วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นักวิชาการท้องถิ่นชี้ แนวทวงคืน "ทับหลัง"

เสียงเรียกร้องคืน “ทับหลัง” ที่หายไปจากปราสาท “เขาโล้น” จังหวัดสระแก้ว และปราสาทหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์ ยังมีแรงกระเพื่อมอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักวิชาการและชาวบ้านในพื้นที่

ปราสาทหนองหงส์ ตั้งอยู่บ้านโนนดินแดง ตำบลโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ กรมศิลปากรให้ข้อมูลไว้บนแผ่นป้ายข้างปราสาทว่า เป็นโบราณสถานในศาสนาฮินดู ประกอบด้วยปราสาท 3 หลัง ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานศิลาแลงเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว อีก 3 ด้านเป็นประตูหลอก

ผังปราสาททั้งสามเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุม ปราสาทประธานหลังกลางมีขนาดใหญ่กว่าประสาทอีก 2 หลัง ด้านหน้ามีวิหารหรือบรรณาลัยอีก 1 หลัง ก่อด้วยอิฐศิลาแลง หันหน้าเข้าหาปราสาททิศใต้

อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูทางเข้าด้านหน้าและด้านหลัง ลักษณะการก่อสร้างและศิลปกรรมที่พบสันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยศิลปะแบบบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16

ผศ.ดร.กังวล คัชชิมา อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร สันนิษฐานว่า สาเหตุที่ปราสาทยกชั้นสูงขึ้นมากกว่าปราสาทเขมรอื่นๆ ไม่แน่ใจว่ามีการสร้างเพิ่มเติมสมัยหลังหรือไม่ ภาพที่เห็นคือมีบรรณาลัย มีประตูหลอก มีกำแพงล้อมรอบ มองไปคล้ายทั้งประตู โคปุระ และตัวปราสาทมีการยกขึ้นมาระดับหนึ่ง สาเหตุอาจเกิดจากน้ำท่วมก็ได้

หลังเดินพิจารณาไปรอบๆ อ.กังวลบอกว่า รูปแบบศิลปะเมื่อพิจารณาจากภาพเก่าที่ อ.มานิต วัลลิโภดม บันทึกไว้ เป็นศิลปะแบบบาปวนอายุราวๆ 1,000 ปี แต่ปัจจุบัน ลวดลายไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้งกรอบประตู และทับหลังหายไปหมด
หากพิจารณาความเกี่ยวโยงกับโบราณสถานข้างเคียง อาจารย์บอกว่า บริเวณแถวนี้เป็นเมืองที่อยู่ริมเขาพนมดงรัก มีบ้านเมืองตามระยะทางไปเรื่อยๆสองฝั่ง บนเทือกเขาเองก็มีเทวสถาน มีรอยพระพุทธบาท สองฟากฝั่งเทือกเขามีปราสาทน่าจะร่วมสมัยกันอยู่ ตัวอย่างเช่น ปราสาทเขาโล้น เป็นต้น

ปราสาทเขาโล้นเป็นอีกปราสาทหนึ่งที่ “ทับหลัง” หายไป ตัวปราสาทตั้งอยู่พื้นที่ ต.ทัพราช อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ภาพที่เห็นปัจจุบันคือ ปราสาทหลังเดียว ก่อสร้างด้วยอิฐ ชาวบ้านสร้างอาคารใหม่ยื่นมาข้างหน้า เพื่อไว้ใช้สำหรับที่นั่งพักเมื่อมาทำบุญ บริเวณทางขึ้นมีสระน้ำขนาดใหญ่ ทางเดินขึ้นปราสาทลาดด้วยหินก้อนเล็กใหญ่ สองข้างทางมีต้นไม้ต่างๆ รายเรียงเป็นแนว ใกล้องค์ปราสาทมีต้นจำปาทั้งสองข้างทาง

ผศ.ดร.กังวลบอกว่า ข้อมูลบางแห่งบอกว่า เดิมมีปราสาท 3 หลัง บ้างก็ว่า 4 หลัง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วน่าจะมีอยู่หลังเดียว สร้างด้วยอิฐอยู่บนเนินเขาเตี้ยๆ อายุน่าจะใกล้เคียงกับปราสาทสด๊กก๊อกธม

จุดบ่งบอกอายุคือ ภาพถ่ายของอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ที่ถ่ายภาพทับหลังไว้ สมัยที่อาจารย์มานิตมาสำรวจนั้น มีทั้งทับหลังและกรอบประตู แต่ปัจจุบันหายไปหมดแล้ว เหลือแต่ช่องที่เป็นอิฐ สันนิษฐานจากภาพเก่า น่าจะเป็นสมัยบาปวน อายุราว 1,000 ปี คืออายุใกล้เคียงกับปราสาทหนองหงส์

เกี่ยวกับปราสาทเขาโล้น ประเด็นที่น่าสนใจคือ พบจารึกที่สร้างก่อนอายุปราสาทราว 300 ปี จารด้วยอักษรสมัยปัลลวะ อาจเป็นไปได้ว่า เดิมเคยมีปราสาทมาก่อน เมื่อปราสาทนั้นเสื่อมโทรมก็สร้างปราสาทขึ้นมาใหม่ โดยสร้างทับที่ตั้งปราสาทองค์เดิม

เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว “ทวง” ทับหลังคืนปราสาท นายทนงศักดิ์ หาญวงษ์ นักวิชาการอิสระในพื้นที่ยืนยันว่า ทับหลังที่หายไปจากปราสาทหนองหงส์ มีหลักฐานเป็นภาพขาว-ดำที่อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ถ่ายไว้ในช่วงสำรวจทางโบราณคดีระหว่าง พ.ศ.2503-2504 และคาดว่าน่าจะถูกขโมยไปจากประเทศไทยราว พ.ศ.2508 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับการหายไปของทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ที่ปราสาทหินพนมรุ้ง และยังมีโบราณวัตถุอื่นๆหายไปปรากฏอยู่ในต่างประเทศอีกเป็นจำนวนมาก

นักวิชาการอิสระเผยรายการโบราณวัตถุที่ต้องทวงคืนว่า ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทหนองหงส์ ประติมากรรมรูปม้าและภาพสลักบนเสาติดกับผนังจากปราสาทพนมรุ้ง จำนวน 6 ชิ้น

และยังมีพระสำริดกรุประโคนชัยจากปราสาทปลายบัด 2 จำนวน 20 องค์ รวมโบราณวัตถุทั้งสิ้นจำนวน 26 ชิ้น แต่ละชิ้นนั้น ยังอ้างอิงที่มาจากหนังสือ บทความที่เคยตีพิมพ์ และเผยแพร่แหล่งที่พบ ตลอดจนอยู่ในความครอบครองของใคร สถานที่แห่งใด และหนังสือสำคัญที่ใช้อ้างอิงนั้นได้แก่ Emma C. Bunker.Pre-Angkor Period Bronzes from Prakhon Chai Archives of Asian Art, Vol. 25 (1971/1972). Emma Bunker, The Prakhon Chai story : facts and fiction. Art of Asia March-April. 2002. กรมศิลปากร.โครงการและรายงานการสำรวจและขุดแต่งโบราณวัตถุสถานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.2502 และกรมศิลปากร. ประติมากรรมสำริดชิ้นเยี่ยม จากบ้านฝ้าย ลำปลายมาศ บุรีรัมย์.2516.

และบอกว่ามีพระกรุประโคนชัย 20 องค์ ที่ต้องทวงคืน เนื่องจากมีหลักฐานแสดงได้ชัดว่า มีที่มาจากปราสาทปลายบัด 2 เดิมตั้งอยู่ในเขต อ.ละหานทราย หรือติดเขตกับ อ.ประโคนชัย ปัจจุบันตั้งอยู่บ้านยายแย้ม ต.ยายแย้มพัฒนา อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ และถูกลักลอบนำออกจากประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย ดังนี้...

1.พิพิธภัณฑ์เมโทรโปลีแทน The Met : นิวยอร์ก จำนวน 4 องค์ 2. พิพิธภัณฑ์ ชอง-มุน-ลี Asian Art Museum of San francisco จำนวน 4 องค์ และโบราณวัตถุอื่นๆ จำนวน 5 ชิ้น 3. พิพิธภัณฑ์ Norton Simon Art Foundation : แคลิฟอร์เนีย จำนวน 3 องค์ 4. พิพิธภัณฑ์ Asia Society Galleries : นิวยอร์ก จำนวน 2 องค์ 5. พิพิธภัณฑ์ The Denver Art Museum : เดนเวอร์ จำนวน 3 องค์ 6. พิพิธภัณฑ์ Kimbell Art Museum : เท็กซัส จำนวน 1 องค์ 7. พิพิธภัณฑ์ Philadelphia Museum of Art : ฟิลาเดลเฟีย จำนวน 1 องค์ 8. พิพิธภัณฑ์ Art Institute of Chicago : ชิคาโก จำนวน 1 องค์ 9. พิพิธภัณฑ์ Brooklyn Museum of Art : นิวยอร์ก จำนวน 1 องค์

และยังมีโบราณวัตถุอื่นๆ จำนวน 6 ชิ้น ในจำนวนนั้นมีทับหลังรูปพระยมทรงกระบือ จากปราสาทหนองหงส์ อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์

นายทนงศักดิ์เสนอแนวทางทวงคืน ปัจจุบันง่ายกว่าเมื่อครั้งประเทศไทยเคยทวงคืนทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์มาก และไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการทวงคืน ขอเพียงแต่ให้รัฐบาลไทยประสานงานไปยังนายเบรนตัน อีสเตอร์ นักสืบพิเศษชำนาญการ สังกัดหน่วยงาน Homeland security ของสหรัฐอเมริกา และนายเจสัน แฟลท์ อดีตนักหนังสือพิมพ์เคยสังกัด LA Times ที่สร้างเว็บไซต์ https://chasingaphrodite.com/  ไล่ล่าทวงคืนวัตถุโบราณที่ถูกลักขโมยจากประเทศผู้เป็นเจ้าของ

นายเจสันคือตัวจักรหนึ่งที่ทำให้โบราณวัตถุหลายๆชิ้นที่ทางอเมริกาได้จับและส่งคืนประเทศต้นกำเนิด เพราะมีหลักฐานการขโมยและลักลอบส่งออกจากประเทศต้นกำเนิดที่สำคัญสองประการคือ หนึ่งไม่มีหลักฐานการนำเข้าอเมริกาอย่างถูกกฎหมายหรือได้สร้างใบหลักฐานสำแดงเท็จ (เช่น แจ้งว่าเป็นของทำเทียมเลียนแบบ เป็นต้น) และสองการครอบครองที่เป็นเท็จ

กรณีโบราณวัตถุของไทยที่ต้องทวงคืนนั้น มีการลักลอบขุดเกิดขึ้นหลัง พ.ร.บ.โบราณสถานและโบราณวัตถุฯ พ.ศ.2504 ร่วมสามปี ถ้าอธิบดีกรมศิลปากรสมัยนั้นไม่ได้เซ็นอนุมัติการนำออกจากประเทศไทย ถือว่าเป็นของโจร ใบสำแดงการครอบครองหรือ provenance จะเป็นตัวยันว่าปลอม แสดงว่าเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมายไทยอย่างแน่นอน

ขนาดนี้แล้ว กรมศิลปากรจะ “มั่นอยู่ในอุเบกขา” ได้อย่างไร.