาก็ใช้วิธีนี้ อยู่ที่เราว่าอยากได้หรือไม่ ถ้าเราอยากได้เราก็ต้องต่อรอง เพราะมันเป็นเงินของเรา เรามีสิทธิ์เลือกครับ”

ไม่หวังคุ้มค่า! สามารถ ชง 4 ข้อ กระตุ้นประโยชน์รถไฟความเร็วสูงทางอ้อม

ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบขนส่งและจราจร เผยว่า ตนจะไม่ถามหาเรื่องผลการศึกษาแล้วว่าคุ้มหรือไม่ เพราะรู้กันอยู่แล้วว่าไม่คุ้ม ดังนั้น เมื่อรัฐบาลมีแนวคิดที่จะสร้าง จึงต้องหาประโยชน์ทางอ้อมมาช่วยกัน จึงขอเสนอต่อรัฐบาล 4 ข้อ ดังนี้

1.เร่งขยายเส้นทางต่อไปยังหนองคายให้เร็วที่สุด

หากทำแค่ไปถึงโคราชคาดว่ามีผู้โดยสารใช้งานไม่ถึง 1 หมื่นคนต่อวัน เฉลี่ยปีละ 3.6 ล้านคน เก็บค่าโดยสารคนละ 500 บาทจะได้รายได้จากค่าโดยสารปีละประมาณ 1,800 ล้านบาท แต่ถ้าต้องกู้เงิน 1.8 แสนล้านบาทตามมูลค่าโครงการ มาใช้ในการก่อสร้าง โดยมีดอกเบี้ย 2.5% ต่อปี นั่นคือจะต้องเสียดอกเบี้ยปีละประมาณ 4,500 ล้านบาทแต่เก็บรายได้แค่ 1,800 ล้านบาท ทำให้รัฐบาลจะต้องแบกภาระควักกระเป๋าอีก 2,700 ล้านบาท ซึ่งยังไม่รวมค่าบริหารจัดการ ซ่อมแซมอีกปีละเป็นพันล้านบาท ดังนั้น ตนจึงมองว่าต้องเร่งขยายไปยังหนองคายให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มจำนวนผู้โดยสาร

ขณะที่จีนเองกำลังก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงทางเดี่ยวอยู่ที่ลาว วิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. แต่พร้อมอัพเกรดเป็นทางคู่ได้ โดยจากไปบ่อเต็นประมาณ 418 กม. คาดว่าอีก 4 ปีเสร็จ และจากบ่อเต็น ประเทศลาวไปอี้ซี ประเทศจีน ระยะทาง 91 กม. อยู่ระหว่างการก่อสร้าง และจากอี้ซีไปคุนหมิง ระยะทาง 108 กม. มีเส้นทางแล้วเป็นรถไฟทางคู่ของจีนวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. แล้ว

“ผมอยากให้เร่งสร้าง เมื่อสร้างเสร็จจะเชื่อมไทย-จีน ได้ และจะทำให้หัวเมืองหลักๆ เช่น ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย จะยกฐานะเป็นเมืองสำคัญระดับนานาชาติ และเมื่อขนส่งกับจีนได้จะทำให้เมืองเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นด้วยครับ” ดร.สามารถ แนะ

2.พัฒนาเมืองควบคู่ไปด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเมืองอัจฉริยะสมาร์ทซิตี้ เมืองอุตสาหกรรม เมืองพาณิชยกรรม เมืองราชการ โดยใช้กฎหมายพิเศษมาช่วยในการพัฒนา เช่น พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ ซึ่งกฎหมายมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ธ.ค.2547 จะทำให้การพัฒนาเมืองสะดวกขึ้น

ทั้งนี้ เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่านเมืองจะขยายตัวขึ้นมา เติบโตขึ้น มีการซื้อขาย มีการจ้างงานมากขึ้น มีคนเดินทางมากขึ้นเพราะเชื่อมต่อกับจีน เมื่อมีการซื้อขายมากขึ้นรัฐก็จะสามารถเก็บภาษีได้ด้วย ถึงแม้ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงจะไม่คุ้มค่าในเรื่องของการเงิน แต่สามารถหาประโยชน์ทางอ้อมในเรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจได้

นอกจากการพัฒนาเมือง จะต้องเตรียมระบบขนส่งมารองรับควบคู่ไปด้วย เมื่อรถไฟความเร็วสูงไปถึงโคราชแล้วจะนั่งรถอะไรเข้าเมือง ผมจึงเสนอเป็นรถไฟฟ้ารางเบาที่เรียกว่า Light Rail Transit มารองรับ ซึ่งที่ขอนแก่นได้มีการเตรียมไว้แล้ว ส่วนที่โคราช สนข.กำลังศึกษา เพราะต้องพิจารณาถึงอุดรธานี และหนองคายด้วย ซึ่งหากเดินทางด้วยรถไฟฟ้ารางเบาไปสู่ตัวเมืองได้จะสะดวกมากขึ้น

3.เสนอให้จีนร่วมลงทุน

อยากให้จีนมาร่วมลงทุนด้วยไม่ว่าจะเป็นงานโยธา ระบบไฟฟ้า ระบบอาณัติสัญญาณ ระบบสื่อสารโทรคมนาคม ในสัดส่วนที่เหมาะสม ซึ่งหากจีนร่วมลงทุนแล้ว เขาจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ขาดทุน เช่น การขนผู้โดยสารมาจากจีนวันละ 5,000 คน เฉลี่ยปีละ 2 ล้านคน และหากคนเหล่านี้มาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าต่างๆ ในประเทศไทย คนละประมาณ 5 หมื่นบาท ปีหนึ่งก็จะมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1 แสนล้านบาท จึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมา

“เมื่อจีนมาร่วมลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม ผมเชื่อว่าเขาต้องพยายามทำให้ตัวเองไม่ขาดทุนแน่ พยายามขนผู้โดยสารมาหรือขนส่งสินค้า มีสิ่งจูงใจให้คนมาใช้บริการ ซึ่งเราลงทุนเองทั้งหมดเราจะต้องรับผิดชอบทั้งหมด 100% แต่เมื่อให้จีนมาร่วมลงทุนด้วยจะแบกภาระความเสี่ยงไว้เช่นกัน ดังนั้น จีนจะต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ขาดทุน ขณะที่ ตอนนี้ไทยจ้างจีนโดยที่จีนไม่ได้ลงทุนเลยมีแต่ได้เงินไป” ดร.สามารถ ชงจีนร่วมลงทุน

4.การถ่ายทอดเทคโนโลยี

การถ่ายทอดเทคโนโลยีมีข้อเสนอ 2 ประการ (1.) ฝ่ายไทยต้องการอะไรกันแน่ ซึ่งโดยปกติการถ่ายทอดเทคโนโลยีจะมีอยู่ 3 อย่างคือ การผลิตรถไฟ ซ่อมบำรุงรักษา บริหารจัดการเดินรถ ซึ่งความเห็นตนมองว่าเอาเฉพาะเรื่อง ซ่อมบำรุงรักษากับบริหารจัดการเดินรถ ซ่อมให้เป็นเดินรถให้เป็น ส่วนเรื่องการผลิตรถไฟ มองว่ายังไกลตัวเกินไป เพราะหากทำรถไฟได้ใครจะซื้อ ขายทางยุโรปก็ไม่ซื้อ หรือจะขายเพื่อนบ้านก็ไปซื้อจากจีนดีกว่าราคาถูกกว่า หรือหากจะขายในประเทศก็ไม่มีความคุ้มค่ามากพอที่จะผลิตเอง

(2.) การที่ไทยจะขอต่อรองให้จีนถ่ายทอดเทคโนโลยีนั้น ต้องทำให้เหมาะสมอย่าทำให้โครงการล่าช้า เพราะถ้าตกลงกันไม่ได้จะทำให้โครงการล่าช้ามากขึ้น ซึ่งหากต้องการทั้งหมดคิดว่าจีนคงไม่ยอมแน่ เพราะกว่าจีนจะมีวันนี้ใช้เวลามา 20 ปี ศึกษาจากญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี ใช้เงินมาเยอะ การที่จะให้มาเปิดสอนกับไทยมันเป็นไปไม่ได้ ดังนั้น มองว่าควรทำอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมไม่เช่นนั้นแล้วจะทำให้โครงการยิ่งล่าช้า

มหากาพย์รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ยังไม่จบเพียงเท่านี้ โปรดจับตาดูกันต่อไป...

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน