วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สุดจำทน! "รู้มั้ย ครูต้องเจออะไรบ้าง" เปิดใจครูช่างกล ตามเช็ดวีรกรรมลูกศิษย์นอกรีต

จากกรณีที่มีมือมืดไปพ่นข้อความสีแดง ระบุว่า ‘มีนบุรีโปลีเทคนิค G.151 ลาดกระบัง’ บนป้ายชื่อสถาบันวิทยาลัยช่างศิลป ทำให้ชาวโซเชียลต่างวิจารณ์กันขรมถึงความไม่เหมาะสมของเด็กที่แสดงพฤติกรรมแบบนี้

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ นายปรวี ศรีสง่า ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค ถึงประเด็นดังกล่าว ในฐานะผู้ดูแลสถาบันที่ถูกกล่าวอ้างชื่อบนกำแพง โดยนายปรวี เปิดเผยว่า ในเมื่อชื่อที่พ่นนั้นเป็นชื่อสถาบันของตน ตนจึงขอยอมรับว่าสถาบันต้องเป็นตัวแทนในการรับผิดชอบเรื่องนี้ เพราะในสถาบันจะมีเด็กอยู่ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่เป็นนักเรียนจริง กลุ่มที่เป็นแฟนคลับไม่ได้เรียนที่นี่แต่ชอบที่นี่ และกลุ่มพวกที่เข้ามาเรียนแล้วเรียนไม่จบ มักจะเป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องที่ไม่ดี โดยส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็นกลุ่มสุดท้าย ซึ่งเมื่อเจอเหตุการณ์แบบนี้ ทางสถาบันจะไปลบให้ก่อน เพราะไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ส่วนจะเป็นเด็กของสถาบันที่เป็นผู้กระทำหรือไม่นั้น ตอนนี้ยังไม่ทราบ ต้องตรวจสอบจากกล้องวงจรปิดก่อน

แต่หากพบว่าเป็นเด็กของสถาบันจริง ตนยอมรับและจะจัดการให้โดยมีบทลงโทษขั้นสูงสุดคือ ไล่ออก เนื่องจากตนเห็นว่าการไปพ่นสีที่สถาบันอื่น หรือที่สาธารณะอื่นๆ เป็นการก่อให้เกิดความรุนแรงในอนาคตตามมาได้ ไม่ใช่แค่พ่นไม่สวย หรือทำให้โรงเรียนอื่นมีทัศนคติต่อโรงเรียนในทางลบ หรือประกาศศักดาของโรงเรียน แต่จะทำให้คนอ่านเกิดความรู้สึกถูกทำลายศักดิ์ศรี จนมีชนวนเหตุต้องตีรันฟันแทงกัน เพื่อทวงศักดิ์ศรีกลับคืนมาในที่สุด

“ผมมองว่าทันทีที่คุณไปพ่น นั่นคือเป็นการทำไม่ดี และต้องโดนไล่ออกครับ แต่วันนี้ผมได้ไปคุยกับ ผอ.วิทยาลัยช่างศิลป แล้วด้วย เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ท่านบอกว่าไม่อยากให้ลงโทษรุนแรงถึงขั้นไล่ออก เพราะเด็กเหล่านี้มีปมในใจ ซึ่งเด็กที่สร้างปัญหามักจะเกิดจากครอบครัวที่ไม่พร้อม เขาไม่มีแบบที่ดีทางสังคม จึงก่อปัญหาแบบนี้ขึ้นมาครับ” ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค กล่าว

สำหรับวิธีแก้ปัญหาไม่ให้เกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้น นายปรวี กล่าวว่า ต้องแก้ไขโดยการปรับทัศนคติของนักเรียน ต้องค่อยๆ พูดคุย เรื่องนี้เป็นเรื่องยาว อาจารย์ต้องค่อยๆ อบรมลูกศิษย์ทุกคน ซึ่งแต่ละคนมีพื้นฐานทางครอบครัวไม่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องการประกาศศักดาไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องเลย

“ต้องเข้าใจก่อนว่า โรงเรียนผมรับเด็กที่สอบไม่ติดจากที่อื่นมา เด็กที่เข้าไปอยู่ในโรงเรียนรัฐบาลและอยู่ไม่ได้ เรียนยาก หรือทนกฎระเบียบวินัยไม่ไหวก็มาอยู่ที่โรงเรียนผม และโรงเรียนเอกชนอีกหลายๆ โรง ซึ่งรับหน้าที่เป็นตัวรองรับของสังคมอยู่แล้วว่าเด็กเหล่านี้มาอยู่ที่นี่ ซึ่งผมสอนให้ทุกคนเป็นคนดีทั้งหมด แต่เขาจะรับสิ่งที่ผมสอนไปได้สักกี่คน ตรงนี้ผมไม่ทราบ” ผอ.วิทยาลัยเทคโนโลยีมีนบุรีโปลีเทคนิค อธิบาย

ด้าน อ.ภุชงค์ สมดิน ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอาคารสถานที่ อาจารย์ผู้มีหน้าที่สั่งสอนอบรมเด็กมา 20 กว่าปี และยังเป็นอาจารย์ผู้ทำหน้าที่ลบสิ่งไม่ดีที่เด็กในโรงเรียนได้ทำไว้มากกว่า 30 ครั้ง อ.ภุชงค์ ได้เล่าให้ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ฟังว่า

การที่ตนต้องออกไปลบในสิ่งที่ลูกศิษย์ทำนั้น เพื่อเป็นการลดกระแส และลดอารมณ์ของเด็กอาชีวะลง ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ตนต้องทำอยู่แล้ว เพราะบางครั้งเด็กอาชีวะการไปพ่นตามสถานที่ต่างๆ เกิดได้ทุกสถาบันไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนตน ซึ่งการพ่นของเด็กอาชีวะมีหลายลักษณะ ได้แก่ 1. การประกาศตัวเองว่าเรียนที่นี่ 2. ไปพ่นตามที่ต่างๆ เห็นคนอื่นพ่นก็อยากทำบ้าง 3. วันสำคัญของสถาบัน อย่างวันสถาปนา ก็จะไปพ่นชื่อสถาบันตัวเองเพื่อประกาศศักดา

ทั้งนี้ ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้เคยเรียกเด็กกลุ่มต้องสงสัยมาอบรมให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว ก็มีหลายครั้งที่ยอมรับว่าไปพ่นจริง และยอมรับว่าต่อไปจะไม่ทำพฤติกรรมแบบนี้อีกด้วย

“ถามว่าเหนื่อยตามลบมั้ย ร่างกายมันเหนื่อย (หัวเราะ) อย่างว่าผมทำมาชินแล้ว ผมอยู่กับเด็กอาชีวะมามันก็ชินตรงนี้ ซึ่งไม่ใช่เด็กทั้งสถาบันไปร่วมกันพ่น แต่มีเด็กไม่ถึงเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำที่มีแนวความคิดแบบนี้” อาจารย์ผู้ตามลบรอยพ่นชื่อสถาบันมากกว่า 30 ครั้ง เล่าจากความรู้สึก

นอกจากนี้ อ.ภุชงค์ ยังกล่าวต่อว่า ในแต่ละปีสถานีตำรวจจะจับมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อไปลบสิ่งที่เด็กได้ไปพ่นไว้ตามสถานที่ต่างๆ โดยมีนักเรียนจากหลากหลายสถาบันมาช่วยกันลบรอยพ่นสีร่วมกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เด็กได้ทำลงไปต้องทำให้บ้านเรือนประชาชนสกปรก และเดือดร้อน จึงต้องมารับผิดชอบในสิ่งที่ได้กระทำลงไป

“เวลาผมไปลบรอยพ่นตามสถาบันอื่นๆ ก็มีคนมาว่าผมบ้างว่า ทำไมเด็กโรงเรียนผมมาแสดงพฤติกรรมแบบนี้ ซึ่งผมก็น้อมรับคำต่อว่าเหล่านั้น และก็กลับมาสอนเด็กว่า เธอเห็นมั้ย ในสิ่งที่เธอไปทำเอาไว้ และสิ่งที่ครูต้องไปทำตามรับผิดชอบตามหลังเธอ ครูต้องไปเจอกับปัญหาที่เขาต่อว่าครูมา ครูเข้าใจ แต่พวกเธอก็ต้องเข้าใจครูด้วย ไม่ใช่ว่าเธอไปทำเอาไว้และเธอไปสนุกคนเดียว แต่ทำให้ครูบาอาจารย์เดือดร้อน มันก็ไม่ถูก บางคนก็ก้มหน้านิ่งรับทราบข้อกล่าวหากันไป บางคนก็สัญญาว่าจะไม่ทำอีกก็มี” อ.ภุชงค์ กล่าวเมื่อครั้งสั่งสอนลูกศิษย์

อย่างไรก็ตาม อ.ภุชงค์ ฝากทิ้งท้ายถึงลูกศิษย์ทุกคนด้วยว่า “สิ่งที่ผมอยากบอกกับลูกศิษย์ก็คือ อยากให้เขาเลิกทำพฤติกรรมแบบนี้ บ้านเมืองจะได้ไม่สกปรก ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อนหรือเสียหาย ในทรัพย์สินที่ต้องไปซื้อสี หรือไปจ้างเขามาทาสีใหม่ ผมก็อยากให้เขาคิดก่อนทำบ้างครับ คนอื่นจะได้ไม่เดือดร้อน”

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก Parawee Srisanga