บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เทคนิคใหม่..ใส่สายสวน รักษาหลอดเลือดแดง "เออร์ต้า"โป่งพอง



เมื่อพูดถึงหลอดเลือดแดงใหญ่ที่ออกจากขั้วหัวใจทอดยาวจากช่องอกสู่ช่องท้องและให้แขนงเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายหลายแห่ง ในทางการแพทย์จะนึกถึง หลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้า (Aorta) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ซึ่งหากหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้ามีความผิดปกติ เช่น โป่งพอง แตก ปริ เซาะ โอกาสที่จะเกิดเลือดออกในร่างกายที่ทำให้เสียชีวิตได้มีความเป็นไปได้สูงมาก

นพ.ปิยะพันธ์ ภมรสิงห์ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกว่า โรคหรือภาวะบางอย่างอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้ามีความอ่อนแอ เกิดการโป่งพองขยายขนาดจนใหญ่กว่าปกติได้ ซึ่งเมื่อมีการโป่งขยายจนถึงระดับหนึ่งก็จะแตกทำให้เสียเลือดจำนวนมากกะทันหันจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ภาวะดังกล่าวสามารถพบได้ในทุกระดับของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าไม่ว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในช่องอกหรือ ช่องท้อง แต่ที่พบบ่อยที่สุด คือ การโป่งพองของหลอดเลือดแดงเออร์ต้าในช่องท้องส่วนที่อยู่ใต้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต ที่เรียกว่า Infrarenal abdominal aortic aneurysm

“ปกติแล้วผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้า จะมีความสามารถในการยืดหยุ่นสูง สามารถขยายยืดและหดตามระดับความดัน โลหิต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาบางอย่าง เช่น มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน และมีการแข็งตัวของผนังหลอดเลือดทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จนมีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดได้ ” คุณหมอปิยะพันธ์บอก

ภาวะดังกล่าว พบบ่อยในผู้ชายสูง อายุ...!

คุณหมอปิยะพันธ์ อธิบายว่า โรคหลอดเลือด แดงเออร์ต้าโป่งพองจะพบประมาณ 2-5% ในผู้ชายที่อายุมากกว่า 50 ปี และเพิ่มขึ้นเป็น 5-10% ในผู้ชายอายุมากกว่า 65 ปี และอาจพบได้มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หรือผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่แขนและขาอุดตันร่วมด้วย

ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกอีกว่า มีสาเหตุและปัจจัยหลายอย่าง ของการเกิดโรคหลอดเลือดแดงเออร์ต้าโป่งพอง เช่น มีประวัติการมีโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัว แต่ที่เป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งเสริมการเกิดโรคนี้มากที่สุด คือ การสูบบุหรี่

“ถ้าเป็นผู้ชายสูงอายุอายุระหว่าง 65-75 ปี มีประวัติสูบบุหรี่ มีความดัน โลหิตสูง และมีประวัติโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัว โอกาสที่จะป่วยด้วยโรคนี้ถือว่าสูงมาก”

แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คุณหมอปิยะพันธ์ บอกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บ่อยครั้งที่ตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการทำเอกซเรย์ แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการเตือนแต่ไม่รู้ตัวว่าเป็นอาการของโรคนี้ เช่น อาการปวดบริเวณหลอดเลือดที่มีการโป่งพอง เจ็บหน้าอก หรือปวดหลัง โดยอาการปวดอาจเป็นๆหายๆหรือเป็นตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะปวดที่ท้องแล้วลามมาด้านหลัง

“ผู้ป่วยที่มา รพ.ส่วนใหญ่จะมาด้วยอาการปวดร่วมกับอาการเสียเลือดมาก ในกรณีที่มีหลอดเลือดปริแตกซึ่งบางครั้งถ้ารักษาไม่ทันอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ ภายในไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง” คุณหมอปิยะพันธ์บอกและว่า นอกจากนี้ การโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าอาจทำให้มีก้อนเลือดมาจับตัวที่ผนังของหลอดเลือด เนื่องจากมีการอักเสบหรือไหลวนของเลือดในบริเวณที่มีการโป่งพอง ถ้าก้อนเลือดที่ผนังหลอดเลือดมีการหลุดไป ก็อาจไปอุดกั้นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าได้ หรือการโป่งพองก็อาจจะทำ ให้มีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียงได้

การตรวจพบภาวะโป่งพองของโรคหลอด เลือดแดงใหญ่เออร์ต้า ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ บอกว่า มักเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี หรือจากการตรวจหาโรคอื่นๆ

ปัจจุบันสมาคมแพทย์โรคหลอดเลือดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าในช่องท้องโป่งพอง ด้วยการทำอัลตราซาวด์ในช่องท้องในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง อายุระหว่าง 65-75 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรืออายุมากกว่า 60 ปี และมีญาติสนิท เช่น บิดา หรือพี่น้องป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เออร์ต้าโป่งพอง เพราะการรักษาก่อนที่จะมีอาการซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึงมากกว่า 95% ขณะที่หากเกิดภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในสภาวะฉุกเฉิน เช่น แตก ปริ แตกเซาะ โอกาสที่จะเกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิตสูงถึง 50%

คุณหมอปิยะพันธ์ บอกด้วยว่า ปัจจุบันการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองสามารถทำได้โดยใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดถ่างขยายผ่านสายสวน หรือ Endovascular aneurysmal repair ทำให้มีแผลผ่าตัดขนาดเล็กมาก ความบอบช้ำของแผลผ่าตัดน้อยกว่า ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลต่ำกว่าขณะที่ผลการรักษาระยะยาวเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปิด

หัวใจเป็นอวัยวะหลักของร่างกายทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ตลอดเวลา หากเกิดการเจ็บป่วยที่หัวใจแล้ว ภาวะความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นหัวใจวาย หัวใจขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบ รวมทั้งเส้นเลือดแดงใหญ่ในหัวใจโป่งพอง ฯลฯ

เพราะฉะนั้น การเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ จึงไม่ควรช้าแม้แต่เสี้ยววินาที...!!!