วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมานฉันท์เกิดขึ้นได้ยังไง

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เชิญ ร.ต.อ.ดร.นิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย พูด “กระแสโลก” รับใช้นักวางแผนพัฒนาท้องถิ่น รุ่นที่ 7 ศุกร์วันนี้ 30 มิถุนายน 2560 เวลา 13.00-16.00 น.ที่สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น จ.ปทุมธานี

ผู้อ่านถามในไลน์ไอดี @ntp5 ว่า “เคยมีประเทศใดในโลกที่หลังจากมีความขัดแย้งรุนแรงแล้ว ภายหลังกลับมาดีกันได้ ดีกันเหมือนกับตอนก่อนที่สังคมจะแตกแยกคะ?”

ผมขอนำมาตอบในเปิดฟ้าส่องโลกว่า “มีครับ” แต่คู่กรณีต้องหยุดป่วนให้สังคมแตกซ้ำๆ ซากๆ อีก คำถามของท่านทำให้ผมนึกถึงสังคมอเมริกันก่อน พ.ศ.2360 ซึ่งแตกแยกมากเพราะผู้คนถูกปั่นหัวด้วยข้อมูลทั้งจากพรรคเฟเดอรัลลิสต์ และพรรคเดโมเครติก-รีพับลิกัน

หลังสงคราม พ.ศ.2355 พรรคการเมืองที่มีชื่อว่าเฟเดอรัลลิสต์ ซึ่งเป็นพรรคที่มีแต่คนพูดจาโจมตีรุนแรงก็เริ่มเห็นลางแพ้ สังคมอเมริกันที่เคยแตกแยกรุนแรงจึงกลับมาสู่สันติสุข ผู้คนเริ่มมีความรู้สึกใหม่ๆ ซึ่งเป็นความรู้สึก “ชาตินิยม” ความรู้สึกนี้ทำให้เกิด American system หรือระบบอเมริกัน เป็นระบบที่ผู้คนเลิกขัดแย้งและหันมามุ่งการพัฒนา

ประธานาธิบดีสหรัฐฯใน พ.ศ.2360 ชื่อเจมส์ มอนโร จากพรรคเดโมเครติก-รีพับลิกัน มีความเชื่อว่าคนที่มาจากต่างพรรคที่เคยขัดแย้งสามารถทำงานร่วมกันได้ มอนโรจึงเดินทางไปบอสตันเพื่อขอการสนับสนุนจากอดีตสมาชิกพรรคเฟเดอรัลลิสต์ และเรียกร้องให้คนในชาติเลิกทะเลาะกัน ท่านฝากให้ผู้คนเลิกแบ่งฝ่ายและหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยกันทำให้ประเทศมีเอกภาพ

พวกเฟเดอรัลลิสต์ก็ยังงงๆ สงสัยความจริงใจของพรรคศัตรูแต่มอนโรก็แสดงความจริงใจให้เห็นด้วยการตั้งจอห์น ควินซี แอดัมส์ คนสำคัญของพรรคเฟเดอรัลลิสต์เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

ทุกครั้งที่พูดถึงพรรคคู่แข่ง มอนโรพูดด้วยความสุภาพและจริงใจ ทำให้คนหันมาสนับสนุนพรรคเดโมเครติก-รีพับลิกันกันมาก ถึงขนาดสมาชิกจำนวนหนึ่งทิ้งพรรคเฟเดอรัลลิสต์ของตนและหันไปให้การสนับสนุนประธานาธิบดีมอนโรในการพัฒนาชาติ

หนังสือพิมพ์บอสตัน โคลัมเบียน คอนติเนล ตีพิมพ์ข่าวใน หนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 12 กรกฎาคม 2360 ว่า “ขอแสดงความยินดีที่ประเทศชาติ (พ้นยุคความขัดแย้งรุนแรง) เข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรู้สึกที่ดีแล้ว”

เมื่อเลิกทะเลาะกัน บรรยากาศความเป็นไปในสหรัฐฯก็เริ่มแฮปปี้มีความสุข ประชาชนคนอเมริกันหันมาสนับสนุนพรรคเดโมเครติก–รีพับลิกันเต็มตัว จนทำให้มอนโรเป็นประธานาธิบดี ถึง 2 สมัย การเลือกตั้งประธานาธิบดีสมัยที่สอง นายมอนโรได้คะแนนเสียงมากถึง 231 จาก 232 เสียง

ความแตกแยก หรือความสามัคคี เป็นที่พวกผู้นำระดับชาติ ถ้าพวกผู้นำมีจิตใจโหดเหี้ยม ต้องการแบ่งแยกประชาชนคนของตนเพื่อให้ปกครองได้ง่าย ให้ผู้นำใช้วาจาสมานฉันท์เท่าใด ก็ย่อมมีหางโผล่ออกมาให้ประชาชนเห็นและระแวง ความสมานฉันท์ก็ไม่เกิด

ถ้าผู้นำจริงใจและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง ความปรองดองก็จะเกิดความสำเร็จ สมัยก่อนตอนที่มอนโรเป็นประธานาธิบดีนั้น สหรัฐฯไม่ใช่ชาติรัฐมหาอำนาจใหญ่โตมโหฬารเป็นเบอร์หนึ่งของโลกอย่างปัจจุบันทุกวันนี้

ยุโรปหลายชาติจึงจ้องและต้องการเข้ามาแทรกแซงสหรัฐฯอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เมื่อประชาชนคนทั้งชาติสามัคคีแล้ว มอนโรจึงปิดประเทศด้วยการออกหลักการมอนโรและแถลงต่อรัฐสภาเมื่อ 2 ธันวาคม 2366 ว่า สหรัฐฯมีนโยบายต่างประเทศหลัก 3 ข้อ 1.ไม่แสวงหาอาณานิคม 2.ไม่แทรกแซง และ 3.ดำรงตนอยู่อย่างโดดเดี่ยว ยิ่งมีหลักการมอนโรคนอเมริกันยิ่งสามัคคีและรักกัน หันมาปกป้องไม่ให้สหรัฐฯถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจยุโรป

ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีครบ 2 วาระ ก็มีการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ในปลาย พ.ศ.2367 จอห์น ควินซี แอดัมส์ (ที่มอนโรไปเชิญมาเป็น รมว.ต่างประเทศ) ก็ลงสมัครด้วย (และชนะ) คนนี้มาจากพรรคที่มีธรรมชาติชอบยุแยงตะแคงรั่วให้สังคมแตกแยก สังคมอเมริกันจึงกลับมาทะเลาะกันใหม่ในเรื่องผลประโยชน์ระหว่างภาคเหนือกับภาคใต้

ความสามัคคีในชาติหมดไปอีกแล้ว เกิดการขัดแย้งทางการเมืองเพื่อรักษาผลประโยชน์ของภาคของตนเอง

คราวนี้คนอเมริกันจึงหันมาบ้าเรื่อง “ภาค”

“ฉันเป็นคนใต้ เธอเป็นคนเหนือ”

“ภาคนิยม” ทำให้คนอเมริกันต่างภาคเริ่มทะเลาะกันครับ.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com