วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กระแทกไลค์! กสทช.จัดระเบียบโอทีที

หยุดโฆษณาบนเฟซบุ๊ก-ยูทูบ

กสทช.ขอความร่วมมือ 47 บริษัท หยุดลงโฆษณาบน “เฟซบุ๊ก–ยูทูบ” หากไม่ มาลงทะเบียนเป็นผู้ประกอบการโครงข่ายโอทีทีในไทยภายใน 22 ก.ค.นี้ เผยบริษัทในเวียดนามยังยอมถอดโฆษณา ขณะที่อินโดนีเซียเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง แล้วไทยได้อะไรจากการทำรายได้ของเฟซบุ๊กและยูทูบ

พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 มิ.ย.60 ที่ผ่านมา กสทช.ได้เชิญบริษัทที่มี งบโฆษณาสูงสุดบนออนไลน์ 47 บริษัท มาทำความเข้าใจและขอความร่วมมือเกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการกำกับดูแลกิจการกระจายเสียงและกิจการ โทรทัศน์ประเภท Over The Top (โอทีที) หรือ แอพพลิเคชั่นทีวี โดย กสทช.ชี้แจงว่า ช่วงนี้เป็นช่วงทำความเข้าใจและให้เวลาผู้ให้บริการโอทีทีมาลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 22 ก.ค.60 และหลังจากนั้น ผู้ประกอบการโอทีทีจะต้องประกอบกิจการภายใต้กฎหมายไทย หากรายใดไม่ลงทะเบียน ก็ถือว่าเป็นผู้ประกอบกิจการที่ทำผิดกฎหมาย และอยากขอความร่วมมือพิจารณาไม่สนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านั้นด้วยการโฆษณาบนช่องทางดังกล่าว

“ทั้งนี้ 47 บริษัทที่เข้าร่วมรับฟัง อาทิ ยูนิลีเวอร์, คอลเกต-ปาล์มโอลีฟ , ปตท., ไทยประกันชีวิต, โตโยต้า, ฮอนด้า, ไทยยามาฮ่ามอเตอร์, ศุภาลัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, กสิกรไทย, ไทยพาณิชย์ เป็นต้น ซึ่งล้วนเป็นเจ้าของเม็ดเงินที่นำไปซื้อโฆษณาบนออนไลน์ และส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาด หลักทรัพย์ เป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีบรรษัทภิบาลที่ดี ทำให้ตนเชื่อมั่นว่าจะให้ความร่วมมือกับ กสทช.ด้วยการสนับสนุนผู้ให้บริการโอทีทีที่ปฏิบัติตามขั้นตอนและกฎหมายไทย ซึ่งมีให้ เลือกมากมาย ทั้งทีวีดิจิทัล 22 ช่อง และสื่ออื่นๆ ที่ทำอย่างถูกกฎหมาย”

พ.อ.นทีกล่าวต่อถึงความคืบหน้าการรับจดทะเบียนโอทีทีว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการติดต่อประสานงานจากเฟซบุ๊กและยูทูบว่าจะมาลงทะเบียนเมื่อใด ซึ่งเฟซบุ๊กและยูทูบมีเวลาตัดสินใจถึงวันที่ 22 ก.ค.60 หากไม่มาลงทะเบียนตามวันเวลาจะถือว่าไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไทย และบริษัทที่มีการโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบก็จะเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายด้วย ซึ่งตามลำดับขั้นตอนแล้ว กสทช.จะทำหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ช่วยตรวจสอบว่าบริษัทที่มี การโฆษณาบนเฟซบุ๊กและยูทูบว่าได้ดำเนินการตามบรรษัทภิบาลครบถ้วนหรือไม่

“หากบริษัทใดยังคงให้การสนับสนุนหรือโฆษณา บนเฟซบุ๊กและยูทูบ ก็ถือว่าเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามกฎหมายอาญาต้องได้รับโทษ 2 ใน 3 ตามความผิดที่เกิดขึ้น ยกตัวอย่าง เช่น หากมีกรณีปรับผู้ประกอบการโอทีที 600,000 บาท ก็ต้องปรับเจ้าของเงินที่ลงโฆษณา 400,000 บาทด้วย หรือถ้าจำคุก 5 ปี ก็ต้องจำคุกเจ้าของเงินเป็นเวลา 3 ปี อย่างไรก็ตาม มาตรการทางกฎหมายนั้นจะเป็น มาตรการสุดท้ายที่ กสทช.จะใช้บังคับ เพราะเชื่อว่าบริษัทที่มีธรรมาภิบาลที่ดีจะไม่สนับสนุนผู้กระทำความผิดอย่างแน่นอน”

พ.อ.นทีกล่าวต่อว่า ในช่วงที่ประเทศเวียดนาม จัดระเบียบธุรกิจบริการโอทีที และได้เชิญบริษัทที่ใช้เงินโฆษณาสูงสุดมาหารือนั้น ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัทเหล่านั้น โดยบริษัท ยามาฮ่า, เวียดมิลล์, เวียดเจต ได้ยกเลิกการโฆษณาบนยูทูบ และเฟซบุ๊ก เป็นเวลา 1 เดือน จนในที่สุดทั้งเฟซบุ๊ก และยูทูบยินยอมมาตั้งสำนักงานในเวียดนาม และทั้ง 3 บริษัทก็กลับไปใช้บริการโฆษณาเหมือนเดิม ขณะที่อินโดนีเซียก็เรียกเก็บภาษีย้อนหลังกับกูเกิล ราว 400 ล้านเหรียญฯ หรือ 1,200 ล้านบาท (30 บาทต่อดอลลาร์)

“ในขณะที่เฟซบุ๊กและยูทูบทำรายได้จากไทยปีละ 4,500 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี แล้วจ่ายภาษีให้ประเทศไทยหรือไม่ หากไม่มีการเสียภาษีให้ไทย แล้วรัฐบาลจะนำเงินจากไหนมาพัฒนาประเทศมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผมไม่ได้กีดกันเฟซบุ๊กและยูทูบที่จะให้บริการในประเทศไทย ประชาชนยังคงสามารถใช้บริการได้ เพียงแต่เฟซบุ๊กและยูทูบจะไม่สามารถหารายได้จากประเทศไทยเท่านั้น”.