บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนคดีสั่งตาย สมยศ สุธางค์กูร จากเด็กน้อยสู้ชีวิต สู่อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่

29 มิถุนายน 2558 คืออีกวันที่คนดังลาลับ โดยเฉพาะใครที่ชอบดูตลก จีบนักร้อง คงรู้จักชื่อนี้เป็นอย่างดี “สมยศ สุธางค์กูร” อดีตผู้กว้างขวางเจ้าของกิจการ พระราม 9 คาเฟ่ คู่แข่งคนสำคัญของ “เฮียเลี้ยง” บุญเลี้ยง อดุลยฤทธิกุล เจ้าของ “วิลล่า คาเฟ่” ผู้กว้างขวางจอมแจกทอง ที่ดาวตลก นักมวย ได้กันมาแล้วทั่วหน้า

หลังจากวงการคาเฟ่เฟื่องฟู ทั้งคู่ถูกจับตาว่าเป็นคู่แข่งกัน กระทั่ง “เฮียเลี้ยง” ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิต เมื่อปี 2541 “สมยศ” ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกสอบปากคำ ร่วมกับ ดาวตลกมากมาย และผู้ใกล้ชิด กระทั่งมีการจับมือปืนตัวจริงได้ และศาลก็พิพากษาลงทัณฑ์ ทำให้เขาพ้นมลทิน

เมื่อมีขึ้นก็ย่อมมีร่วงโรย วงการคาเฟ่ ค่อยๆ เสื่อมถอย ดาวตลก ถ้าไม่แกร่งจริงก็ตกต่ำไร้แสง เพราะนายทุนเองก็มีปัญหาเช่นกัน ข่าวคราวของ “สมยศ สุธางค์กูร” ได้หายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อบันเทิง

กระทั่งวันที่ 29 มิ.ย.58 ก็มีข่าวใหญ่เมื่อจู่ๆ ได้มีคนร้ายบุกมายิง อดีตเจ้าของพระราม 9 คาเฟ่ วัย 62 ปี ที่เคยยิ่งใหญ่เจ้าของสถานบันเทิงชื่อดังเสียชีวิต คาลานจอดรถ ที่ร้านหูฉลาม ย่านถนนพัฒนาการ แขวงและเขตสวนหลวง กรุงเทพฯ กระสุนพุ่งเจาะไปที่ศีรษะ และไหล่ซ้าย รวม 2 นัด

ตำรวจสอบถาม พยานคนสำคัญคือ นางรัศมี สุธางค์กูร ภรรยานายสมยศ ให้การถึงรายละเอียดว่า คนร้ายได้รู้ความเคลื่อนไหวของเหยื่อเป็นอย่างดี กล้องวงจรปิดจับภาพคนร้ายมาดักรอผู้ตายที่เก้าอี้ม้าหิน จนผู้ตายกินอาหารกับเมียเสร็จแล้วออกมาให้ฝ่ายหญิงเป็นคนขับสตาร์ตเครื่อง ผู้ตายเปิดประตูเตรียมก้าวขึ้นรถ มือปืนจึงฉวยจังหวะเข้าไปจ่อยิงอย่างเลือดเย็น แล้วซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของคู่หูหนีไป

ตามจับคนร้าย สั่งตาย อดีตเจ้าพ่อคาเฟ่ 

ต่อมาตำรวจ บก.สส.บช.น. ติดตามแกะรอยคนร้ายนานนับเดือน กระทั่งประสบผลสำเร็จสามารถจับมือปืนรายนี้ได้ที่บ้านพักย่านฝั่งธนบุรี ก่อนผู้ต้องหาเปิดปากรับสารภาพชนวนเหตุสั่งตายมาจากการหักหลังกันในเรื่องวิ่งเต้นเคลียร์คดียาเสพติดมีมูลค่าหลายสิบล้านบาท โดยนำตัวมาแถลงข่าว ในเดือนกันยายน 2558

นายภานุพงษ์ หรือแจ้ รัสนา อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 2/5 หมู่ 6 แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. ผู้ต้องหาตามหมายจับศาล จ.พระโขนงที่ 359/2558 ลงวันที่ 1 ก.ย. ในข้อหาร่วมกันฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนโดยมีและใช้อาวุธปืน ก่อเหตุยิงนายสมยศ ถูกจับกุมได้ที่หน้าโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัย ซอยจรัญสนิทวงศ์ 35 ถนนปากน้ำวัดแก้ว แขวงบางพรม เขตตลิ่งชัน กทม.ของกลางโทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง รถ จยย.ซูซูกิ สแมช สีแดงดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน ตรวจสอบภายหลังทราบเป็นรถหมายเลขทะเบียน บมฉ 540 กรุงเทพมหานคร 1 คัน

สอบสวนนายภานุพงษ์ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน นายกฤษฎา หรือนก ใจเอม ผู้ต้องหาอีกรายที่อยู่ระหว่างหลบหนี ติดต่อให้ไปทวงหนี้ผู้ตาย นัดคุยที่โรงแรมคอนเทนเนอร์รีสอร์ท ถนนเลียบคลองสอง เขตคลองสามวา กทม. พร้อมนายชม ไชยณรงค์ หรือที่เรียกติดปากว่า “อาจารย์” เป็นผู้จ้างวาน ภายหลังนายชมบอกว่าไม่ต้องไปทวงหนี้แล้ว ถึงทวงก็ไม่ได้ ให้ไปยิงแทน วันเกิดเหตุทั้งหมดนั่งรถแท็กซี่มาลงที่สนาม กกท.ย่านหัวหมาก ระหว่างทางนายชมมอบกระเป๋าสะพายสีดำให้ภายในมีปืนลูกโม่ .38 และรูปถ่ายนายสมยศ พร้อมมอบเงินค่าจ้างให้ 3 หมื่นบาท กระทั่งพบกับนายหนู (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) ขี่รถ จยย.พาซ้อนท้ายไปก่อเหตุ โดยขณะที่นายสมยศเดินออกจากร้านเตรียมขึ้นรถที่จอดอยู่ในลานจอด จึงเดินเข้าไปใช้ปืนยิงนายสมยศที่ด้านหลัง 2 นัด เมื่อนายสมยศหันกลับมามอง จึงยิงไปที่บริเวณใบหน้า 1 นัด จนล้มลง และยิงซ้ำที่ศีรษะอีก 1 นัด รวม 4 นัด หลังเกิดเหตุหลบหนีไปทิ้งรถ จยย.ภายในซอยรามคำแหง 24 แยก 2 และหลบไปพักย่านหนองแขม เผากระเป๋าสะพาย เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันเกิดเหตุ และนำปืนไปโยนทิ้งแม่น้ำเจ้าพระยาที่กลางสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า จากนั้นได้ค่าจ้างเพิ่มอีก 2 แสน 7 หมื่นบาท ที่รับงานเพราะต้องการทดแทนบุญคุณที่นายชมเคยดูแลตนมาก่อนขณะไม่มีเงินใช้

พล.ต.ต.สมบัติ มิลินทจินดา ผบก.สส.บช.น. (ขณะนั้น) เผยว่า ตรวจสอบกล้องวงจรปิดโดยรอบที่เกิดเหตุ พบพยานขับขี่ จยย.รับจ้าง รับคนร้ายไปส่งในซอยเสรีไทย 11 ให้ข้อมูลรูปพรรณคนร้ายที่มีรอยสักที่ต้นแขนทั้ง 2 ข้าง กระทั่งสามารถจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าผู้ว่าจ้างมีบุญคุณกัน จึงยอมรับงานนี้ได้ค่าจ้าง 3 แสนบาท สำหรับนายภานุพงษ์เคยถูกดำเนินคดีมาแล้วในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืนและข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 โดยผิดกฎหมาย ท้องที่ สน.บางขุนนนท์ทั้ง 2 คดี

หลังแถลงข่าวเสร็จ ตำรวจ บก.ป.นำตัวนายชม ไชยณรงค์ อายุ 52 ปี ผู้จ้างวานในคดีนี้มาร่วม แถลงข่าว โดย พล.ต.ต.อัคราเดช พิมลศรี ผบก.ป.เปิดเผยว่า สามารถจับกุมผู้ต้องหารายนี้ได้ในพื้นที่ อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หลังชุดสืบสวน บก.สส.บช.น. จับกุมนายภานุพงษ์ หรือแจ้ รัสนา มือปืน ก่อนขยายผลจับกุมตามคำซัดทอดของนายภานุพงษ์ เบื้องต้นนายชมสารภาพว่า รับงานมาจากบุคคลหนึ่ง ให้ติดต่อหามือปืน ได้เงินค่าจ้างมา 1 ล้านบาท ตัวนายชมได้มาจำนวน 1 แสนบาท ส่วนประเด็นการสังหารครั้งนี้เกิดจากการหักหลังเรื่องเงินหลายล้านบาทในการรับเคลียร์คดียาเสพติด

เปิดประวัติส่วนตัว “สมยศ” จากเด็กน้อยขายขนม สู่ธุรกิจสถานบันเทิง

นายสมยศ สุธางค์กูร เกิดเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2496 ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ภรรยาชื่อนางรัศมี สุธางค์กูร มีธิดา 1 คน 

การศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 ที่โรงเรียนวัดบรรพตาเรืองราม, มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกุยบุรี, ประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาช่างกลโลหะ โรงเรียนเทคนิคราชบุรี และปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ได้ช่วยพ่อแม่ขายขนมในโรงเรียนช่วงพักกลางวัน และขายขนมในตลาดในช่วงเย็น ในสมัยประถม, รับจ้างร้านเหล็กดัด ในสมัยเรียนปวช., รับจ้างเฝ้าของให้แม่ค้าในมหาวิทยาลัยรามคำแหง ในสมัยเรียนรามคำแหง, พนักงานแผนกสินเชื่อ ธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นเวลา 1 ปี, ทนายความประจำสำนักงาน สมยศทนายความและการบัญชี ซ.รามคำแหง 21 และ ผู้จัดการ พระราม 9 พลาซ่า เมื่อปี 2535 และนายกสมาคมผู้ประกอบการสถานบันเทิงแห่งประเทศไทย