วันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จาก...แผนพัฒนาชาติ สู่...ยุทธศาสตร์ชาติ (3)

โดย ซูม

(ต่อจากวานนี้)

หลังจากแผนพัฒนาฉบับที่ 5 (25-25-2529) แล้ว แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของชาติก็แผ่วลง อาจมีแผน 6 (พ.ศ.2530-2534) ที่ยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จากแผน 5 และยังมีแผน ปฏิบัติการรองรับอยู่อีกช่วงหนึ่ง

แต่พอถึงแผน 7 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบันแผน 12 เกือบทุกฉบับ จะเป็นแค่แผนชี้ทิศทาง หรือคู่มือในการเดินทางของประเทศอย่างกว้างๆเท่านั้น ไม่มีโครงการอย่างละเอียดมารองรับเหมือนแผนแรกๆ

จึงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ่อยๆว่าไม่ค่อยชัดเจนและไม่ค่อยมีใครหยิบไปใช้เท่าไรนัก ยิ่งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทบไม่ใช้เลย

แต่ในข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะในระบอบประชาธิปไตยแผนพัฒนาชาติควรจะมีลักษณะเช่นนี้เท่านั้น คือเป็นแผนชี้ทิศทางเท่านั้น ในขณะที่รายละเอียดของโครงการใหญ่ๆควรเป็นเรื่องของรัฐบาลที่มาจากประชาชนจะตัดสินใจ

ดังนั้น การมี “ยุทธศาสตร์ชาติ” ขึ้นมาครอบแผนพัฒนาอีกโสตหนึ่ง ดังเช่นที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ จึงถือเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย

จริงๆแล้ว คำว่า “ยุทธศาสตร์ชาติ” ไม่ใช่เรื่องใหม่ ใครที่เรียน วปอ. หรือติดตามผลงานของ วปอ. จะคุ้นเคยกับคำนี้ เพราะทุกรุ่นที่จบการศึกษาจะมีการนำเสนอ ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกิจกรรมสุดท้าย

เผอิญว่าที่ผ่านมา เมื่อเสนอแล้ว วปอ.ก็เก็บไว้ อาจจะแจ้งให้หน่วยราชการทราบบ้าง แต่ก็จะแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น ทำให้เป็นเรื่องของการแจ้งภายใน และคำว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ก็เป็นคำที่คุ้นกันอยู่เฉพาะวงใน

เพิ่งจะมาโด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในรัฐบาลนี้เอง

ในความเห็นของผมคิดว่า รัฐบาลที่จะดำเนินการตามยุทธศาสตร์นี้ได้ จะต้องเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในมือเท่านั้น

รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์จะไม่เอาด้วยอย่างแน่นอน เพราะแค่แผนพัฒนาที่กำหนดโครงการรองรับอย่างละเอียด เขายังไม่ยอมรับ คงจะรู้สึกอึดอัดอย่างมากที่จะต้องมาทำตามกรอบที่วางไว้ล่วงหน้าถึง 20 ปี

แต่โดยรูปแบบของรัฐธรรมนูญที่กำหนดความยุ่งยากต่างๆเอาไว้ ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการยากที่รัฐบาลจากการเลือกตั้งจะได้ครองเสียงข้างมาก และได้จัดตั้งรัฐบาล

การที่จะมาแก้หรือยกเลิกกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คงไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม หากจะมองจากผลประโยชน์แห่งชาติเป็นที่ตั้ง คงไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเชื่อว่ายุทธศาสตร์ที่จะร่างออกมาน่าจะเป็นเรื่องดี หากสามารถทำได้ตามนั้น ก็น่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย

แต่จุดน่าห่วงจะอยู่ที่รัฐบาลจะควบคุมไม่ให้เกิดคอร์รัปชันได้หรือไม่ จะสามารถสร้างระบอบธรรมาภิบาลในภาครัฐไว้ได้อย่างไม่บกพร่องหรือไม่ในระหว่างดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติที่ทอนลงมาเป็นแผนปฏิบัติการในแต่ละช่วงในวันข้างหน้า

ถ้าคุมไม่ได้ก็อาจนำไปสู่ชนวนของการต่อต้าน หรือทักท้วง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในยุค 14 ตุลาคม

ผมก็ขอฝากข้อคิดนี้ไว้กับรัฐบาลนี้ ที่เป็นผู้ริเริ่มการใช้ยุทธศาสตร์ชาติ และกำหนดข้อผูกพันต่างๆไว้ว่าอาจจะเกิดอะไรขึ้นบ้างถ้าเดินต่อไปตาม พ.ร.บ.

ความอึดอัดจากภาคการเมืองนั้นมีแน่นอน...แต่ถ้ายุทธศาสตร์ต่างๆได้ผล ประเทศชาติเดินหน้าด้วยดี และไม่มีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงจะไปได้เรื่อยๆ

แม้จะมีเสียงบ่นด้วยความอึดอัดจากฝ่ายการเมืองบ้าง แต่ก็จะเงียบหายไปเอง หากประชาชนส่วนใหญ่พอใจ

แต่ถ้าผลของยุทธศาสตร์ชาติไม่ประสบความสำเร็จ เศรษฐกิจไม่ดีขึ้น ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ดีขึ้น หรือมีเรื่องคอร์รัปชันเกิดขึ้น บทสรุปของการดำเนินงานตามกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติก็คงจะออกมาคล้ายๆกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 อีกครั้งหนึ่ง

ผมก็ฝากไว้ประกอบการพิจารณาเท่านั้น เพราะเดินมาถึงจุดนี้แล้ว ยังไงๆ คสช.ก็คงจะเดินหน้าต่อไป ผมขอเอาใจช่วย (อย่างคนที่มองประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก) ขอให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปด้วยดี...นะครับ.

“ซูม”