วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดแนวรบ ‘คนริมน้ำ’ ผ่า ‘บางตะบูน’ โมเดล ม.44 ต่อลมหายใจชาวบ้าน

แล้วในที่สุดปัญหาของ 'คนริมน้ำ' ผู้ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 17) ที่เข้าข่ายรุกลำน้ำจากทั่วประเทศ ซึ่งเป็นบทเฉพาะกาล มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 60 ครบกำหนดวันที่ 22 มิ.ย. ปีเดียวกัน

ก็ได้รับการแก้ไขภายใต้ประกาศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีมติเห็นชอบใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว 57 ใช้มาตรา 18 ผ่อนปรน เว้นโทษทางอาญา และค่าปรับ กับผู้เข้าข่ายบุกรุก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการ และประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวลำน้ำ รวมทั้งกระทบต่อวิถีชีวิตในการทำประมงของชาวบ้าน

เป็นข่าวดีที่ 'มนุษย์น้ำ' ได้เฮไปตามๆ กัน

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ มีความภูมิใจในฐานะเป็น 'สื่อแรก' ในการเปิดประเด็นปัญหาของชาวบ้าน 'บางตะบูน' อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี อันเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก พ.ร.บ.เดินเรือฯ ฉบับดังกล่าว โดยจับประเด็นจากกระแสโซเชียล จากเพจดัง 'บางตะบูนมหานคร' ที่ชาวบ้านใช้เป็นกระบอกเสียงในการเรียกร้องขอความเป็นธรรม เล่าที่มารายละเอียดวิถีคนริมน้ำบางตะบูนที่มีมาแต่ช้านาน ชูประเด็นในการเป็นอัตลักษณ์และวิถีชุมชนคนริมน้ำที่มีมาแต่โบร่ำโบราณ

ความเป็นอยู่ของชาวบ้านบางตะบูน ถึงแม้จะดูแล้วเข้าข่ายรุกล้ำลำน้ำ แต่ทว่าแก่นแท้ของความเป็นจริงแล้ว นั่นเป็น 'วิถีของชาวบ้าน' ที่ดำรงคงอยู่มาหลายชั่วอายุคน มีมาก่อนที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้เสียอีก จึงทำให้เสียงสะท้อนของชาวบ้าน รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยคำวิงวอนของเด็กๆ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่คนบางตะบูนร่วมกันทำ สะท้อนออกมาอย่างเห็นภาพได้ชัด และถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะชนผ่านเว็บไซต์ 'ไทยรัฐออนไลน์' ตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมีสื่อแขนงอื่นๆ ตามมาเสริมทัพช่วยเป็นประบอกเสียง จนถึงวันที่ได้รับข่าวดีในวันที่ 27 มิ.ย. อันเป็นวันที่ คสช.มีมติเห็นชอบให้ประกาศใช้ ม.44 ยืดหยุ่นบังคับใช้กฎหมาย

เป็นไทม์ไลน์แนวรบชาวบ้านนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้!?!

ย้อนไปดูปฐมบทของเรื่อง เกิดจากการจุดพลุสะท้อนปัญหาของเพจดัง 'บางตะบูนมหานคร' ที่เป็นกระบอกเสียงแชร์ความเดือดร้อนของคนริมน้ำบางตะบูน ซึ่งจะต้องจ่ายค่าปรับย้อนหลัง 45 ปี และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างสะพานไม้ที่ทำรุกล้ำลำน้ำ มีโทษปรับนับเป็นตารางวา ตารางวาละเป็นหมื่นๆ บาท ได้รับผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดเพราะชาวบ้านมีฐานะยากจน

และที่สำคัญ ตัวแทนชาวบ้าน ยืนยันว่าสิ่งปลูกสร้างเหล่านี้ไม่ได้ทำเชิงธุริจ แต่เป็นการสร้างตามวิถีชุมชนคนริมน้ำที่ใช้ชีวิตแบบนี้มานานแล้ว เนื่องจากในพื้นที่ไม่มีถนนหนทางใช้เหมือนกับที่อื่น การสัญจรไปมาลำบาก ดังนั้น การทำสะพานไม้ยื่นลงไปในลำน้ำ ก็เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้คนอยู่กับลำน้ำแห่งนี้ได้ จึงทำให้ภาพสะท้อนของเด็กๆ ที่ก้าวขึ้นลงสะพาน ภาพชาวบ้านนั่งกินข้าวริมน้ำ ภาพพระสงฆ์พายเรือรับบาตร เป็นภาพที่สะท้อนวิถีชาวบ้านอย่างเห็นได้ชัด

“การบังคับใช้ พ.ร.บ.การเดินเรือฯ ฉบับนี้ ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ และวิถีชีวิตของชาวบางตะบูน อย่างรุนแรง ทำให้ความสุขและคุณภาพชีวิตหายไป หากท่านผู้นำกฎหมายมาใช้ ได้สัมผัสวัฒนธรรมลุ่มน้ำบางตะบูน จะเข้าใจว่าสะพานไม้เก่าๆ ชายตลิ่งไม่ได้สร้างความเดือดร้อนต่อชุมชน และไม่ได้มีไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ แต่มีไว้เพื่อการดำรงชีวิตในการสัญจรทางน้ำตามวิถีชาวบ้าน”
คือ คำกล่าวของ นายพรสุข สุขเจริญ แกนนำชาวบ้าน ในฐานะแอดมินเพจบางตะบูนมหานคร ผู้ออกมาขับเคลื่อนเรื่องนี้ พร้อมกับยืนยันว่าชาวบ้านทุกคนเคารพกฎหมาย แต่หลักการบังคับใช้กฎหมายก็ต้องใช้คู่หลักคุณธรรมด้วย และที่สำคัญ คงไม่เฉพาะคนบางตะบูนเท่านั้น ที่จะได้รับผลกระทบ

คนริมน้ำทั่วประเทศก็จะได้รับผลกระทบกับกฎหมายฉบับนี้ด้วย!!

เส้นทางการต่อสู้ของชาวบ้าน ถึงแม้จะเป็นการสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ เพจเล็กๆ แต่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาและกิจกรรมที่ทำร่วมกัน เริ่มตั้งแต่การโพสต์ภาพกิจกรรมชาวบ้าน การทำคลิปวิดีโอวิงวอน 'นายกฯ ลุงตู่' จากใจเด็กๆ การทำเวทีแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการทำบุญบายศรีรับขวัญสะพานไม้ กลายเป็นการเล่าที่มาของคนพื้นถิ่นได้เป็นอย่างดี เป็นแรงผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกรมเจ้าท่า ต้องรีบลงพื้นที่เพื่อทบทวนปัญหา และรวบรวมข้อมูลรายงานไปยังหน่วยเหนือ ชั้นบังคับบัญชา เพื่อหาทางออกของต้นแบบคนริมน้ำบางตะบูน ก่อนที่ในหลายๆ พื้นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายไปด้วย

เสียงของชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ ดังไกลไปถึงเสียงคนกลุ่มใหญ่ ที่ได้รับผลกระทบเช่นกัน หลังจากนั้นไม่นานได้เกิดการรวมตัวกันจากคนริมน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ที่เข้าร่วมขบวนด้วย โดยมีการส่งตัวแทนไปทำความเข้าใจกับกระทรวงคมนาคมและรัฐบาล ยื่นข้อเรียกร้องในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ท่ามกลางความวิตกกังวลของชาวบ้านทุกคน

ที่กลัวว่าหากไม่มีการแก้ไขก็จะเกิดความเดือดร้อนเป็นวงกว้าง

จนกระทั่งวันที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา ได้ยินคำพูดจากปาก พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงผลการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุว่า คสช.มีมติเห็นชอบใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว 57 เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการและประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวลำน้ำ รวมทั้งกระทบต่อวิถีชีวิตในการทำประมงของประชาชน จากพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เดินเรือน่านน้ำไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 17) โดยให้ขยายระยะเวลาการแจ้งต่อเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เบื้องต้น 60 วัน โดยเจ้าหน้าที่มีระยะเวลาในการพิจารณาอนุญาตหรือไม่อนุญาตภายใน 180 วัน หรือ 6 เดือน จากเดิมที่ พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทยฉบับใหม่ต้องให้มาแจ้งต่อกรมเจ้าท่าภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่ พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทยฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. 60 ซึ่งครบกำหนดไปแล้วเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 60 เมื่อมาแจ้งต่อเจ้าหน้าที่แล้ว ให้ถือว่าไม่มีโทษย้อนหลัง หรือไม่ต้องเสียค่าปรับ และจะอนุญาตให้เช่าพื้นที่ลำน้ำที่รุกล้ำ 5 บาทต่อตารารางเมตร สำหรับบ้านพักอาศัยของประชาชน ขณะที่การทำประมงพื้นบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ส่วนผู้ประกอบการโรงแรม ร้านอาหาร ให้เสียค่าเช่าตามกฎกระทรวงคมนาคม

ทั้งนี้ จากการสำรวจพบว่ามีผู้ที่รุกล้ำลำน้ำราว 1 แสนราย แต่ปัจจุบันมีผู้มาแจ้งเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เพียง 3 หมื่นราย สาเหตุเนื่องจากเกรงถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งผู้ประกอบการโรงแรม เรือแพ บ้านริมน้ำ กระชังเลี้ยงปลา หลักสำหรับผูกเรือประมงของประชาชน เนื่องจากการรุกล้ำลำน้ำ กีดขวางการเดินเรือและการใช้ประโยชน์สาธารณะ สำหรับบทลงโทษใน พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทยฉบับใหม่ กำหนดไว้ว่า ผู้ใดไม่มาแจ้งต่อกรมเจ้าท่ามีความผิดโทษปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 20,000 บาทต่อตารางเมตร หรือหากฝ่าฝืนคำสั่งรื้อถอน มีความผิดโทษปรับวันละไม่เกิน 20,000 บาท เมื่อผู้ใดมาแจ้งต่อเจ้าพนักงานแล้วแม้จะมีความผิดโทษปรับในอัตราผ่อนปรนในจำนวน 50 บาทต่อตางรางเมตร แต่ก็ยังมีอัตราที่สูง โดยคำสั่งหัวหน้า คสช.ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายหลังคำสั่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

เป็นอันว่าเสียงของชาวบ้านดังไปถึงคนในทำเนียบฯ อย่างน่าชื่นใจ

คำประกาศของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นับเป็นข่าวดีที่ชาวบางตะบูน ตั้งตารอคอยมานาน 119 วัน ทำให้ นายพรสุข ตัวแทนชาวบางตะบูน ต้องออกมาเปิดใจ ว่า พวกเราเหล่า 'มนุษย์น้ำ' ดีใจที่ไม่ได้ถูกทอดทิ้งให้อยู่กับปัญหาที่พวกเราไม่ได้ก่อขึ้น และยังได้รับความเห็นใจ เข้าใจ รับฟังจนนำมาสู่แนวทางแก้ไขในระดับประเทศ และจากนี้ไป จะคงเฝ้าดูแนวทางปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ต่างในการพิจารณาอนุญาตตามหลักกฎกระทรวงที่จะเกิดขึ้นต่อไป ว่าจะมีความสอดคล้องต่อสภาวการณ์ ณ ปัจจุบันเพียงไร จากนี้ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการดำรงในวิถีชีวิต ที่มีมาแต่ในอดีต แต่ไม่ขัดต่อกฎหมายในการป้องกันความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทรัพยากรน้ำเป็นสิ่งมีค่าสำหรับพวกเราทุกคน ควรอาศัยร่วมอย่างมีกฎเกณฑ์ เพื่อการใช้ประโยชน์ร่วมอย่างยั่งยืน

“ที่ผ่านมา พวกเราไม่เคยนำเสนอให้มีการแก้กฎหมายตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว แต่เสนอให้มีการยกเว้นบทลงโทษในอดีต และปรับแก้กฎกระทรวงในการยกเว้น ลดหย่อนค่าตอบแทนในกลุ่มที่จำเป็นต้องอาศัยร่วมทางอาชีพ และวิถีชีวิต รวมถึงการอนุญาตบ้านเรือนที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตจนเป็นชุมชนมาตลอด ตอนนี้สิ่งต่างๆ ที่นำเสนอไปก็ได้รับการตอบรับ และแก้ไขเป็นอย่างดี ตรงจุด ตรงประเด็น จึงขอยุติความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะเป็นผลแห่งการเอาเปรียบสังคม อยากให้ทุกท่านยึดหลักความเป็นจริง และอาศัยร่วมในลำน้ำอย่างถูกต้องและเหมาะสม” คือเสียงสะท้อนของแกนนำชุมชนบางตะบูน

เส้นทางการต่อสู้ของชาวบ้านบางตะบูนในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีในการเรียกร้องสิทธิอันพึงมีพึงได้ การใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมต้องยึดหลักกฎหมาย แต่กฎหมายที่ใช้ก็ต้องเดินคู่ไปกับหลักคุณธรรม และสภาพแห่งความเป็นจริง และประการสำคัญยิ่ง หากเกิดช่องว่างในการเอื้อประโยชน์กับผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็จะเกิดหนทางทำมาหากิน เกิดการทุจริตเอารัดเอาเปรียบเกิดขึ้น

ซึ่งผู้ได้รับผลกระทบคงหนีไม่พ้นชาวบ้านตาดำๆ ที่ต้องมารับกรรม!?!