วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

15 ปีน้ำลดตอผุด รักษาฟรีทั่วหล้า



“น้ำลดตอผุด: 15 ปีกับการรักษาฟรีทั่วหล้า” เป็นมุมมองสำคัญของ ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ ศัลยแพทย์ประสาท ในช่วงเวลาที่ “รัฐบาลบิ๊กตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำลังเร่งผ่าตัดแก้ไขกฎหมาย ร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...พ.ศ. ....)

นิทาน “มดจอมบู๊” เรื่องนี้มีที่มาที่ไปเริ่มตั้งแต่พรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่งได้ใช้เวลาเพียงข้ามคืนตัดสินใจก่อกำเนิดระบบการรักษาฟรีทั่วหล้าเมื่อ 15 ปีก่อน เพื่อใช้เป็นสปริงบอร์ดสำหรับคะแนนเสียงแบบถล่มทลาย นับแต่นั้นเป็นต้นมา ระบบสาธารณสุขของประเทศได้ถูกผูกติดไปกับการเมืองแบบแยกไม่ออก

ระบบนี้แม้โดยหลักการจะถือว่าดีมากแต่กลับทำให้โรงพยาบาลทั่วประเทศประสบปัญหา “ขาดทุนบักโกรก” จนทำให้คุณภาพการรักษาตกต่ำ คนทำงานประสบปัญหาโดนฟ้องร้อง ร้องเรียน

เพราะภาระงานมากมายมหาศาลแบบไม่อั้นตามคำโฆษณาชวนเชื่อจากพ่อค้าคนกลางอย่าง “สปสช.” ที่เร่งเร้าให้ประชาชนแห่มาโรงพยาบาลทั้งเช้าค่ำบ่ายดึก หลังจากมดงานแบกรับภาระจนหลังหักและส่งเสียงเรียกร้องให้ฝ่ายการเมืองยอมรับความจริงและเร่งแก้ปัญหาก่อนจะสายเกินแก้

ในที่สุด “รัฐบาลพิเศษ” ในชุดปัจจุบัน ก็กล้าที่จะยอมรับความจริงว่าระบบกำลังเข้าสู่ภาวะโคม่า และต้องเร่งผ่าตัดแก้ไขโดยด่วน...ประเด็นสำคัญก็คือรัฐบาลจะจ่ายยาได้ถูกโรคหรือไม่?

(1) “30 บาทรักษาทุกโรค” แม้ทุกวันนี้จะยกเลิกการเก็บไปแล้ว แต่สโลแกนนี้ก็ยังยากจะลืมเลือน เฉกเช่นเดียวกับคำว่า “แฟ้บและผงซักฟอก” ความเป็นจริงแล้วระบบนี้ไม่ได้อนุญาตให้รักษาทุกโรค หากแต่รักษาบางโรคที่พ่อค้าคนกลางกำหนดให้รักษาและต้องด้วยวิธีที่กำหนดให้เท่านั้น

หากทำนอกเหนือจากที่กำหนด โรงพยาบาลและแม้แต่แพทย์อาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมข่าวไม่พอใจผลการรักษาจึงเพิ่มมากขึ้นนับแต่พ่อค้าคนกลางถือกำเนิดขึ้น

(2) “การรั่วไหลของเงิน” กรรมการของ บริษัท สปสช.ที่เต็มไปด้วยสารพัดองค์กรและมูลนิธิที่ถูกจัดตั้งขึ้นมาอย่างสอดรับไปพร้อมๆกับการก่อกำเนิดของ สปสช.นี้ในยุครัฐประหารเมื่อ 15 ปีที่แล้ว นัยว่าคนชงกฎหมายนี้ กับคนที่ดูแลสารพัดมูลนิธิและองค์กร เป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน

“รู้ดีว่าช่องโหว่ของกฎหมายที่ตนเองเขียนมากับมือมีอะไรบ้าง ทำอย่างไรจึงจะดูดเงินภาษีออกจากระบบไปเข้าองค์กรและกระเป๋าของตนเองได้มากที่สุดโดยไม่น่าเกลียด ล่าสุด...ก็มีการเปิดโปงการรับเงิน 20 กว่าล้านบาทภายใน 1 ปีของมูลนิธิไม่แสวงหากำไร (???) ในการจัดให้มีโครงการรับโทรศัพท์บริการให้คำปรึกษาโรค”

ที่น่าตลก... “ตัวละคร” ของมูลนิธิก็คือหนึ่งในคนที่ออกมาคัดค้านไม่ให้แก้ไขกฎหมาย

(3) “เสียงที่ถูกเมินเฉยหรือไปไม่ถึงพ่อค้าคนกลาง” ผลของการที่ บริษัทปล่อยให้มีกรรมการที่เป็นคนนอกซึ่งไม่ทำงานด้านการรักษาพยาบาลโดยตรง มาคอยชี้นำและถกเถียงเพียงเพื่อเอาชนะคะคาน แต่กลับไม่มีเก้าอี้สำหรับมดงาน (lay person) ที่ต้องอยู่หน้างานจริงๆ ทำให้ปัญหาที่แท้จริงไม่สามารถสื่อไปถึงเบื้องบน

ผลคือ “ระบบสาธารณสุข” อยู่ในอาการ “โคม่า”...เช่นทุกวันนี้

(4) “ความถูกต้องวัดกันด้วยจำนวนมือ ไม่ได้ด้วยข้อเท็จจริง” เช่นเดียวกับข้างต้น คนนอกที่เสียงดังแต่ไม่ได้เป็นคนทำงานด้านการรักษาและช่วยชีวิตผู้ป่วยจริงๆ สามารถใช้คอนเน็กชั่นเพื่อทำให้เกิดภาวะบล็อกโหวต ในลักษณะ “พวกมากลากไป” อาทิ การตัดสินว่า “การทำหมันแล้วท้องคือความเสียหายที่แพทย์ก่อ” “การกำหนดควบคุมวิธีการรักษาแบบคิดเองเออเอง ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษาโรค”

“จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมมดงานตัวจริงถึงได้รังเกียจระบบพ่อค้าคนกลาง ทำให้ประเด็นนี้คือหนึ่งในประเด็นหลักที่ต้องรีบแก้ไข และในขณะเดียวกันก็เป็นประเด็นที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากคนที่ได้รับเงินค่าเบี้ยประชุมทางตรงและผลประโยชน์ทางอ้อมตลอด 15 ปีที่ผ่านมา”

(5) “สังคมผู้สูงอายุ” ทุกวันนี้ประเทศไทยถือว่าได้เข้าสู่เรียบร้อยแล้ว ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเจ็บป่วยง่ายแต่รักษายาก แถมต้นทุนในการรักษาก็สูงกว่าคนหนุ่มสาวมาก แต่งบประมาณมีจำกัด จึงเป็นหน้าที่ของวิญญูชนคนไทยทุกคนที่ต้องตัดสินใจว่าจะเอาเงินจากไหนมาถมให้เต็ม โดยยังคงทำให้ระบบการรักษามีทั้ง “คุณภาพและยั่งยืน” ไปพร้อมๆกัน หรือจะปล่อยให้หนองระเบิดและระบบล่มไป จนลูกหลานเราต้องเดือดร้อน

(6) “คนไทยหนีภาษีเยอะและเสียภาษีทางตรงน้อยมาก” ฐานข้อมูลระบุว่าทั้งประเทศมีคนยื่นภาษีเพียง 10 ล้านคน จากประชากรเกือบ 70 ล้านคน และมีเพียง 4% ที่เสียภาษีทางตรง (คนเสียภาษีน้อยมาก)

ในขณะที่ประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเทียบต่อจีดีพีของไทยต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วมากมายนัก (คนหนีภาษีเยอะมาก) ทำให้รายรับที่จะนำมาถมกับโครงการนี้มีจำกัดจำเขี่ย แต่ฝ่ายการเมืองผ่านกลไกการเลือกตั้ง กลับไม่เอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา

(7) “เครือบริษัท ส.มหาชน” นอกเหนือจาก สปสช.แล้วยังมีสารพัดองค์กรที่คอยดูดเงินภาษีที่ควรเข้าสู่ระบบการรักษาโดยตรงออกไปสู่กระเป๋าของกลุ่มผูกขาดความดี ประมาณการว่า เฉพาะ “สสส.” ที่เกิดมาพร้อมกับพ่อค้าคนกลาง รับเงินไปแล้วรวมไม่ต่ำกว่า “50,000 ล้านบาท”

(8) “DRG” สำหรับคนทั่วไปคงไม่รู้จักคำคำนี้ แต่สำหรับคนทำงานในโรงพยาบาล ถือว่าเป็นคำที่คุ้นเคย เพราะเป็นเครื่องมือที่พ่อค้าคนกลางใช้ชักดาบโรงพยาบาล โดยการบังคับให้โรงพยาบาลรักษาไปก่อนแล้วค่อยจ่ายเงินคืน ปัญหาที่โรงพยาบาลพบคือ เงินคืนที่พ่อค้าจ่ายให้โรงพยาบาลไม่เท่ากับทุนที่ต้องใช้ไปในการรักษาผู้ป่วย ผลคือคลังสำรอง (เงินบำรุง) ที่สะสมมาตั้งแต่เปิดโรงพยาบาลเกลี้ยงท้องพระคลัง

“ตามที่เป็นข่าวว่า รพ.มีฐานะใกล้ล้มละลาย...แต่ที่ตลกร้ายคือ พ่อค้าคนกลางกลับได้รับรางวัลดีเด่นจากหลากหลายหน่วยงานที่สามารถกดราคาค่ารักษา โดยการเอาชีวิตผู้ป่วยตาดำๆมาเป็นเดิมพัน”

(9) “งานนอกสั่ง” จุดประสงค์ของการตั้งพ่อค้าคนกลางเพื่อให้เป็นที่พักเงินที่รัฐโอนมาให้แล้วให้ไปจัดหาสถานพยาบาลสำหรับรักษาผู้ป่วยที่มีฐานะยากไร้ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด แต่พ่อค้าหัวใสใช้วาทกรรม “ความเท่าเทียม” ขยายขอบเขตปล่อยให้เศรษฐีขับรถซุปเปอร์คาร์เข้ามาแบ่งเค้ก ผสมโรงกับวาทกรรม “มนุษยธรรม” “อนาถา” ปล่อยให้คนต่างชาติที่ไม่ได้เสียภาษีให้ประเทศแห่เข้ามารักษาฟรีแล้วชักดาบ

นอกจากนี้ยังตีความเข้าข้างตัวเองว่ามีหน้าที่กำหนดมาตรฐานการรักษารวมทั้งจัดหายาและเครื่องมือแพทย์ ที่คนทำงานไม่ได้ต้องการและไม่เห็นด้วย ผลคือประชาชนตาดำๆต้องพบกับการรักษาที่ด้อยคุณภาพลงทุกๆวัน จนมดงานต้องโดนฟ้องร้อง...ในขณะที่พ่อค้ารับแต่ความชอบไป

(10) “ระบบอุปถัมภ์ระหว่างเครือข่ายบริษัทและองค์กร” นับเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข ปัญหาธรรมาภิบาลในเครือบริษัท ส.นี้มีมานานแล้ว เล่าลือกันว่า...หากใครภักดีต่อท่านประมุข ก็จะได้รับการตอบแทนด้วยการนั่งในเก้าอี้บอร์ดสารพัด แม้จะไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรเลย เช่น โยกจาก สปสช. ไป สสส. ไปสถานีทีวี ไป สวรส. ไป สช.ครบวาระในบริษัทลูกแห่งนี้ ก็ย้ายไปอีกบริษัท แล้วโยกกลับมาใหม่

ผศ.นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ บอกว่า บางคนเป็นเภสัชมานั่งในฐานะผู้เชี่ยวชาญเรื่องยา พรุ่งนี้กลายเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเรื่องผู้สูงอายุ...ประมาณว่าแก่ข้ามชั่วคืน การผ่องถ่ายเงินระหว่างองค์กรด้วยการให้งบไปศึกษาวิจัยผ่านการพิจารณาจากคนกันเอง แต่ไม่เคยถูกประเมินว่างานที่ทำออกมาคุ้มค่าเงินหรือไม่

“ใครหน่วยก้านดีว่านอนสอนง่ายก็ส่งไปดูงานศึกษาต่อต่างประเทศ ที่ตลกร้ายสุดๆคือคนเหล่านี้กลับอ้างว่ารัฐบาลไร้ธรรมาภิบาลไปซะได้ ทั้งๆที่พวกพ้องทำกันเป็นเรื่องปกติ ในต่างประเทศคนเหล่านี้ล้วนต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินและที่มาที่ไปของรายได้และการเสียภาษีทั้งสิ้น”

มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่รู้ว่า “รัฐบาลยุคนี้”...ท่านผู้นำนิทานฉบับมดๆ จะกล้าผ่าตัดมะเร็งร้ายแค่ไหน ได้แต่ภาวนาอย่าให้เป็นมวยล้มต้มคนดูก็แล้วกัน.