บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฎีกายืนคุก 8 ปี 9 เดือน 'หมอสุพัฒน์' คดีค้ามนุษย์ ทนายชี้เป็นกรณีศึกษา

ศาลฎีกา พิพากษายืน จำคุก 'หมอสุพัฒน์' 8 ปี 9 เดือน จ่ายสินไหม 9 แสนบาท คดีค้ามนุษย์ ทนายชี้เป็นกรณีศึกษา มีการบังคับขู่เข็ญ โดยที่คนอื่นมองไม่ออก 

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 มิ.ย.2560 ที่ศาลจังหวัดเพชรบุรี ผู้พิพากษาได้ขึ้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีค้ามนุษย์ ความอาญา และคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มี พนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี โจทก์ นายสรพงษ์ หรือกะลา ไม่มีชื่อสกุล หรือนายสรพงษ์ ใจขัน ที่ 1 นางผ่อน หรือพร ไม่มีชื่อสกุล ที่ 2 นายตะแง ไม่มีชื่อสกุล ที่ 3 เป็นโจทก์ร่วม และมี พ.ต.อ.นพ.สุพัฒน์ เลาหะวัฒนะ จำเลย เรื่องความผิดต่อพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง ความผิดต่อพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว ความผิดต่อพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

โดยวันนี้เป็นการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ต่อหน้าโจทก์และโจทก์ร่วมเท่านั้น ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานให้ที่พักพิงซ่อนเร้นและช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 4 กระทง เป็นจำคุก 24 เดือน

ฐานรับคนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนกฎหมาย จำคุกกระทงละ 6 เดือน รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 เดือน ฐานฆ่ามนุษย์ จำคุก 8 ปี รวมจำคุก 8 ปี 42 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ฐานให้ที่พักพิงซ่อนเร้นและช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นผลจากการจับกุม ตามคำฟ้องข้อ 1.1 ข้อ 1.2 และข้อ 1.4 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 8 ปี 33 เดือน ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 600,000 บาท ให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 300,000 บาท

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิจารณาสำนวนความผิดฐานให้ที่พักพิงซ่อนเร้นและช่วยเหลือด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม ตาม พ.ร.บ.เข้าเมือง มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 50,000 บาท มีอายุความ 10 ปี ส่วนความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมายตาม พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว มีอัตราโทษปรับตั้งแต่ 10,000 ถึง 100,000 บาท ต่อคนต่างด้าวที่จ้าง 1 คน มีอายุความ 1 ปี เหตุเกิดปี 2536 ถึงปี 2544 และปี 2544 ถึงปี 2545 ตามลำดับ เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 31 ม.ค. 2556 จึงเกินกว่า 10 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ

ส่วนฟ้องโจทก์ในความผิดฐานรับคนต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำงาน โดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เหตุเกิดประมาณปี 2545 ถึงปี 2552 ประมาณปี 2547 ถึงปลายปี 2551 และประมาณวันที่ 6 หรือ 7 เมษายน 2554 ตามลำดับ เมื่อโจทก์ฟ้องวันที่ 31 ม.ค. 2556 กินเวลาเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิด คดีเป็นอันขาดอายุความ เมื่อฟ้องโจทก์ขาดอายุความ ถึงแม้จำเลยจะให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ก็ลดโทษจำเลยไม่ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ 1.4 1.6 และ 1.7 โทษแต่ละข้อให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น รวมจำคุก 8 ปี 9 เดือน ยกฟ้องโจทก์ข้อ 1.1 ถึง 1.3 และ 1.8 และยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมข้อ 1.9 ยกคำขอของโจทก์ในส่วนขอให้บังคับจำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 3 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกา พิพากษายืน

นายสรไกร ศรศรี ทนายความโจทก์ร่วมจากสภาทนายความ กล่าวว่า คดีนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะว่าตัวผู้กระทำความผิดเป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ เป็นข้าราชการ มีการใช้กระบวนการทางกฎหมายในการติดตามคุกคามข่มขู่ ควบคุมบังคับตัวลูกจ้าง ซึ่งในคดีนี้สภาทนายความเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากว่ามูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ซึ่งได้มีบทบาทในการเข้าไปเป็นล่ามในการช่วยเหลือตัวผู้เสียหาย หรือแรงงานชาวเมียนมาในคดี และได้พาตัวแรงงานไปร้องที่สภาทนายความ เพื่อที่จะให้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือตัวลูกจ้าง หรือตัวแรงงานในคดีนี้ เพราะว่าในตอนนั้นเขาถูก หมอสุพัฒน์ แจ้งความดำเนินคดีถึง 6-7 คดี ซึ่งจำเป็นต้องมีทนายความเข้าไปช่วยเหลือ เพราะว่าถ้าเกิดตัวแรงงานถูกดำเนินคดีแล้ว โอกาสที่คดีต่างๆ รวมทั้งคดีค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับตัวหมอ อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ และถ้าตัวแรงงานไม่มีความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม ก็จะทำให้การดำเนินคดีไม่ประสบความสำเร็จได้

นายสรไกร กล่าวต่อว่า คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของคดีค้ามนุษย์ ที่ไม่จำเป็นต้องมีการหน่วงเหนี่ยว ล่ามโซ่ ทำร้ายทุบตีเท่านั้น แต่พฤติการณ์อย่างอื่นแสดงให้เห็นว่าการค้ามนุษย์มีการบังคับโดยวิธีการที่คนทั่วไปมองไม่เห็นว่า นี่คือ การบังคับ มีการเอาลูกเอาเมียไปเป็นตัวประกัน ยึดบัตร ยึดเอกสาร มีการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อที่จะใช้กระบวนการทางกฎหมายข่มขู่บังคับให้เขาจำเป็นต้องทำงาน เหล่านี้ถือว่าเป็นบรรทัดฐาน ถือเป็นมิติใหม่ของการค้ามนุษย์ที่จะต้องศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าเป็นบรรทัดฐานที่จะอ้างอิงได้.