วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตร.ยันส่งศพสาวเบลเยียม ชันสูตรนิติเวช ผลชี้ขาดอากาศหายใจตาย จากผูกคอ

รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ยันส่งศพสาวเบลเยียม ไปชันสูตรที่นิติเวช รพ.ตำรวจ ขณะที่ผลชันสูตรชี้ ขาดอากาศหายใจ จากผูกคอ ด้านแม่ไม่เชื่อลูกผูกคอตาย...

จากกรณี น.ส.เอลิส ดาลล์มาจ์น นักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียม ถูกพบเป็นศพแขวนคอตายกับต้นไม้บนเกาะเต่า ก่อนแม่ของผู้เสียชีวิตจะออกมาตั้งข้อสงสัย ไม่เชื่อว่าลูกตัวเองจะฆ่าตัวตาย ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ต.ท.โชคชัย สุทธิเมฆ สวญ.สภ.เกาะเต่า อ.เกาะพะงัน พร้อมด้วย ร.ต.ท.ธนิสร หุ้ยเวชศาสตร์ รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.เกาะเต่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้นำสำนวนการสอบสวน คดีชันสูตรพลิกศพ น.ส.เอลิส ดาลล์มาจ์น เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.วิชอบ เกิดเกลี้ยง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ที่รับผิดชอบงานสอบสวน เพื่อเร่งตรวจสอบสำนวนการสอบสวนและผลการชันสูตรศพ เพื่อให้แนวทางประเด็นการสอบสวนเพิ่มเติมตามที่เกิดข้อสงสัย

ภายกลัง พ.ต.อ.วิชอบ กล่าวว่า กรณีการเสนอข่าวของสื่อบางแห่งที่ระบุอ้างว่า ไม่มีการส่งศพ น.ส.เอลิส ไปชันสูตรยังสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ นั้น ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยขณะนี้หนังสือการตรวจชันสูตรจากสถาบันนิติเวชได้ส่งถึงพนักงานสอบสวนแล้ว โดยแพทย์ผู้ชันสูตรศพระบุว่า เสียชีวิตจาก "ขาดอากาศหายใจ จากการผูกคอ ซึ่งเอกสารดังกล่าวพนักงานสอบสวนนำเข้าสู่สำนวนการสอบสวนแล้ว" ซึ่งคำว่าผูกคอ ตามรายงานการชันสูตรพลิกศพ เป็นสาเหตุของการขาดอากาศหายใจ แต่ไม่ได้ลงความเห็นว่า ผูกคอ นั้น เป็นการผูกด้วยตัวเอง หรือเป็นการกระทำของผู้อื่น ซึ่งเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อบ่งชี้ว่าเป็นการกระทำด้วยตัวเองหรือถูกผู้อื่นกระทำ 

ด้าน พ.ต.อ.ปรีชา กลัดสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี รักษาราชการแทน ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสำนวนการสอบสวนพบว่า การทำงานของพนักงานสอบสวนไม่ได้บกพร่องต่อหน้าที่ และอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากได้รับหนังสือแจ้งผลการตรวจชันสูตรศพจากสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา โดยการสืบสวนยังไม่พบเบาะแสว่ามีผู้ใดทำให้ น.ส.เอลิส เสียชีวิต

พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวต่อว่า การพบศพ น.ส.เอลิส มีความต่อเนื่องจากเหตุไฟไหม้บังกะโลทริปเปิ้ลบี บริเวณอ่าวแม่หาด หมู่ 3 ต.เกาะเต่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 โดยการสอบสวน มีพยานและเจ้าของบังกะโล ทราบว่า ห้องต้นเพลิงมาจากห้องพักของ น.ส.เอลิส และขณะเกิดเหตุมีผู้พบเห็น น.ส.เอลิส ได้วิ่งออกจากห้องพัก โดยในมือถือกระเป๋าใบเล็กเพียงใบเดียวเท่านั้น ต่อมาตำรวจได้ออกติดตามหาตัว น.ส.เอลิส มาเพื่อสอบสวนปากคำ เนื่องจากเป็นผู้พักในห้องเกิดเหตุ แต่ไม่พบตัว จนกระทั่งมีผู้มาพบศพ ผูกคออยู่กับต้นไม้ในป่าบริเวณโขดหิน อ่าวโตนด ต.เกาะเต่า ในสภาพศพกำลังขึ้นอืด และมีการสวมเสื้อผ้าเรียบร้อย เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตมาอย่างน้อย 4 วัน

เบื้องต้นมีพยานยืนยันว่า ผู้เสียชีวิตคือ น.ส.เอลิส จึงได้ดำเนินการตรวจสอบเอกลักษณ์บุคคล ซึ่งขั้นตอนในการดำเนินการทั้งหมดอยู่ในการดูแลและรับทราบของสถานทูตเบลเยียมตลอดเวลา แม้กระทั่งการอำนวยความสะดวกมารดาของผู้เสียชีวิต ที่เดินทางมารับศพและฌาปนกิจ ที่วัดช่องนนทรี กรุงเทพฯ รวมถึงการเดินทางมาของทรัพย์สินของผู้ตายที่ สภ.เกาะเต่า ด้วยตนเอง และในการสอบปากคำญาติเพื่อรับศพนั้น มารดาของผู้ตายไม่ได้ติดใจสาเหตุการตาย และเชื่อว่าบุตรสาวฆ่าตัวตาย ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกปากคำอยู่ในสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตรแล้ว

"ภายหลังผลการตรวจสอบดีเอ็นเอ ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็น น.ส.เอลิส ชุดสืบสวนจึงเร่งออกสืบสวนหาความเคลื่อนไหวก่อนเสียชีวิต โดยพบว่าหลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ จนกระทั่งเมื่อวันที่ 21 เม.ย.60 ได้พบภาพโทรทัศน์วงจรปิดบันทึกภาพ น.ส.เอลิส ขณะไปติดต่อซื้อตั๋วเรือโดยสารที่เคาน์เตอร์ขายตั๋วของบริษัทเรือเร็วลมพระยา และแจ้งกำหนดเดินทางเวลา 14.30 น. ในวันที่ 24 เม.ย.60 ข้ามไปยังฝั่ง จ.ชุมพร หลังจากนั้นก็ไม่พบความเคลื่อนไหวใดๆ อีก" พ.ต.อ.ปรีชา กล่าว

พ.ต.อ.ปรีชา กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า กระเป๋าเดินทางของผู้ตายถูกส่งทางเรือที่ จ.ชุมพร นั้น จากการตรวจสอบของตำรวจ สภ.ปากน้ำชุมพรกับบริษัทเดินเรือ 2 แห่ง คือ บริษัทเรือเร็วลมพระยา ที่ผู้ตายจองตั๋ว และบริษัทส่งเสริมทราเวล ตั้งแต่ห้วงเวลาวันที่ 24 เม.ย. ถึงปัจจุบัน ยังไม่พบกระเป๋า หรือสิ่งตกค้างใดๆ ที่จะเป็นของ น.ส.เอลิส แต่อย่างใด การเสนอข่าวของสื่อต่างประเทศและสื่อออนไลน์ของไทย นับว่าได้สร้างความเสียหายให้กับการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก และจากการสอบถามพนักงานสอบสวนและฝ่ายที่รับผิดชอบ ต่างยืนยันว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดห้ามไม่ให้มีการเสนอข่าว ส่วนสาเหตุที่ตำรวจถูกโจมตีเรื่องการทำงาน ขอให้เป็นดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชาระดับสูงต่อไป

ขณะที่มีรายงานว่า นางมิเชล วาน เอกเตน แม่ผู้เสียชีวิต กำลังขอให้หน่วยงานสืบสวนเยอรมันช่วยสืบค้นข้อเท็จจริง เนื่องจากไม่เชื่อว่าลูกสาวของตนเองจะฆ่าตัวตาย.