วันพุธที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทอน 7 ล้าน โฉ่วัดดังกทม. ปปป.ลุยรื้ออีก 23 แห่ง

ผช.เจ้าอาวาสโต้เดือด!

ผอ.พศ.สั่งลดอำนาจผู้บริหารระดับสูงของ พศ.ถูกกล่าวหาเอี่ยวทุจริตเงินทอนวัดแต่ยังไม่พักงานจนกว่า บก.ปปป. หรือ ป.ป.ช.จะชี้มูลความผิด ด้านรองผู้การ ปปป.เตรียมลุย 23 วัด ทั่วประเทศ หลังพบข้อมูลทุจริตเงินทอนวัด เผยก่อนหน้า สอบปากคำรองเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ ยันทอนเงินคืน 7 ล้านบาทให้กับ 1 ในผู้ต้องหา ผู้บริหารระดับสูง พศ.จริง ขณะที่รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามฯ โต้เดือด ให้ ปปป.เอาหลักฐาน ออกมาใครพูด ใครทอน ทอนให้ใคร เพราะเจ้าอาวาส เพิ่งมรณภาพไปเมื่อเดือนที่แล้ว

ภายหลังกองบังคับการตำรวจปราบปรามการ ทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เปิดยุทธการปราบโกงวัด จับกุมผู้เกี่ยวข้องเครือข่ายทุจริตเงินอุดหนุนงบประมาณบูรณะและปฏิสังขรณ์วัด ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) หรือที่ เรียกคดี “เงินทอนวัด” หลังตรวจพบมีวัดที่ร่วมทุจริต 12 แห่ง สร้างความเสียหายแก่รัฐสูงถึง 60.5 ล้านบาท โดย บก.ปปป.ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมนำกฎหมายฟอกเงินเล่นงานผู้กระทำความผิด ทั้งนี้ ยังได้แจ้งข้อหาตามมาตรา 147 และ 157 แก่นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและ การศาสนสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางณัฐฐาวดี ตันตยาวิสารสุทธิ์ นักวิชาการ พศ. พร้อมพวกอีก 3 คน ที่ไม่ใช่ข้าราชการ แต่มีส่วนรู้เห็นและสนับสนุน พร้อมทั้งเร่งติดตามผู้ร่วมกระทำความผิดอีก 5 คน มีทั้งอดีต ผอ.พศ. และข้าราชการระดับสูงของ พศ.รวมอยู่ด้วย ขณะที่เจ้าอาวาสวัด พนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา ให้ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายแถลงข่าว แจงทำไปตามที่ผู้บริหาร พศ. แนะนำ ไม่มีส่วนรู้เห็น และไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ เรื่องเงินอุดหนุนวัด 10 ล้านบาท พร้อมทั้งให้ ตัวแทนแจ้งความดำเนินคดีผู้บริหารคนดังกล่าวในข้อหาฉ้อโกง

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 28 มิ.ย. ที่ บก.ปปป. ชั้น 4 ศูนย์ราชการ อาคารบี ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาธร รอง ผบก.ปปป. เปิดเผยว่า หลังจากเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. มี หลายหน่วยงาน อาทิ ปปง. สตง. บก.ปอท. บก.ป. และ บก.ปอศ. เข้าประชุมหารือถึงคดีเงินทอนวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดย พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. ได้แบ่งงานและให้เจ้าหน้าที่ กก. 1-4 บก.ปปป. ตรวจสอบวัด 23 วัด เป้าหมายทั้งใน กทม.และต่าง– จังหวัด หลังจากพบมีข้อมูลในการทอนเงินวัด

“เมื่อ 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เข้าตรวจสอบที่วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร เขตบางกอกใหญ่ กทม. พร้อมทั้งสอบปากคำและพูดคุยกับรองเจ้าอาวาสวัด ท่านให้การยอมรับ มีการทอนเงินคืนให้กับนายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ผอ.ส่วนบูรณะพัฒนาวัดและ การศาสนสงเคราะห์ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) 1 ในผู้ต้องหาที่ บก.ปปป.แจ้งข้อกล่าวหาไป 7 ล้านบาทจริง ท่านให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทั้งนี้ ในการทำคดีเงินทอนวัด พล.ต.ต.กมลได้ให้นโยบาย บก.ปปป.จะตรวจสอบวัดที่ไม่ซ้ำซ้อนกับที่ สตง.และ ป.ป.ช.ตรวจสอบไปแล้วเพื่อความรวดเร็ว แต่จะประสานความร่วมมือกับหน่วยอื่นตลอด หลัง จากได้ข้อมูลการสอบสวน จะนำส่งให้ ป.ป.ช.ไต่สวน ชี้มูลความผิดตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป” พ.ต.อ.จักษ์กล่าว

วันเดียวกัน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีที่มีผู้บริหารระดับสูงของ พศ. ที่มีชื่อในคดีเอี่ยวทุจริตเงินทอนวัด ทั้งยังถูกวัดแจ้งความดำเนินคดี แต่ยังทำหน้าที่บริหารงานราชการอยู่ว่า ได้จำกัดอำนาจการบริหารของผู้บริหารคนดังกล่าวแล้ว โดยไม่ให้ดูในเรื่องของงบประมาณ หรือบริหารงานบุคคล จะไม่ให้คุมอะไรที่เกี่ยวกับการอนุมัติ เพื่อลดอำนาจทั้งหมดจนกว่า บก.ปปป. และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะ ชี้มูลความผิดมา ขณะนี้ขั้นตอนอยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวน และตามขั้นตอนของกฎหมาย หากยังไม่ถูกตัดสินว่ามีความผิด ยังถือเป็นผู้ที่บริสุทธิ์ ส่วนเรื่องการพักการปฏิบัติหน้าที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นมาก่อน ขณะนี้มีเพียงการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเท่านั้น และตำรวจดำเนินการสืบสวนคดีดังกล่าวอยู่ พศ.ได้ส่งข้อมูลหลักฐานที่ตำรวจร้องขอไปให้หมดแล้ว

ด้านพระราชวิสุทธิโสภณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัด ราชสิทธารามราชวรวิหาร รักษาการเจ้าอาวาส ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ทราบว่ามีการกล่าวอ้าง ชื่อวัดเกี่ยวกับการทุจริตเงินทอนให้แก่ พศ. การออกชื่อทางสื่อมวลชน ส่งผลให้วัดเกิดความเสียหายและเสียชื่อเสียง หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง ปปป. หรือพศ. มีหลักฐานที่ชัดเจน นำออกมาแสดง ไม่ใช่กล่าวอ้างกันเช่นนี้ ที่สำคัญหากพบว่าข้าราชการกระทำความผิดจริง พศ.ต้องไปจัดการ อย่างไรก็ตาม เรื่องของงบประมาณทางวัดไม่รู้เรื่อง เนื่องจากผู้ที่ดูแล เรื่องงบประมาณต่างๆคืออดีตเจ้าอาวาส ท่านได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค.60 ที่ผ่านมา อยากให้ฝากถาม ปปป.ด้วยว่า วัดราชสิทธารามฯทอนเงินให้ใคร แล้ว พศ.ได้จ่ายเงินให้แก่พระรูปใด ขอให้นำ หลักฐานมา จะได้รู้ว่าพระรูปนั้นอยู่วัดราชสิทธารามฯหรืออยู่วัดไหน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับบุคคลทั้ง พระและ พศ. ขอให้ทุกฝ่ายทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง และ ขอให้นำเสนอข้อเท็จจริง

ทั้งนี้ มีรายงานด้วยว่า พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ (พลายงาม จนฺทสุวณฺโณ) เจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม-ราชวรวิหาร มรณภาพไปเมื่อวันที่ 19 พ.ค.60 หลังอาพาธด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ต้องเข้าออกรักษาตัวที่ รพ.ธนบุรี อยู่ประมาณ 5 ปี โดยที่ท่านจะไม่ยอมนอนอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน และจะกลับมาพักรักษาอาการอาพาธที่กุฏิ 1 วัดราชสิทธารามฯ โดยตลอด หลังการมรณภาพ พระราชวิสุทธิโสภณ (ไชยวัฒน์ ชยวฑฺโฒ) รักษาการเจ้าอาวาสแทน

ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่ทีมกฎหมายของวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา แถลงข่าว ยืนยันมีข้าราชการระดับสูงของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) เรียกรับเงินทอนเงินอุดหนุนวัดรวม 10 ล้านบาทว่า เรื่องนี้มอบให้ พศ.ไปขอการสรุปสำนวนจาก บก.ปปป. ที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับข้าราชการ พศ.ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนั้นบุคคลที่ถูกกล่าวหาต้องไปมอบตัวเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา วันนี้เรื่องต่างๆมีความชัดเจนมากขึ้น ตำรวจเป็นคนแถลงเองว่านางประนอม คงพิกุล รอง ผอ.พศ. มีส่วนเกี่ยวข้อง ขณะที่การดำเนินการกับนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ.ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องนั้น คงต้องดำเนินคดีอาญาไปตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่เกี่ยวกับการสอบสวนทางวินัย เนื่องจากนายนพรัตน์ เกษียณอายุราชการไปแล้ว ส่วนกรณีของนางประนอม ควรสั่งพักราชการทันทีหรือไม่ หลังตำรวจแจ้งข้อกล่าวหานั้น ขอให้เป็นอำนาจของ ผอ.พศ.พิจารณา

ค่ำวันเดียวกัน พ.ต.อ.จักษ์ เพ็งสาทร รอง ผบก. ปปป.เผยอีกครั้งว่า ในส่วนกรณีวัดราชสิทธารามฯนั้น เมื่อประมาณ 1-2 อาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ บก.ปปป.ได้เข้าไปพูดคุยกับรองเจ้าอาวาสวัด และท่านให้ความร่วมมือในการให้ปากคำ โดยชี้แจงว่า นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ได้มาขอเลขบัญชีท่าน เพื่อรับโอนเงินประมาณ 7 ล้านบาท ท่านให้ไปโดยไม่ได้สอบถามว่าเป็นเงินอะไร เนื่องจากนายวสวัตติ์เคยบวชที่วัดนี้และมีความคุ้นเคย หลังจากนั้นนายวสวัตติ์ก็ได้ถอนเงินทั้งหมดออกไป ส่วนรองเจ้าอาวาส และวัดก็ไม่ได้เงินอะไร คำให้การท่านเจ้าหน้าที่บันทึกไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวนขยายผล