บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ไพรมารีโหวต' แท้จริงคืออะไร ??? เชื่อเถอะ! คนทั่วไปก็เข้าใจได้

กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันทีสำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โหวตผ่านวาระ 3 แบบฉลุย เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมา ด้วยคะแนน 180 เสียง โดยแก้ไขเนื้อหาในหลักการสำคัญ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นลงใน มาตรา 35 ให้พรรคการเมืองจะต้องมีตัวแทนในทุกเขตเลือกตั้ง และ มาตรา 49/1 (การสรรหา ส.ส.แบบแบ่งเขต) และ มาตรา 49/2 (การสรรหา ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ) หรือ "ไพรมารีโหวต" 

ทั้งนี้ "ไพรมารีโหวต" หรือการเลือกตั้งเบื้องต้น เป็นเพียงขั้นตอนในการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งจากพรรคการเมือง กล่าวคือ การส่งผู้สมัครจากพรรคการเมืองเพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้ง โดยสาขาพรรคประจำจังหวัดจะเป็นผู้คัดเลือกส่งตัวแทนทั้งระบบ ส.ส.เขต และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และการสรรหาขั้นสุดท้ายก็คือ สมาชิกพรรคจะประชุมเพื่อลงคะแนนว่าผู้ใดเหมาะสม แล้วส่งให้กรรมการบริหารพรรคพิจารณาเห็นชอบ
   
ทั้งนี้ในส่วนของพรรคการเมืองนั้น จะมีส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยกัน 2 ส่วน คือ 1. คณะกรรมการบริหารพรรค 2. คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งมีองค์ประกอบตามที่ข้อบังคับกำหนดไว้ แต่มีข้อจำกัดว่า ในนั้นจะมีกรรมการบริหารพรรคอยู่ไม่เกินกึ่งหนึ่ง นอกจากนี้ยังต้องประกอบด้วยหัวหน้าสาขาพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด โดยคณะกรรมการสรรหาจะมีหน้าที่ ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้ง

วีธีสรรหาแบบ "ไพรมารีโหวต" 
 
1) การสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง (ส.ส.แบบแบ่งเขต) กำหนดวิธีการว่าเมื่อกรรมการสรรหาประกาศให้มีการสมัครเรียบร้อยแล้ว ให้สาขาพรรคการเมืองหรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด จัดประชุมเพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง โดยกำหนดว่า หากเป็น "สาขาพรรค" ต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่า 100 คน ในขณะที่ "ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด" ต้องมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน เพื่อให้สมาชิกพรรคการเมืองมาลงคะแนนเพื่อเลือกบุคคลเป็นผู้สมัคร ส.ส.

เมื่อลงคะแนนเสร็จก็ให้ส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในลำดับที่ 1 และ 2 ให้กรรมการสรรหาฯ จากนั้นให้ส่งชื่อให้กรรมการบริหารพรรคเป็นผู้เลือก แต่หากไม่เลือกผู้ได้คะแนนลำดับแรก กรรมการบริหารพรรคต้องชี้แจงถึงเหตุผล แต่หากกรรมการบริหารพรรคตัดสินใจไม่เลือกทั้งสองคนที่เสนอมา ก็ต้องประชุมร่วมกับกรรมการสรรหาฯ หากมีมติเสนอใคร ก็ให้เสนอชื่อผู้นั้นเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่หากไม่เห็นด้วยก็ให้กลับไปดำเนินการคัดเลือกใหม่ตั้งแต่ต้น จากสาขาหรือตัวแทนพรรคประจำจังหวัด

2) การสรรหาผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ (ส.ส.บัญชีรายชื่อ) ซึ่งต้องคำนึงผู้รับสมัครเลือกตั้งแบบภูมิภาค และความเท่าเทียมระหว่างชายหญิง จากนั้นหัวหน้าพรรคการเมือง หรือตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดจัดการประชุม เพื่อให้สมาชิกลงคะแนนเลือกบุคคลในรายชื่อ

กล่าวง่ายๆ คือ การกำหนดวิธีให้กรรมการสรรหาฯ ประกาศให้มีการรับสมัคร เมื่อครบกำหนดก็ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบและจัดทำบัญชีรายชื่อ ไม่เกิน 150 รายชื่อ จากนั้นให้ส่งรายชื่อไปให้ "สาขาพรรค" และ "ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด" ลงคะแนนเลือก โดยการประชุมเพื่อเลือกก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการเลือกผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต โดยผู้ลงคะแนนจะลงคะแนนได้คนละ 50 รายชื่อ จากนั้นให้ประกาศคะแนนและส่งผลคะแนนให้กรรมการสรรหา โดยกรรมการสรรหาจะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเรียงลำดับตามผลรวมของคะแนน โดยให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้สมัครบัญชีรายชื่ออันดับหนึ่ง เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงส่งให้กรรมการบริหารพรรคเห็นชอบ หากเห็นชอบก็ประกาศเป็นผู้สมัคร แต่หากไม่เห็นชอบก็ต้องกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่ต้น 

สำหรับ "ข้อดี" ของการใช้ระบบสรรหาแบบ "ไพรมารีโหวต" คือ การทำให้พรรคการเมืองหลุดจากการควบคุม จากบุคคลที่ทรงอิทธิพลภายในพรรคหรือพวกนายทุน มาเป็นการให้เกียรติประชาชนในการคัดเลือกตัวแทนมากขึ้น ส่วน "ข้อเสีย" นั้น เมื่อนำมาใช้ในประเทศไทย มันอาจจะมีความโน้มเอียงในการกีดกันพรรคเล็กๆ โอกาสที่พรรคเล็กๆ จะได้คนไปลงสมัครเลือกตั้ง มีโอกาสชนะน้อยมาก และไม่ค่อยได้มีโอกาส ดังนั้นจึงทำให้เป็นปัญหาของประเทศที่ใช้ระบบการเมืองแบบสองพรรคใหญ่ คือ "ทำให้ประชาชนหมดทางเลือก"

ส่วนข้อ "โต้แย้ง" ทางการเมืองไทยนั้น การนำระบบนี้มาใช้หลักใหญ่ คือ จะขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะอาจก่อให้เกิดปัญหาภายในพรรคการเมืองต่างๆ ตามมา และกระทบต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่ราบรื่นนัก อีกทั้งพรรคการเมืองอาจมีเวลาเตรียมตัวไม่ทัน ดังนั้นเงื่อนไขของเวลาจึงสำคัญสำหรับการตัดสินใจ และสิ่งสำคัญอีกอย่างที่ลืมไม่ได้ คือ การติดต่อเชื่อมโยงเพื่อให้ข้อมูลกับภาคประชาชนนั้นเอง

สุดท้ายนี้จะ "ใช้" หรือจะ "คว่ำ" ต้องรอดูในขั้นตอนการปรับแก้ของ กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย จะตัดออกหมด พบกันครึ่งทาง หรือค่อนทาง ก็แล้วแต่ ขึ้นอยู่กับผู้ทำคลอดกติกา เพราะถ้าพูดในเชิงหลักการ "ไพรมารีโหวต" เป็นระบบที่ดี เพราะทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนในขั้นพื้นฐาน แต่ถ้าทำลวกๆ เร็วๆ ก็จะกลายเป็นช่องต่อรอง บั่นทอนความแข็งแรงของพรรคการเมือง