วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ธาวิน'ปัดน้อยใจ"ช่อง7"เป็น"พระเอกตกสำรวจ" เผยเหตุไม่เปิดตัว"แฟน"หวั่นอนาคตโดนขุดคุ้ย

นานๆจะโผล่จอ มีผลงานให้แฟนๆหายคิดถึงกัน สำหรับ ธาวิน เยาวพลกุล พระเอกหนุ่มจากละคร “เรือนพะยอม” ค่ายป๊าสั่งย่าสอน ทางช่อง 7 กำลังเข้มข้น ดราม่า มาพร้อมความหลอนสะพรึง จนกระแสดีวันดีคืน ส่วนงานละครใหม่ๆ ยังต้องรอไปก่อน กลายเป็น “พระเอกตกสำรวจ” แต่ไม่น้อยใจช่อง 7 เพียงแต่มีเวลาว่างปุ๊บ หนุ่มวินมักดื่มด่ำกับโลกใต้น้ำอันแสนสุข เป็นชีวิตรักอิสระเสรี แต่ไม่ไร้รัก แค่ไม่อยากเปิดตัวแฟน---โอ๊ยๆ สาวๆ อกหักกันระนาว

เรื่องละครคิดหนักมั้ยยิ่งเป็นละครผี?

“ค่อยข้างคิดหนักเหมือนกันตอนแรก บทโตมาก โตกว่าที่ผ่านมา เวลาคนอ่านคงไม่คิดถึงวิน การที่ทำไงให้คนดู ดูแล้วเชื่อ ตรงนี้จะยากครับ” เรามีปรับตัวบ้างมั้ย? “วันที่ไปทำเวิร์กช็อป มีผู้กำกับคอยมาเป็นโค้ชให้คำแนะนำ เรียนรู้หลายอย่าง เช่น การใช้เสียง สอง เวลาที่เราทำอะไรเนี่ยคือเราโตขึ้น สุขุมขึ้น เราก็ทำช้าลง พูดช้าลง การมองการทำแบบอื่นก็จะเปลี่ยนไป โดยปกติแล้วจะเป็นคนทำอะไรเร็ว” พอต้องทำอะไรช้าๆอึดอัดมั้ย? “เราควรเตรียมตัวการเป็นละครตัวนั้น พอเราตื่นมา เราก็เป็นละครตัวนั้นคือเราต้องเตรียมตัว พอเราเข้าฉาก เราก็เอาอีกครึ่งมาเติม ด้วยบทที่พูด มันทำให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น” ปกติวินเป็นคนกลัวผีมั้ย? “ปกติไม่กลัวผีนะ ถ้าผีไม่มาหลอกเรา ไม่เคยเจอแบบจังๆ ส่วนตัวไม่กลัวอะไรครับ แต่ถ้าผีจะมาหลอกก็กลัว คนมาหลอกเราก็กลัว”

บรรยากาศละครผีมันทำให้เรารู้สึกวังเวงไปกับบรรยากาศบ้างมั้ย?

“มันมีหลายฉากที่หลอนเหมือนกัน โดยเฉพาะฉากที่หวาน (น้ำหวาน-กรรณาภรณ์) เขาขึ้นสลิงและห้อยหัวลงมา ซึ่งเขาขึ้นจริงๆ แต่งตัวเป็นผีจริงๆ น่ากลัวเลย เวลาแต่งหน้ามันจะมีระดับความน่ากลัว” ร่วมงานกับนางเอก คามิลล่า เป็นไงบ้าง? “ตอนแรกไม่พูดเลยพอเข้าฉาก เริ่มพูดคุยกัน เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้น เขาชอบแซวว่าเราแก่ เขาอายุเท่าไรเอง 20- 22 ปี เด็กมาก ห่างกับวิน 10 ปี นิสัยเราก็ยังแบบว่าเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ โดยนิสัยส่วนตัววินเองก็ขี้เล่นมากกว่า คุยเล่นกันในหลายๆเรื่อง น้องก็จะเห็นเรามีประสบการณ์มากกว่าก็จะถาม คำแนะนำก็จะมีเล่นบ้างอำบ้าง น้องเขาก็เอ๊ะ จริงหรือเล่นครับ (ยิ้ม)” ที่แน่ๆเรื่องนี้วินต้องทำหน้าที่เป็นพระเอกดันให้น้อง? “จะว่าแบบนั้นก็ได้ครับ แต่มุมมองของเรา เรามีหน้าที่ไปเติมเต็มในส่วนของเรา ถ้าหน้าที่ของเรามันเติมเต็มไปช่วยให้คนอื่นๆเติมเต็มไปด้วย เนี่ยก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี หวังว่าผู้ชมก็จะให้การตอบรับละครเรือนพะยอม หวังว่าจะชื่นชอบน้องเขาด้วย”

พอเล่นละครแนวพีเรียดเป็นยังไงบ้าง

“ผมชอบไปตอนย้อนอดีตนะ คือเรื่องราวในอดีต หลายๆอย่าง จะมาตอบคำถามเราในปัจจุบัน ซึ่งเพราะถ่ายจบเราก็มีความรู้สึกที่ว่าบทละครบางตัวมันมีความผูกพันกันมาก ความรักของคนสองคนแล้วก็เอ่อ...เป็นความรักที่ไม่สมหวัง เกิดชาติใหม่มันเลยมีความผูกพัน คงอารมณ์เหมือนเราเจอใครแล้วอยู่ด้วยแล้วสุขใจมั้ง เรื่องนี้เป็นนิยายมาก่อน โครงสร้างมันก็จะแน่น มันก็จะมีปมผูก แต่ก็จะคลายกันไปเรื่อยๆ กลมกล่อม”

วินจะรับละครน้อยมาก เอาเวลาส่วนใหญ่ไปทำอะไร?

“เป็นเพราะตัววินไม่ค่อยได้อัพเดตชีวิต ทำอะไรก็ไม่ค่อยได้บอกใครว่าทำอะไรเท่าไร มันเลยดูเหมือนเราหายไป แต่จริงๆ ปีที่แล้ววินเล่นละครมา 2 เรื่อง แล้วปีนี้ดันไปถ่ายละครเรื่องนี้ทั้งปี แล้วมาออนปีนี้ มันก็จะมีเว้นช่วง ซึ่งเราเองก็ถ่ายละคร ช่วงนี้ก็ไม่ถ่ายก็จะทิ้งช่วงอีก ชีวิตตอนนี้ส่วนใหญ่เสียเวลาไปกับการดำน้ำ เป็นครู เป็นงานอดิเรกมากกว่า แต่ช่วงนี้เสียเวลาเยอะนิดนึง” ดูจริงจังกับการดำน้ำมาก ชวนดาราคนอื่นๆด้วยมั้ย? “ไม่ได้ชวนนะครับ แต่เขาเห็นเราดำน้ำส่วนใหญ่ก็จะมาถาม เราก็คุยไปตามที่เราชอบ อธิบายไปว่าเราชอบ เพราะบางคนก็อยากจะมาลองแต่ยังไม่เคย อะไรแบบนี้ เราก็ไม่เคยชวนใครมาหรือบังคับใครมาเรียนกับเรา เราก็ไม่สอนเท่าไร” จะเอาดีทางด้านครูสอนดำน้ำมั้ย? “ไม่ได้เรียกว่าเอาดี เพราะว่าเราก็เป็นครู สอนด้วย ทำร้านดำน้ำด้วยถามว่าจริงจังมั้ย มันก็มาไกลเกือบสุดแล้วครับ แต่ก็ไม่ได้มองว่าอาชีพนี้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ส่วนใหญ่จะทำเป็นงานรอง ก็ต้องมีงานหลัก เป็นงานอดิเรกที่ทำเป็นอาชีพ แบบนี้จะดีกว่า” ทุกวันนี้ภาพวินจะมาทางดำน้ำ สอนดำน้ำเลย? “มันชัดใช่ไหม มันเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้เราอยากจะตั้งหน้าตั้งตาคอยกับทริปถัดไป”

เวลาเราอยู่ตรงนั้นในฐานะธาวินเป็นครูสอนดำน้ำ จริงจังมากขนาดไหน?

“มันเป็นงานบริการ เราก็ต้องคอยเซอร์วิสนักเรียน คอยให้กำลังใจเขา เรื่องแรงกาย อุปกรณ์มันเยอะก็ต้องคอยขนแบกยกของต่างๆ เราก็ต้องดูแลเขา ทำให้เขาเหนื่อยน้อยที่สุด มันก็เหนื่อยนะครับ แต่เราไม่ได้มองว่าเราเป็นดาราแล้วทำงานตรงนี้ไม่ได้ ครูดำน้ำ งานตรงนี้ 50% ครูดำน้ำต้องแบกของเลยครับ หนักมาก คือต้องใช้แรงงาน ปวดหลังเลย แต่เราสนุก มันต้องมีใจบริการในการสอน ถ้าเทียบกันเราชอบไปดำเที่ยวมากกว่าสอน เราชอบการดำน้ำ ที่เหลือมันต่อยอดขึ้นมา เรื่องมองว่าพระเอกสอนแล้วเป็นยังไง เราก็มองว่าหน้าที่เราคืออะไร เราก็ทำตรงนั้นให้ดีให้เต็มที่ ถ้าเรามองว่าเราเป็นพระเอก เป็นนักแสดงนำแล้วไม่ต้องอะไรตรงนี้ เพราะส่วนใหญ่มีคนเสิร์ฟน้ำ มันมองแบบนั้นไม่ได้” ที่บ้านชินกับการเป็นชีพจรรองเท้าของวินมากน้อยแค่ไหน? “ครับ ผมก็ไม่ได้ดำน้ำบ่อยมากนะ เดือนนึงก็ 2-3 ครั้ง” เห็นในไอจีของวินเดี๋ยวซื้อของโน่นนี่นั่น หมดไปกับอุปกรณ์เยอะเหมือนกันนะ? “ใช่ครับ เหมือนถอยรถคันนึง (หัวเราะ) ก็จะลงอุปกรณ์เนอะ แต่ไม่ได้ซื้อไปเรื่อย เราซื้อเพราะมันเป็นความสุขของเรา เราจะไม่ซื้อสิ่งที่มันฟุ่มเฟือย”

การเงินวินขึ้นชื่อว่าประหยัดมัธยัสถ์มาก?

“เรื่องใช้เงิน ไม่รู้ว่าได้มาจากแม่ หรือ DNA อาจมาในวัยเด็ก ทำให้ใช้เงินค่อนข้างคิด ไม่ฟุ่มเฟือย เราวางแผนในการใช้เงิน เรารู้ว่าเงินหายาก อาชีพนักแสดงหาเงินง่ายถ้าเทียบกับอาชีพอื่นๆ เงินหาง่าย แต่เราใช้ไม่ง่ายอย่าให้เหมือนกับที่เราหา ผมจะซื้ออะไรสักอย่าง ผมก็จะซื้อของที่ดี ซื้อทีก็ให้คุ้มเลย แพงก็ยอม เราไม่ได้เอาเงินมาเป็นตัวตั้งในชีวิต เงินสำคัญรองลงมา มันสำคัญ แต่มันไม่ใช่อันดับหนึ่ง เราไม่สร้างหนี้ เราก็ไม่มีดอกเบี้ย เริ่มจากการไม่เป็นหนี้ก่อน แล้วค่อยวางแผนต่อ”

แอบน้อยใจมั้ยงานน้อยกว่าพระเอกคนอื่นๆ?

“ผมว่าผมเลยจุดนั้นมาแล้วนะ ถ้าเราน้อยใจ ผมว่าผมอยู่ไม่ได้ ผมไม่รู้สึกน้อยใจนะ มันอยู่กับตัวเรา ถ้าเราไม่มีคนดูละคร ช่องเขาก็ไม่ไห้ละครเรา มันขึ้นกับว่าเราคิดอย่างไง” ชีวิตเรามีความมั่นคง? “ไม่มีเลย ชีวิตไม่มีความมั่นคงเลย ไม่รู้เลยว่าข้างหน้าจะมีโอกาสอะไรมาเข้าบ้าง แต่เราก็สะสมประสบการณ์ความสามารถ เพื่อประโยชน์ เพื่อวันข้างหน้ามีโอกาสเข้ามาอาจมั่นคงขึ้นบ้าง” สัญญาช่อง 7 เหลือนานมั้ย? “เหลืออีก 2-3 ปี จำไม่ได้ละครับ น่าจะปี 2563 น่าจะแก่แล้ว ไม่มีคนดูเราแล้ว เวลาที่ผ่านมา ผมไม่ได้ขวนขวาย แต่โอกาสเข้ามา สิ่งที่เราต้องการที่สุดบางทีมันมาในช่วงเวลาที่เราไม่ต้องการ เราต้องพร้อมที่จะเผชิญกับมันเมื่อมันเข้ามา”

ความรักเป็นยังไงบ้าง มีเวลาหวานมุ้งมิ้งกัน?

“ผมไม่ได้มองเลยครับ ชีวิตผมยังไม่แน่นอน ผมจะไปรับผิดชอบใครได้ ยังไม่พร้อมที่จะรับผิดชอบคนอื่น ผมยังไม่พร้อมมีครอบครัว ผมลำบากได้ แต่ไม่อยากให้ให้ลูกๆลำบาก แล้วในสังคมสมัยนี้ ถ้ามีเนี่ย เรารู้ว่ามันเยอะมาก จะให้เขามีให้เท่ากับคนอื่นๆ มีการพัฒนาเท่ากับเขา มาตรฐานมันมีความสุขเรื่อยๆ แล้วมันใช้เงินซื้อ เด็กยุคหน้าผมว่าไปดวงจันทร์แล้ว” ตอนนี้อยากแต่งงานมีครอบครัวมั้ย? “ผมก็อยากมีนะ เพราะถ้าคนบอกไม่อยากมีลูก คนก็สูญพันธุ์หมด เหมือนสังคมบังคับลึกๆ เหมือนให้เรามีลูกมันซึ่งเป็นกับดักไง ผมไม่ได้ติดกับดัก เพราะเรารักอิสระด้วย ผมไปอยู่เมืองนอก ผมก็มีชีวิตที่อิสระ แต่พอกลับมาเมืองไทยมันไม่มีอิสระเท่านั้น ในช่วงนึงของชีวิตก็อยากมีครอบครัว คือผมว่าผมเลือกเกิดไม่ได้ เกิดมาในสังคมนี้แล้ว ทำให้ผมรู้ว่าทำให้เข้าอยู่ในสังคมเดียวกันได้เนี่ยมันต้องทำอะไรมากแค่ไหน ซึ่งผมไม่มีปัญญามากเท่าพ่อแม่ผมทำ เลยมองว่า ไม่อยากให้ลูกมองว่าเกิดมาแล้วทำไมไม่มีเท่าคนอื่น เราไม่ได้มองคนที่น้อยกว่าเรา เรามองคนที่มากกว่าเราเสมอ บังเอิญสังคมที่ผมอยู่เนี่ยผมมีน้อยกว่าเขา แต่โดยรวมผมมีมากกว่าคนอื่นเขานะ ต้นทุนมีมากกว่า แต่ที่ผมอยู่ ผมมีน้อยกว่าเขา ผมเลยรู้สึกว่า ถ้าผมมีลูก ผมไม่อยากให้ลูกรู้สึกแบบเดียวกัน อยากให้เขามีในสิ่งที่ควรมี เกิดมาในสังคมไหนก็มีเท่าสังคมนั้น อย่าต่ำอย่าสูงเกินไป”

ไม่ค่อยเห็นวินเปิดตัวแฟนนอกวงการเท่าไหร่เลย

“ผมเป็นคนไม่ค่อยเปิดเผยเท่าไร ผมไม่อยากให้เขามาเกี่ยว วันนึงเขาเป็นข่าวกับผม ชื่อ-นามสกุลเขาจะเปิดเผย ถ่ายรูปลงข่าวนี่ก็ออนไลน์หมดแล้ว วันนึงเลิกกัน เขามีคนใหม่ ชื่อในกูเกิลตอนที่คบกับผมก็จะติดไปกับเขาตลอดชีวิตเลย เลยมองว่าให้เค้าเป็นบุคคลนิรนามดีกว่า แต่ก็ไม่ได้ปิดบัง ค่อนข้างจะเปิดเผยไปไหนมาไหนด้วย ใครเห็นก็เห็น” คนของเราเข้าใจมั้ย? “ธรรมดาที่ผู้หญิงต้องการให้คนอื่นรู้ว่าคบกัน เหมือนว่าเอ๊ะ จริงจังรึเปล่า ผมว่าเจตนาผมไม่ใช่แบบนั้น เราเจอเพื่อนเขา ครอบครัวเขาได้ ไปไหนมาไหนได้ แต่ไม่ถ่ายรูปออกสื่อ ไม่ออกงาน ไม่ป่าวประกาศว่าคบกัน เราให้ความสำคัญกับมุมมองเรามากกว่า ถ้าเรื่องตรงนี้ไม่เข้าใจกันแล้ว เรื่องอื่นๆ ไม่มีทางเข้าใจแน่นอน มันต้องยอมรับถ้าเขาไม่เข้าใจ”.

ติดตามอ่านนิยายเรื่อง "เรือนพะยอม" ได้ที่นี่

ทีมข่าวบันเทิง