วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชี้กรธ.ล็อบบี้กกต. ‘สมชัย’ โต้ ปัดไพรมารีโหวต

เชื่อลบคำปรามาสส่งเสาไฟลง 9 สปท.ลาออก-จ่อลงเลือกตั้ง ไทยยังอยู่ ‘เทียร์2’ เหมือนเดิม

งัดข้อกันหนัก “สมชัย” แฉกลับมี กรธ.เดินเกมล็อบบี้รองเลขาฯ กกต.ให้เดินตามธงไม่เอาไพรมารีโหวต เชื่อระบบใหม่ลบคำปรามาสส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ ตอก “มีชัย” พูดจาดูถูกกันเกินไป วิป สนช.ชี้ทางออกใช้ระบบไพรมารีครั้งถัดไป พท.ร่อนหนังสือถึง ปธ.กรธ.-สนช.-กกต. หนุนตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง หวั่นพรรคแตก-ส่งผู้สมัครไม่ทัน “ปึ้ง” ไล่บี้ทำ ก.ม.ยุทธศาสตร์ใหม่ ปชป.จวกเปิดรับฟังจิ๊บจ๊อยแค่ 8 คนอย่ามาเทียบ 67 ล้านคน “ศรีสุวรรณ” ยื่นศาล รธน.ตีความ ม.95 เปิดช่องต่างชาติแทรกแซงอธิปไตยไทย 9 สปท.แห่ไขก๊อกแต่งตัวรอลงสนามเลือกตั้ง “บิ๊กตู่” สวดนักการเมืองดักดานไม่คิดเปลี่ยน ไม่หลงลมโพลเชลียร์ตั้งพรรค อารมณ์บรรเจิดร่ายกลอนกลางวง ครม.

ประเด็นไพรมารีโหวตยังเป็นปมงัดข้อกันไม่จบ ระหว่างกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ล่าสุดนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ออกมาแฉกลับว่ามี กรธ.คนหนึ่ง พยายามล็อบบี้ให้ รองเลขาธิการ กกต. ให้ข่าวว่า กกต.ไม่สามารถดำเนินการจัดเลือกตั้งตามระบบไพรมารีได้

“สมชัย” แฉมี กรธ.เดินเกมล็อบบี้

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 มิ.ย. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. แถลงภายหลังการประชุม กกต. ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ได้รับจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. จะครบกำหนดส่งคำโต้แย้งวันที่ 5 ก.ค. เบื้องต้นสอบถามเจ้าหน้าที่แล้วระบุว่าไม่มีประเด็นขัดรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่า กกต.ไม่ได้สั่งให้นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.ไปชี้แจงกับกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่าระบบไพรมารีที่ สนช.ปรับแก้ไข สามารถปฏิบัติได้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.ระบุ สื่อมวลชนสามารถสอบถามโดยตรงกับนายแสวงได้ เพราะอนุญาตให้นายแสวงพูดถึงประเด็นที่ไปหารือกับ กรธ. รวมทั้งประเด็นที่มี กรธ.ท่านไหนมาล็อบบี้ให้พูดว่าทำไม่ได้ด้วย

ไพรมารีลบปรามาสส่งเสาไฟฟ้า

นายสมชัยกล่าวอีกว่า หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นการเอาคืนของ กกต. เราไม่เคยคิดแบบนั้น เรามองสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติเป็นหลัก แม้คนของ กกต.จะยากลำบาก เพราะมีขั้นตอนการทำงานมากขึ้นแต่พร้อมจะทำ ระบบไพรมารีพรรคการเมืองใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็ก การที่พรรคขนาดเล็กขนาดกลางค้านเป็นเรื่องปกติ แต่ที่พรรคใหญ่ค้านด้วยเพราะไม่เคยฟังเสียงจากประชาชน ทำให้อำนาจส่วนกลางหายไป แต่ตนมองว่าระบบนี้เป็นการลบคำปรามาสที่ว่า “พรรคส่งเสาไฟฟ้าหรือคนขับรถลงสมัครยังไงก็ได้รับเลือกตั้ง” ส่วนประเด็นที่นายมีชัยระบุว่า กกต.อาจเสี่ยงต่อการทำขัดรัฐธรรมนูญ กรณีที่ให้ใบเหลือง-ใบแดงในขั้นตอนไพรมารีโหวตนั้น เป็นการเข้าใจผิด ไม่ใช่เรื่องการให้ใบเหลือง-ใบแดง แต่เป็นการตรวจสอบคุณสมบัติเหมือนที่ กกต.เคยทำมา ถ้าคุณสมบัติไม่ครบถ้วนก็สามารถไม่ประกาศรายชื่อผู้สมัครได้ เช่นเดียวกับระบบไพรมารีหากทำไม่ถูกต้องก็ไม่ประกาศรายชื่อ แต่ถ้าไปพบปัญหาภายหลังจากได้รับเลือกตั้งแล้ว กกต.จะส่งศาลให้เพิกถอนเพราะคุณสมบัติไม่ครบ

สวน “มีชัย” อย่าดูถูก จนท.เกินไป

นายสมชัยกล่าวว่า กรธ. พยายามเอา กกต.เป็นพวก อยากเอาคำพูดของ กกต.ว่า จัดไม่ได้ จัดลำบาก เพื่อมาล้มไพรมารีโหวตของ สนช. พอเจ้าหน้าที่ กกต.บอกในทางตรงข้ามว่าทำได้ ก็ขัดใจหาว่าเจ้าหน้าที่ถูก กกต.บังคับให้พูด เลยอยากตั้งคำถามว่า กรธ. มีทัศนคติดูถูกเจ้าหน้าที่ กกต.เกินไปหรือไม่ ไหนว่าเจ้าหน้าที่ กกต.เป็นมืออาชีพ ทำงานได้ต่อเนื่องไม่ว่าจะเปลี่ยน กกต.ยกชุด ก็ทำงานได้ เมื่อเขายืนยันว่าทำงานได้ ทำไมต้องไปบอกว่าถูกสั่งให้พูด หากคิดว่าสิ่งที่ตนคิดถึงถูกต้องเท่านั้น วันหลังก็อย่าบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ว่ากฎหมายลูกต้องผ่านความเห็นชอบจาก สนช.ให้ยุ่งยาก

ตั้ง 5 สนช.ร่วมทบทวน ก.ม.กกต.

ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกวิปสนช. แถลงผลการประชุมว่า การประชุม สนช.วันที่ 30 มิ.ย. จะพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. ตามที่ กกต.ได้ส่งความเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วย กกต. ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 ใน 6 ประเด็น คือ การกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการสรรหา กกต.เกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนด การให้อำนาจ กกต. ระงับ ยับยั้ง หรือยกเลิกการเลือกตั้งในแต่ละหน่วย การออกเสียงประชามติ การให้อำนาจการจัดเลือกตั้งท้องถิ่นไม่ชัดเจน การให้ กกต.มอบอำนาจสอบสวนที่ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญ รวมถึงการเซ็ตซีโร่ กกต. วิป สนช.มีมติให้เสนอรายชื่อตัวแทน สนช. 5 คน ไปเป็น กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ได้แก่ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย นายสมชาย แสวงการ นายตวง อันทะไชย พล.อ.ศุภวุฒิ อุตมะ และตน ไปทำงานร่วมกับตัวแทน กรธ. และ กกต. ประชุมนัดแรกวันที่ 3 ก.ค. มีกรอบเวลา 15 วันต้องพิจารณาให้เสร็จ

แนะใช้ไพรมารีโหวตครั้งต่อไป

นพ.เจตน์กล่าวอีกว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ กรธ.ส่งให้ สนช.พิจารณาในวาระ 2 และ 3 นั้น มีเนื้อหาสาระสำคัญ คือ มาตรา 60 ให้เซ็ตซีโร่กสม. เช่นเดียวกับ กกต. โดยให้ กสม.เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่องค์กรอิสระ ดังนั้น กสม.ชุดปัจจุบันสามารถกลับมาสมัครเป็น กสม.ใหม่อีกครั้งได้ ส่วนความคืบหน้าร่าง พ.ร.บ.ว่าพรรคการเมือง ขณะนี้มีการวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านระบบไพรมารีโหวต ว่ามีปัญหาในทางปฏิบัติ จึงต้องรอดู กกต.และ กรธ. จะส่งความเห็นแย้งมาหรือไม่ แต่ส่วนตัวคิดว่าควรมีบทเฉพาะกาลให้ใช้ไพรมารีโหวตในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ยังไม่ใช้กับการเลือกตั้งครั้งที่จะมีขึ้นนี้

พท.จี้ทบทวน ก.ม.พรรคการเมือง

วันเดียวกัน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่งหนังสือถึงประธาน กรธ. ประธาน กกต. และประธาน สนช.ว่า ตามที่ สนช.มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ที่มีสาระสำคัญบางส่วนแตกต่างจากร่างของ กรธ. โดยเฉพาะการใช้ระบบไพรมารีโหวตคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. การจัดตั้งสาขาพรรค และตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัด พรรคเพื่อไทยเห็นว่าเป็นหลักการที่ดี และเป็นไปตามเจตนารมณ์การจัดตั้งพรรคการเมือง แต่วิธีการมีส่วนร่วมนั้นทำได้หลายวิธี ข้อสำคัญต้องสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงทางการเมือง และระบบพรรคการเมืองที่เป็นอยู่ ต้องไม่ก่อให้เกิดปัญหาส่งผลกระทบต่อการส่งผู้สมัครของพรรคการเมือง

หนุนตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่ายปรับแก้

หนังสือดังกล่าวระบุว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่า ระบบไพรมารีโหวตมีปัญหาที่ควรพิจารณา ดังนี้ 1.ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการบริหารและต่อสมาชิกพรรค คือ คณะกรรมการบริหารพรรค การคัดเลือกผู้สมัคร ปกติพรรคต้องพิจารณาจากผู้ประพฤติดี มีความรู้ ความสามารถ ผ่านคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัคร และคณะกรรมการบริหารร่วมกัน มีการพิจารณารับฟังความคิดเห็นจากสมาชิกและประชาชนในพื้นที่ แต่การให้สิทธิค่อนข้างเด็ดขาดแก่สาขาพรรค 100 คน และตัวแทนพรรคประจำจังหวัด 50 คน อาจรับฟังความคิดเห็นไม่ทั่วถึง ทำให้เกิดกรณีผู้ที่ต้องการลงสมัคร จัดตั้งสมาชิกสนับสนุนตนเองมาลงคะแนนได้ง่าย ทั้งที่บุคคลดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมพอ 2.ต้องใช้เวลาและค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องผ่านสาขาพรรคและตัวแทนประจำจังหวัด อาจเกิดปัญหาพรรคสรรหาผู้สมัครไม่ทัน 3.บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสาขาพรรคการเมืองในบางมาตรา เช่น มาตรา 33 และขั้นตอนการเลือกผู้สมัคร ส.ส.เขต ในมาตรา 35, 47, 49/1 และ 49/2 ไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดการตีความสับสน พรรคเพื่อไทยหวังว่าเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ และไม่มีปัญหาอุปสรรคต่อการส่งผู้สมัคร และการจัดการเลือกตั้งมีความเป็นธรรมแก่ทุกพรรคอย่างเท่าเทียมกัน จึงขอให้ตั้งกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อพิจารณาทบทวนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรค การเมืองให้เหมาะสมต่อไป

หวั่นพรรคแตก-ส่งผู้สมัครไม่ทัน

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หนังสือที่ทำถึงประธาน กรธ. สนช. และ กกต. เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับระบบไพรมารี ที่ สนช.ปรับแก้ไขจากร่างเดิมของ กรธ. การคัดเลือกผู้สมัครของพรรคปกติต้องรับฟังความคิดเห็นสมาชิกและประชาชนในพื้นที่ เป็นการหยั่งเสียงเบื้องต้นอยู่แล้ว มีการตั้งคณะกรรมการคัดเลือกผู้สมัครร่วมกับกรรมการบริหารพรรค ถือว่ามีความรอบคอบและได้ผู้สมัครที่เหมาะสม แต่ระบบไพรมารีกลับให้เป็นสิทธิค่อนข้างเด็ดขาดแก่สมาชิกในพื้นที่ อาจทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งการบล็อกโหวต การรับฟังความคิดเห็นไม่ทั่วถึง เป็นภาระค่าใช้จ่ายสูง ทำให้เกิดปัญหาแตกแยกในพรรค ทำให้เกิดปัญหากับพรรคขนาดกลางและเล็ก หากมีการร้องเรียนว่ากระบวนการคัดเลือกไม่ถูกต้อง อาจทำให้พรรคต้องเสียโอกาสในการส่งผู้สมัครในเขตเลือกตั้งนั้นได้

“ปึ้ง” ไล่บี้ทำ ก.ม.ยุทธศาสตร์ใหม่

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ที่ ครม.ส่งเรื่องให้ สนช. ก่อนรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญนั้น อยากให้นายวิษณุกลับไปอ่าน มาตรา 259 และมาตรา 275 ให้ดีอีกครั้งเพราะระบุไว้ชัด เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ แสดงว่าประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับใช้บังคับ จึงขอให้นายกฯรีบดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ให้ถูกต้องชัดเจน ประธาน สนช. รวมถึง สนช.จะแสดงความรับผิดชอบต่อกรณีที่เกิดขึ้นอย่างไร ขณะนี้มีเวลาเหลืออยู่อีก 40 วัน ที่จะเสนอร่างฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของ สนช. โดยต้องไปเริ่มต้นขบวนการรับฟังใหม่ หรือนับหนึ่งกันใหม่ทั้งหมด

ปชป.จวกเปิดรับฟังจิ๊บจ๊อยแค่ 8 คน

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ พล.ร.อ.พัลลภ ตมิศานนท์ โฆษก กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ สนช. ระบุว่า มีการรับฟังความเห็นประชาชนรอบคอบแล้ว จึงไม่ขัดรัฐธรรมนูญนั้น ถ้าหากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 65 และมาตรา 77 วรรคสอง ถือว่ากฎหมายยุทธศาสตร์ชาติเกี่ยวข้องกับคนไทยกว่า 67 ล้านคน ดังนั้นจะมาอ้างว่าได้รับฟังความเห็นแล้วในเว็บไซต์ มีคนมาแสดงความเห็นแค่ 8 คน คงไม่เหมาะสม เพราะมีคนไทยจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ ควรจัดรับฟังเป็นเวทีขนาดใหญ่ เหมือนร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่เท่าที่ติดตามมาตลอด ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลทำตามขั้นตอนเหล่านี้ครบทุกกระบวนการ

ชพน.ขอมือร่างยุทธศาสตร์เจ๋งๆ

นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ เป็นเรื่องที่ดีที่ประเทศไทยจะมีแผนแม่บท เป็นกรอบกำหนดเป้าหมายพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และปฏิรูปประเทศไปในทิศทางเดียวกัน ทางพรรคเห็นว่าผู้ที่จะเข้ามาเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นมืออาชีพ เพราะต้องมารับหน้าที่สำคัญกำหนดกรอบอนาคตประเทศ จึงมีข้อเสนอว่าก่อนที่ร่าง พ.ร.บ. ยุทธศาสตร์ชาติจะประกาศใช้ ต้องผ่านการมีส่วนร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็น และได้รับการยอมรับจากประชาชน ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและได้รับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่โดยตรง สาระสำคัญของเนื้อหาต้องให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ ต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

“ศรีสุวรรณ” คาใจเปิดต่างชาติแทรก

ที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองมาตรา 9 (1) ที่กำหนดให้คนต่างด้าวที่ได้รับสัญชาติไทยมาไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถเข้าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 95 หรือไม่ นายศรีสุวรรณกล่าวว่า การให้ต่างด้าวที่แปลงสัญชาติมาเป็นสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 5 ปี เข้าเป็นสมาชิกพรรคได้ เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้ต่อไปสามารถเป็นผู้บริหารพรรคได้ และเข้ามาเป็นผู้บริหารประเทศไทย กลุ่มคนเหล่านี้ถ้าเป็นผู้มีอิทธิพล และใช้เงื่อนไขดังกล่าวเข้ามาเพื่อมีอำนาจ เขาคงไม่อยู่เฉย อาจมีการไปเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หรือเข้าแทรกแซงการบริหารต่างๆ ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก นอกจากนี้ ยังเตรียมยื่นหนังสือคัดค้านต่อนายกฯ เพราะก่อนนำร่างฯ ขึ้นทูลเกล้าฯถวาย นายกฯมีอำนาจส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ และประธานสนช.ขอให้พิจารณาทบทวนในช่วงตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย

สปท.ถกยกเครื่องงานรัฐสภา

วันเดียวกันเวลา 13.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี น.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท. ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภา ของคณะกรรมาธิการขับ เคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. มีสาระสำคัญการปฏิรูปการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาให้เกิดประสิทธิภาพ และการปฏิรูปสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่สนับสนุนฝ่ายนิติบัญญัติ โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ อาทิ ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการศึกษาดูงานต่างประเทศของ กมธ.ชุดต่างๆ เป็นการใช้ภาษีประชาชนแฝงไปท่องเที่ยว ไม่ได้ไปดูงานจริงๆ ยกเลิกการแจกคอมพิวเตอร์แบบพกพาแก่สมาชิกรัฐสภา

แฉถลุงงบทัวร์นอกปีละ 250 ล้าน

จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกทยอยอภิปราย ส่วนใหญ่สนับสนุนรายงานดังกล่าว นายคำนูณ สิทธิสมาน กมธ.ด้านการเมือง กล่าวว่า สมัยรัฐบาลเลือกตั้งตั้งแต่ปี 2554-2557 กมธ. 35 คณะของสภาผู้แทน ราษฎร ใช้งบฯไปดูงานต่างประเทศ คณะละ 5 ล้านบาทต่อปี หรือรวม 175 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ กมธ. ของวุฒิสภา ตกปีละ 75 ล้านบาทต่อปี รวม 2 สภาใช้งบไปดูงานต่างประเทศตกปีละ 250 ล้านบาท เฉลี่ยแล้วสมาชิกรัฐสภาแต่ละคนมีงบดูงานต่างประเทศคนละ 300,000 บาทต่อปี แต่ละคนจะได้ไปอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง อย่างมากปีละ 4 ครั้ง ผิดกับรัฐบาลชุดนี้ ไม่มีงบไปดูงานต่างประเทศเลย ช่วยประหยัดให้ประเทศ ได้ 1,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากสมาชิกยังไม่ได้อภิปรายอีกจำนวนมาก ประธานในที่ประชุมจึงขอเลื่อนไปพิจารณาต่ออีกครั้งในการประชุมวันที่ 3 ก.ค.

“นิกร” นำ 9 สปท.ไขก๊อกไปแต่งตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนปิดการประชุม สปท. นายนิกร จำนง สปท. ได้แจ้งเรื่องการลาออกต่อที่ประชุม สปท. และในวันเดียวกัน มี สปท.ยื่นใบลาออกจากการเป็นสมาชิก สปท.อีก 8 คน ส่วนใหญ่เป็น สปท.สายการเมือง ที่เตรียมตัวไปลงสมัครเลือกตั้ง ได้แก่ นายสมพงษ์ สระกวี นายสุชน ชาลีเครือ นายดำรงค์ พิเดช นายชัย ชิดชอบ พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร พ.อ.สุชาติ จันทรโชติกุล นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ โดยให้มีผลการลาออกในวันที่ 1 ก.ค.นี้ นอกจากนี้ ยังมีนายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ ยื่นใบลาออกโดยให้มีผลในวันที่ 2 ก.ค. เพื่อไปดำรงตำแหน่งเป็นทูตที่ประเทศตุรกี ตามรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้สมาชิก สปท.ที่จะไปลงเลือกตั้ง ต้องลาออกภายใน 90 วัน หลังจากที่รัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะครบกำหนด 90 วัน ในวันที่ 4 ก.ค.นี้

“บิ๊กตู่” สวมบทเชฟปรุงลาบเป็ด 4.0

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุม คสช. และประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมนายกฯเป็นประธานในพิธีมอบอุปกรณ์ช่วยฝึกเดินสำหรับคนพิการ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (I-Walk) ให้แก่โรงพยาบาล สถานคุ้มครองและพัฒนาศักยภาพคนพิการ จำนวน 10 แห่ง จากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน จากนั้นนายชยาวุธ จันทร ผวจ.อุดรธานี นำคณะเข้าพบนายกฯประชาสัมพันธ์งาน “อีสานเอ็กซ์โป 2017” สินค้าดี วิถีอีสาน เชื่อมธุรกิจไทยสู่สากล ระหว่างวันที่ 26 มิ.ย.-2 ก.ค. ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2 อิมแพค เมืองทองธานี โดยนายกฯลองชิมลาบเป็ดอุดร และลงมือทำลาบเป็ดด้วยตัวเอง จากนั้นให้รัฐมนตรีและผู้ประกอบการลองชิม พร้อมตั้งชื่อว่า “ลาบเป็ด 4.0”

ซัดนักการเมืองดักดานไม่เปลี่ยน

ต่อมาเวลา 13.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ แถลงหลังการประชุม ครม. ถึงกรณีมีผู้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปประเทศ ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ว่า มันไม่ขัดรัฐธรรมนูญหรอก ปรึกษาฝ่ายกฎหมายตลอด กฎหมายทุกฉบับรับฟังความคิดเห็นมาตลอด สปท.เปิดเวทีรับฟังตั้งแต่เริ่มร่าง มาชั้น สนช.ก็เปิดรับฟังผ่านเว็บไซต์ และสื่อต่างๆ ถามว่าเรื่องเหล่านี้มีคนสนใจมากน้อยแค่ไหน คงมีแต่นักการเมืองที่มาคอยพูดจาให้มันมีปัญหาทุกเรื่อง เพราะไม่อยากให้เปลี่ยนแปลงหรือเปล่า อย่าเอาเหตุการณ์ในอดีตมาไล่ล่ารัฐบาลนี้ เพียงขอให้รับฟังกันบ้าง บางทีไม่รับฟังกันเลย ต้องปฏิรูปความคิด และการปฏิบัติในรูปแบบใหม่ๆ

ให้ศาล รธน.วินิจฉัยไม่ไปละเมิด

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า จะยื่นก็ยื่นไป จะขัดหรือไม่ขัดเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ไปละเมิดศาล เรื่องอะไรที่เป็นประเด็นทางการเมืองตอนนี้อย่าเพิ่งเลย ให้ทำให้จบก่อน ทั้งเรื่องไพรมารีโหวตหรืออะไร เดี๋ยวก็ตีกันไปหมด กรธ. สนช. กลายเป็นทะเลาะขัดแย้งกันจริงๆ ถามนายมีชัย ถามนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.แล้ว ไม่มีขัดแย้ง เพียงแต่แสดงความคิดเห็นพูดคุยกันในสภาฯ แต่กลับเอามาเป็นประเด็นกันหมด เลยไปกันไม่ได้ แม้แต่เรื่องบัตรทอง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพฯ ยืนยันว่าไม่ทำให้ทุกคนได้อะไรที่น้อยไปกว่าเดิมเลย

ไม่หลงลมโพลเชลียร์ให้ตั้งพรรค

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงผลโพลที่ระบุให้ตั้งพรรคการเมืองมาสนับสนุนงานของรัฐบาล คสช. ว่ายังไม่คิดถึงตรงนั้น วันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องการเมืองไม่ได้ เพราะการเมืองเป็นเรื่องของแม่น้ำ 5 สายที่ต้องช่วยกันทำออกมา ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายลูก กฎหมายต่างๆ มีองค์กรอิสระอีกมากมาย ที่จะทำให้ได้รัฐบาลมีธรรมาภิบาล อย่ามากังวลว่าจะอยู่ต่อ หรือตั้งพรรคการเมืองหรือเปล่า “ทำวันนี้ให้ผ่านไปก่อน สถานการณ์จะเป็นตัวชี้ชัดต่อไปเองว่าเราควรทำอย่างไรในอนาคต เราต้องคาดหวังแต่สิ่งที่ดี สิ่งที่ทำได้ ทำสำเร็จ อย่าไปคิดว่าจะต้องทำโน่นทำนี่ให้สมาธิเสีย วันหน้าก็อยู่ที่ประชาชนนั่นแหละ เรื่องโพลก็ขอบคุณผู้สนับสนุน ส่วนผู้ไม่สนับสนุนผมก็ขอบคุณเช่นกัน จะรับฟังความคิดเห็นทั้ง 2 ทาง”

อวยพรโชคดีคนย้ายวิกลงเลือกตั้ง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า กรอบงานของตนคือทำอย่างไรไม่ให้โรดแม็ปขยับเขยื้อน ทุกคนต้องทำงานให้ได้ตามนั้น ถ้าหาข้อยุติไม่ได้คงไม่ใช่ เรื่องของตน ใช่ว่าจะให้สัญญาณไม่ให้กฎหมายผ่าน ที่สำคัญคือ ต้องหาทางว่าทำอย่างไรไม่ให้มีผลกระทบทำให้การเลือกตั้งช้าลง เมื่อถามว่ามี สปท. และ สนช. กว่า 30 คน เตรียมลาออกเพื่อลงเลือกตั้งที่จะมาถึง จะกระทบโรดแม็ปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไปห้ามไม่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าจะลาออกหมด ที่เหลือยังทำงานได้ ลาออกแค่ไม่กี่คนที่มีอนาคตทางการเมือง ขออวยพรให้ประสบความสำเร็จแล้วกัน ยืนยันว่าไม่กระทบโรดแม็ปแน่นอน จะทำทุกอย่างให้โรดแม็ปเป็นไปตามที่กำหนด และทำทุกอย่างให้เป็นไปได้ ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาคดีโครงการรับจำนำข้าว ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ดำเนินตามขั้นตอน จะเป็นเดือนไหนทำไมต้องไปขยายความ แต่ถ้าถึงเวลาเขาไม่ทำค่อยไปถามว่าทำไมถึงไม่ทำ

อารมณ์บรรเจิดร่ายกลอนใน ครม.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ฝากบทกลอนที่ตนเขียนอย่างรวดเร็วในห้องประชุม ครม. เกี่ยวกับประเทศไทย และไทยแลนด์ 4.0 ที่ผ่านมาไม่ว่าจะพูดหรือออกคำสั่งคนไม่ค่อยสนใจรับฟัง อาจไม่โยงเหมือนบทกลอน เป็นบทลง 4 บรรทัด ใช้ภาษาง่ายๆ ถ้าไม่มีคนฟังต่อไปคงต้องร้องลิเกแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังนายกฯแถลงข่าวจบ ทีมงานได้นำกลอนที่ พล.อ.ประยุทธ์แต่งหัวข้อ “ประเทศไทย 4.0” แจกจ่ายให้ผู้สื่อข่าว มีเนื้อหาว่า “คำว่าไทยคือไทยด้วยใจรัก ร่วมใจภักดิ์ต่อชาติศาสนา สถาบันคงอยู่คู่นานมา เป็นม่านฟ้าปกป้องล้วนผองไทย มาวันนี้สืบสานทำงานต่อ แผ่นดินพ่อแผ่นดินแม่ช่วยแก้ไข ให้ยั่งยืนตื่นเถิดสังคมไทยก้าวต่อไปอนาคตให้มั่นคง เราลูกหลานช่วยสานสืบงานต่อ อย่ารั้งรอขัดแย้งแกล้งเล่าขาน ทำวันนี้ดีกว่าปล่อยช้านาน ทำเพื่อบ้านเมืองเราให้เท่าทัน ทั้งเกษตรอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ เปลี่ยนชีวิตรายได้น้อยค่อยส่งเสริม คนละน้อยร้อยท่อช่วยต่อเติม เร่งส่งเสริมรายได้ให้มั่นคง พัฒนาคนการศึกษาพาไทยรุ่ง ล้วนต้องมุ่งตามประสงค์จำนงหมาย สร้างสังคมปลอดภัยไม่วุ่นวาย ช่วยผ่อนคลายมีสุขทุกครอบครัว สิ่งสำคัญวันนี้คือกฎหมาย ไม่ท้าทายยึดถือเป็นพื้นฐาน ช่วยกันทำช่วยกันเริ่มเสริมยาวนาน เป็นการงานผองไทยร้อยใจกัน ประชารัฐช่วยเสริมใช้เติมแต่ง ทุกหนแห่งกิจกรรมทำสร้างสรรค์ ไทยเจริญด้วยไทยไปพร้อมกัน ทำความฝันต้องการให้เป็นจริง ต้องลดแรงเร่งขจัดความขัดแย้ง ลดระแวงเชื่อมั่นเพื่อวันหน้า สืบสานต่อโบราณนานเนามา ให้ก้าวหน้าด้วยไทยใจมั่นคง สู่เศรษฐกิจ 4.0 จากมูลฐาน ทุกกิจการพัฒนาอย่าใหลหลง สู้อาชีพสู้งานบ้านมั่นคง มุ่งจำนงปวงชนทุกคนไทย”

นายกฯเตรียมบินเยือนสหรัฐฯ

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวถึงการเตรียมเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ ว่า ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือของกระทรวง การต่างประเทศกับทางสหรัฐฯ โดยจะแจ้งล่วงหน้าก่อนดำเนินการไม่เกิน 10 วัน มีการประชุมกันต่อเนื่อง ทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และอื่นๆที่จะทำให้ความร่วมมือระหว่างไทยและสหรัฐฯที่มีมายาวนานกว่า 180 ปีได้ดำรงต่อไป เมื่อถามถึงความคืบหน้าสหรัฐอเมริกาเตรียมเผยรายงานการค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ต) วันที่ 27 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ยังไม่ทราบถึงผลที่จะออกมา ไม่ว่าจะออกมาอย่างไร เรายืนยันมีเจตนารมณ์แน่วแน่ที่จะแก้ปัญหา รัฐบาลทำเต็มที่แล้ว อย่าเพิ่งไปคาดการณ์ล่วงหน้า

แจงฝึกรับมือก่อการร้ายตามปกติ

เมื่อถามถึงการฝึกซ้อมรับมือสถานการณ์การก่อการร้ายบริเวณสถานที่ขนส่งสาธารณะ โดยประเมินจากสถานการณ์ก่อการร้ายทั่วโลก พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เป็นการฝึกซ้อมตามห้วงระยะเวลา ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เจ้าหน้าที่ต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้าว่าปีนี้ควรฝึกซ้อมในด้านใด แม้จะไม่มีเหตุการณ์อะไร จากนี้ไปในส่วนของกระทรวงต่างๆ ต้องฝึกซ้อมในหน่วยของตัวเอง เช่น รถไฟฟ้า เมื่อถามถึงกรณีสื่อสิงคโปร์รายงานข่าวว่า กลุ่มไอเอสประกาศผ่านโซเชียลมีเดีย ขึ้นบัญชีสิงคโปร์ เมียนมา ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น และพื้นที่ตอนใต้ของไทย เป็นพื้นที่ยึดครองของไอเอส พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เราอย่าไปขยายความ ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีการตรวจสอบ พบ ถ้าตรวจสอบพบจะมีมาตรการรองรับอยู่แล้ว เรื่องนี้ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้นิ่งนอนใจ ติดตามสถานการณ์ทั้งภายในภายนอก เตรียมมาตรการป้องกันการผ่านแดนลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ไล่ล่ากันทุกวัน เจอเมื่อไหร่ก็จับกุมดำเนินคดี

ขึงขังตั้งกรรมการปฏิรูปตำรวจ

นายกฯกล่าวอีกว่า ส่วนการระงับคำสั่งการโยกย้ายตำรวจไว้ก่อนว่า คิดว่ามันไม่สมควร ต้องไปสอบสวนกันมา ตรงไหนผิดตรงไหนถูกเฉพาะกรณีไป คำสั่งทั้งหมดมีตั้งหลายพันคน ถ้าไปยกเลิกทั้งหมดจะถูกต้องหรือไม่ ตรงไหนมีปัญหา ไปแก้ไขตรงนั้น อย่าไปมองทั้งหมด คนที่ทำงานได้รับการเลื่อนตำแหน่งไปแล้วต้องคุ้มครองสิทธิเขาด้วย การปฏิรูปตำรวจให้ความสำคัญอยู่แล้ว วันนี้ย้ำในที่ประชุม ครม. ให้พิจารณาคณะกรรมการภายในของตำรวจที่ตั้งมาแล้ว รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ วันนี้มีรายชื่อออกมาแล้ว มีทั้งที่เป็นตำรวจและไม่ใช่ตำรวจ รวมถึงผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วนแต่ยังไม่สามารถแถลงได้ รวบรวมไว้ที่ฝ่ายกฎหมาย วันนี้เหลือเวลา 9 เดือน คงเน้นการปฏิรูปองค์กร มี 3 กลุ่มงานหลัก ได้แก่ ปฏิรูปองค์กรตำรวจ ปฏิรูปกฎหมายกระบวนการยุติธรรมของตำรวจ และบุคลากร ได้สั่งให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ไปดำเนินการ

ปัดไปเยือนสหรัฐฯช็อปอาวุธ

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงคำสั่งให้หน่วยขึ้นตรงกลาโหม และ ผบ.เหล่าทัพ สำรวจยุทโธปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ก่อนนายกฯเดินทางไปเยือนสหรัฐฯในเดือน ก.ค.ว่า ให้สำรวจดูว่าช่วงระยะที่ผ่านมาไทยกับสหรัฐฯมีความร่วมมือในเรื่องใดบ้าง ส่วนที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า นายกฯเดินทางไปครั้งนี้ มีแนวโน้มจะจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯนั้น ไม่เกี่ยวกัน เพราะยุทโธปกรณ์ของสหรัฐฯมีราคาแพง เมื่อถามว่า ไทยซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนบ่อยครั้ง คิดว่าสหรัฐฯจะมีท่าทีอย่างไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า คงไม่มีอะไร เพราะสหรัฐฯรู้ว่าไทยไม่มีงบประมาณจัดซื้อยุทโธปกรณ์ หากสหรัฐฯให้ความช่วยเหลือต้องดูก่อน เช่น แบล็กฮอว์กที่เรามีอยู่ยังไม่ครบฝูง หากจำเป็นต้องซื้อ ก็ต้องซื้อให้ครบฝูง ส่วนจะได้เงื่อนไขพิเศษหรือไม่ ยังไม่ทราบ แต่ที่ผ่านมาไม่มีเรื่องใดที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐฯเป็นกรณีพิเศษ

“ดอน” ลั่นเต็มที่แก้ค้าทาสยุคใหม่

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า กรณีที่สหรัฐฯเตรียมประกาศทิปรีพอร์ตนั้น ประเทศไทยให้ความสำคัญมาตลอด ทำเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาการค้าทาสยุคใหม่ เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเดินทางเยือนสหรัฐฯของนายกฯ นายดอนตอบว่า กำลังคุยกันอยู่ ต้องดูความพร้อมทั้ง 2 ฝ่าย เดือน ก.ค.นี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเดินทางไปหรือไม่ ทุกอย่างยังไม่เรียบร้อย ถ้ายังคุยกันไม่เรียบร้อยอาจต้องเลื่อนออกไป ต้องรอทั้งคู่มีความพร้อม

“บิ๊กตู่” ขีดเส้นตั้งปลัดกระทรวง

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึง กรณีกระทรวงมหาดไทยเตรียมเสนอแต่งตั้งนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นปลัดกระทรวงมหาดไทยคนใหม่ แทนนายกฤษฎา บุญราช ที่จะเกษียณในเดือน ต.ค.นี้ ว่า วันนี้ยังไม่เสนอแต่งตั้งเรื่องนี้เข้าที่ประชุม ครม.

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯกำชับในที่ประชุม ครม. ถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ขอให้ทุกหน่วยคำนึง คือ 1.ความอาวุโสมาก 2.มีความอาวุโส แต่มีความสามารถทำงานที่ได้รับผิดชอบได้ตามหน้าที่ได้ผลดี และ 3.อาวุโสน้อย แต่มีไอเดียมีความคิดสร้างสรรค์ ทำงานประสบความสำเร็จ ได้รับการชื่นชม หรือระบบฟาสต์แทร็ก ส่วนนี้ต้องมีช่องทางการเจริญเติบโตเหมือนกัน ต้องมีสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อให้ทั้ง 3 กลุ่มเจริญเติบโตได้ หากมองแต่ความอาวุโสอย่างเดียวจะทำให้หน่วยงานเฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้น แต่ละกระทรวง หน่วยงาน ต้องแบ่งสัดส่วนชัดเจน และนายกฯ ยังสั่งการระดับปลัดกระทรวงพิจารณาแต่งตั้งให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ไปดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายในระดับอธิบดีต่อ

วอนใช้ ม.44 ผ่าทางตันราคายาง

ที่กระทรวงกลาโหม ตัวแทนเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางภาคใต้ นำโดยนายประทบ สุขสนาน ประธานเครือข่ายฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ผ่าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ขอให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 หรือมติ ครม. แก้ปัญหาราคายางตกต่ำอย่างเป็นระบบ โดยไม่ต้องใช้วิธีแทรกแซงราคายางเหมือนที่ผ่านมา พร้อมยื่นข้อเรียกร้องเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยมี พล.อ.รุ่งโรจน์ จํารัสโรมรัน ผู้ช่วย รมว.กลาโหม เป็นตัวแทนรับหนังสือ เพื่อส่งเรื่องต่อให้สำนักงานรองนายกรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป

อุทธรณ์ยกฟ้องมือปืนป๊อปคอร์น

วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายวิวัฒน์ ยอดประสิทธิ์ อายุ 27 ปี มือปืนป๊อปคอร์น เป็นจำเลยฐานฆ่าผู้อื่น มีอาวุธสงครามที่เจ้าพนักงานไม่อาจอนุญาตให้มีและพกพาอาวุธ กรณีปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุม กปปส. กับฝ่ายผู้ชุมนุม นปช. ที่แยกหลักสี่ เมื่อวันที่ 1 ก.พ.57 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นและข้อหาอื่น ให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต คำรับสารภาพเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 37 ปี 4 เดือน โดยในวันนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คดีนี้โจทก์ไม่นำสืบถึงความเกี่ยวข้องหรือนำตัวผู้ถ่ายหรือนำประจักษ์พยานมาเบิกความประกอบให้เห็นถึงความเกี่ยวข้อง พยานโจทก์จึงมีข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดหรือไม่ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยพิพากษายกฟ้อง แต่ให้ขังไว้ระหว่างฎีกา

นายพงษ์ศักดิ์ อินทุโสมา อัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 กล่าวว่า หลังจากนี้ต้องนำคำพิพากษาศาลอุทธรณ์มาดูรายละเอียด ก่อนส่งอัยการสำนักงานศาลสูงพิจารณาว่าจะยื่นฎีกาหรือไม่

สหรัฐฯ ยังดองไทยอยู่ระดับเทียร์ 2

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยรายงานการค้ามนุษย์ครั้งที่ 17 ประจำปี พ.ศ.2560 (TIP) ว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 มิ.ย. ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ หรือเวลาประมาณ 21.30 น. ตามเวลาไทย ที่กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน พบว่าไทยยังถูกจัดให้อยู่ในอันดับ 2 หรือ Tier 2 บัญชีรายชื่อประเทศที่ต้องเฝ้าจับตามอง เท่ากับเมื่อปี 2559 นั่นหมายถึงที่ผ่านมารัฐบาลไทยดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ แต่มีความพยายาม ปรับปรุงแก้ไข เพราะสามารถยึดเงินจากแก๊งค้ามนุษย์ได้มากกว่า 787 ล้านบาท มีการรายงานความคืบหน้าการสืบสวนสอบสวน การดำเนินคดี และการตัดสินโทษมากขึ้น รวมถึงการดำเนินคดีผู้ประกอบการ เจ้าของธุรกิจที่กดขี่ใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมการประมง และขยายเวลาให้กับเหยื่อค้าแรงงานมนุษย์ และพยานสามารถทำงานและพำนักอยู่ในเมืองไทยได้