บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟุ้งปีนี้ไทยส่งออกข้าวทำนิวไฮ

สิงคโปร์-ฮ่องกง-อิรัก-อิหร่านเข้าคิวขอซื้อ

“พาณิชย์” คาดปีนี้ไทยส่งออกข้าวได้ 11 ล้านตัน ทำนิวไฮหลังปี 57 ส่งออกสูงสุด 10.97 ล้านตัน ส่วนราคาข้าวขยับขึ้นต่อเนื่อง ผลพวงระบายข้าวสต๊อกรัฐออกเกือบหมด “อภิรดี” ฟุ้งลูกค้าหลายประเทศเข้าคิวขอซื้อข้าวไทยอื้อ ทั้งสิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก อิหร่าน ศรีลังกา บังกลาเทศ ด้าน “ฉัตรชัย” เดินหน้าตรวจเข้มสต๊อกข้าวเสื่อม หวั่นผู้ประมูลแอบขายข้าวเสื่อมให้คนบริโภค

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์ข้าวของไทยว่า ขณะนี้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้น มีปริมาณการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 มิ.ย.60 สามารถส่งออกได้แล้ว 5.9 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 20% รวมมูลค่า 87,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% หรือมูลค่า 2,535 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 16% ประเมินว่าปีนี้ไทยมีแนวโน้มจะส่งออกได้สูงถึง 11 ล้านตัน จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพียง 10 ล้านตัน ถือว่าสูงกว่าที่เคยทำสถิติไว้เมื่อปี 57 ที่ส่งออกได้ 10.97 ล้านตัน

ส่วนราคาข้าวไทยยังปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดีกว่าปีก่อนๆ โดยล่าสุดราคาส่งออกข้าวขาว 5% อยู่ที่ตันละ 458 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนที่ตันละ 440 เหรียญสหรัฐฯ, ข้าวนึ่งตันละ 476 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อนตันละ 460 เหรียญสหรัฐฯ และข้าวหอมมะลิตันละ 778 เหรียญสหรัฐฯ จากปีก่อน ตันละ 700 เหรียญสหรัฐฯ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกในประเทศปรับตัวสูงขึ้น โดยข้าวเปลือกเจ้าตันละ 8,700-8,900 บาท และข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 10,000-11,000 บาท “ปัจจัยที่ทำให้ตลาดข้าวไทยเป็นขาขึ้น เพราะรัฐบาลดำเนินนโยบายมาถูกทาง ทั้งการดูแลเกษตรกร การเร่งระบายข้าวในสต๊อก ที่จนถึงขณะนี้ระบายอีกแค่ 1 หรือ 2 ครั้ง ก็จะไม่มีข้าวเหลือในสต๊อกแล้ว ทำให้แรงกดดันต่อตลาดข้าวไทยหมดไป ดึงให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น”

นอกจากนี้ ขณะนี้หลายประเทศได้ติดต่อขอซื้อข้าวไทยต่อเนื่อง ถือเป็นปีที่ดีในด้านการค้าข้าว โดยตลาดสิงคโปร์ และฮ่องกง ที่ไทยเคยถูกคู่แข่งแย่งส่วนแบ่งตลาดไปในช่วงที่รับจำนำข้าวราคาสูง และคุณภาพข้าวไทยไม่ดี แต่ตอนนี้ไทยสามารถทวงคืนส่วนแบ่งตลาดกลับมาได้หมดแล้ว โดยเฉพาะในตลาดฮ่องกง ขณะนี้ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยเพิ่มขึ้นเป็น 70% ขณะที่ประเทศที่เลิกซื้อข้าวไทยก่อนหน้านี้ อย่างอิรัก เนื่องจากข้าวไทยมีปัญหาเรื่องคุณภาพเมื่อ 3 ปีก่อน วันนี้กลับมาซื้อข้าวไทยแล้ว และอิหร่าน ก็กลับมาซื้อข้าวไทยด้วยเช่นกัน ล่าสุดซื้อแล้ว 200,000 ตัน และจะซื้อเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ศรีลังกาก็แจ้งว่าต้องการซื้อข้าวไทย 200,000 ตัน ซึ่งอยู่ระหว่างติดต่อเพื่อส่งคณะผู้แทนการค้าเข้ามาเจรจากับไทย และบังกลาเทศ อีก 200,000 ตัน เป็นข้าวนึ่งและข้าวขาว กำลังส่งคณะผู้แทนมาหารือกับไทยวันที่ 6-7 ก.ค.นี้ ส่วนการเปิดประมูลข้าวของฟิลิปปินส์ ไทยจับตาดูอยู่ หากเปิดเมื่อไรก็พร้อมร่วมประมูล ขณะที่สัญญาข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับจีน 1 ล้านตัน จะเร่งเจรจารับมอบข้าวในส่วนที่เหลืออีก 500,000 ตันต่อไป

นางอภิรดีกล่าวถึงการเตรียมมาตรการรองรับข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 60/61 ว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งทีมงานลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยกับโรงสี และเกษตรกร เพื่อหารือว่าควรปรับปรุงมาตรการดูแลราคาข้าวเปลือกอย่างไร หรือต้องการให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการใดอีก เพื่อดูแลราคาข้าวเปลือกให้มีเสถียรภาพ ซึ่งส่วนใหญ่ยืนยันว่ามาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการมาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เหมาะสมแล้ว และอยากให้ดำเนินการต่อ ทั้งมาตรการช่วยลดต้นทุน มาตรการชะลอการขายข้าวเปลือกในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก หรือมาตรการรับจำนำยุ้งฉาง โดยกระทรวงฯจะรวบรวมข้อมูล ข้อเสนอทั้งหมด และนำเสนอให้คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) พิจารณาต่อไป

ด้าน พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ฐานะรองประธานกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) กล่าวหลังลงพื้นที่ตรวจการกำกับดูแล และนำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ในอุตสาหกรรมที่จังหวัดกำแพงเพชร ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน นบข.ทำหน้าที่รับผิดชอบการบริหารจัดการ การระบายข้าวในสต๊อกรัฐ ได้แต่งตั้งตนเป็นประธานคณะอนุกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติตามสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกรัฐและสั่งการให้ลงพื้นที่เพื่อกำกับดูแล และตรวจสอบ การนำข้าวเสื่อมคุณภาพที่ประมูลไปใช้ในอุตสาหกรรม ให้เป็นไปตามเงื่อนไขการประมูล เนื่องจากหลายฝ่ายยังกังวลว่า ผู้ประมูลข้าวเสื่อมคุณภาพอาจนำข้าวในสต๊อกรัฐที่กำหนดให้นำไปใช้ในอุตสาหกรรม ไปจำหน่ายในตลาดเพื่อการบริโภค ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทย

“การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจการทำงานของหน่วยงานปฏิบัติงานใน จ.กำแพงเพชร ครั้งนี้ไม่พบการกระทำที่ส่อไปในทางที่ลักลอบนำข้าวเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค แต่ก็ไม่ได้ชะล่าใจ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจ ตรวจสอบข้อมูลเอกสารในขั้นตอนของการเคลื่อนย้ายข้าวจากสต๊อกสู่โกดังรัฐบาลว่า ทำถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งจากนี้จะลงพื้นที่สุ่มตรวจผู้ชนะการประมูลว่านำข้าวเข้าสู่กลไกที่รัฐได้วางเงื่อนไขไว้ถูกต้องหรือไม่ เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้าวสู่ระบบค้าปกติ หากตรวจพบนำข้าวไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะริบหลักประกันและถือเป็นผู้กระทำผิดเงื่อนไขการประมูล ต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย”.