บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทลายเครือข่าย ‘ศรายุทธ เอกมงคลสุข’ ยึดยาบ้า 1.7 ล้านเม็ด ไอซ์ 296 กิโล

เลขาธิการ ป.ป.ส.แถลงทลายเครือข่ายยาเสพติด "ศรายุทธ เอกมงคลสุข" ยึดลอตใหญ่ 1.7 ล้านเม็ด ไอซ์อีก 296 กก. หลังได้รับเบาะแสเตรียมลำเลียงเข้าสู่ กทม.และปริมณฑล

วันนี้ 27 มิ.ย.60 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด หรือ ป.ป.ส. นางนฤมล ช่วงรังษี รองเลขาธิการ ป.ป.ส. พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 พล.ต.ต.ดุษฎี ชูสังกิจ ผบก.ปส.4 พ.อ.คุณากร พันธุ์ดี ผบ.ขกท.กกล.ผาเมือง ร่วมกันแถลงจับกุมเครือข่ายยาเสพติด ประกอบด้วย นายศรายุทธ เอกมงคลสุข อายุ 28 ปี นายอดิศักดิ์ แก่นทองแท้ อายุ 24 ปี นายทิวัฒน์ กลิ่นอบเชย อายุ 23 ปี และนายพฤฒิชัย ไชยยงค์ อายุ 22 ปี พร้อมของกลาง เป็นยาบ้า 1,718,000 เม็ด และยาไอซ์ 296 กิโลกรัม

นายศิรินทร์ยา กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลจากการจับกุมผู้ต้องหาค้ายาเสพติดทางภาคเหนือ จนทราบว่านายทิวัฒน์และพวก จะลำเลียงยาเสพติดจากทางภาคเหนือมาพักไว้ที่ย่านฝั่งธนบุรี กรุงเทพมหานคร เพื่อรอจำหน่ายให้ลูกค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยใช้รถยนต์ บีเอ็ม ดับเบิลยู สีดำ ทะเบียน 5 กศ 8466 กรุงเทพมหานคร

เจ้าหน้าที่จึงเฝ้าสังเกตการณ์บริเวณห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางใหญ่ ซึ่งเป็นจุดที่ใช้รับยาเสพติด จนกระทั่งพบรถยนต์คันดังกล่าว จึงสะกดรอยติดตามแล้วพบว่ารถยนต์คันดังกล่าวได้ไปรับนายศรายุทธและนายอดิศักดิ์ ที่ปั๊มน้ำมัน ปตท.บางใหญ่ ไปส่งบริเวณตลาดธารทอง เพื่อจะไปนำรถเชฟโรเล็ต สีน้ำตาล ทะเบียน 3 กญ 9468 กรุงเทพมหานคร ซึ่งซุกซ่อนยาเสพติดไว้ เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจค้น และพบของกลางจำนวนดังกล่าวอยู่ท้ายรถเชฟโรเล็ต

จากการจับกุมดังกล่าว เป็นการป้องกันไม่ให้ยาเสพติดแพร่ระบาดในชุมชนและเขตปริมณฑล ซึ่งมีข้อสังเกตว่า ยาบ้าได้ถูกนำเข้าไปจำหน่ายในชุมชน และยาไอซ์ จำนวนเกือบ 300 กิโลกรัม ได้ถูกนำไปจำหน่ายที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งหลังจากนี้ ป.ป.ส. จะนำของกลางส่งตรวจพิสูจน์ในห้องแลป เพื่อตรวจหาส่วนผสมของยาเสพติดว่าผู้ต้องหาเป็นเครือข่ายของกลุ่มค้ายาเสพติดกลุ่มไหน และเชื่อว่ามีกลุ่มนายทุนอยู่เบื้องหลัง โดยนอกจากการสกัดกั้นยาเสพติดแล้ว ตำรวจปราบปรามยาเสพติดยังจะใช้มาตรการยึดทรัพย์สินผู้ต้องหา เพื่อลดการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชน ซึ่งในปี 2560 สามารถยึดทรัพย์ได้มากกว่าปีที่ผ่านมา.