วันอังคารที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่เคยมีเรื่องเสียใจ! เปิดใจพ่อน้องจูน นศ.ทำงาน รปภ. เผยวิธีเลี้ยงลูกอย่างไรให้ได้ดี

กับกระแสแรงล่าสุดในโลกโซเชียลทำให้ ‘น้องจูน’ น.ส.วัลย์ลดา กันตพลจรัณธร วัย 21 ปี นศ.ปี 3 คณะเศรษฐศาสตร์ ม.กรุงเทพ เหมาะสมอย่างย่ิงกับคำว่า "เน็ตไอดอล" เนื่องจากเธอหารายได้ช่วงปิดเทอมด้วยการเป็น รปภ.ห้างฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ซึ่งเป็นอาชีพที่น้อยคนจะสนใจและเลือกทำ โดยเฉพาะสาวๆ หน้าตาดีเช่นเธอ

นอกจากชาวโซเชียลจะยกย่องชื่นชมว่าเธอเป็นแบบอย่างที่ดี และช่วยปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนทำเยี่ยงอย่างแล้วนั้น ยังส่งผลให้พ่อและแม่ได้รับคำชื่นชมยินดีเหล่านี้อีกด้วย และต่างตั้งข้อสงสัยว่ามีวิธีการเลี้ยงดูอบรมเธออย่างไร จึงเป็นเด็กดีและคิดต่าง อีกทั้งไม่อายที่จะหางานพิเศษทำ ทั้งๆ ที่ฐานะทางครอบครัวไม่ได้ลำบากเรื่องเงินสักนิด มีธุรกิจรับสร้างรีสอร์ต โรงแรมที่ภูเก็ต 20 กว่าปีแล้ว

นายธนันท์รัฐ กันตพลจรัณธร หรือ ตึ้ง พ่อของน้องจูนเปิดใจกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ หลังลูกสาวตกเป็นข่าวดังว่าเป็นคนไม่ชอบให้มีเวลาว่าง จึงหางานพิเศษทำเพื่ออยากเปิดประสบการณ์ให้ชีวิต อยากเรียนรู้ในหลายอาชีพที่ไม่เคยสัมผัส จะได้มีประสบการณ์ที่ดีให้ตัวเอง

“ผมรู้สึกตกใจ ไม่คิดว่าจะมีคนแชร์เรื่องน้องจูนไปทำงานเป็น รปภ. มากมายจนเป็นข่าวดังขนาดนี้ ปกติเวลาปิดเทอมน้องจูนมักหางานพิเศษทำอยู่แล้ว เขาไม่ค่อยปล่อยให้ตัวเองมีเวลาว่าง อะไรที่คนอื่นไม่ทำเขาจะทำ อย่างอาชีพ รปภ.ที่เขาทำ ผมไม่ได้บอกให้ทำ เขาเลือกเอง ผมเคยทักว่าจะไหวเหรอ เพราะกลัวลูกเหนื่อย เรียนก็หนักอยู่แล้ว แต่เขาบอกว่าอยากฝึกให้ตัวเองมีความอดทน ตั้งแต่ 19 พ.ค. 60 ที่ทำงาน รปภ. เขาก็ไม่เคยมาบ่นให้ฟังเลยว่าไม่สนุก เหนื่อย ไม่อยากทำ” นายธนันท์รัฐเล่าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม

ผู้สื่อข่าวซักถามต่อว่า มีเทคนิคเลี้ยงน้องจูนอย่างไรจึงเป็นเด็กร่าเริ่ง สดใส และมีความคิดเป็นของตัวเอง นายธนันท์รัฐเผยว่า หลักการเลี้ยงลูกคือ เลี้ยงเหมือนเพื่อน ไม่บังคับ ไม่ห้าม แต่ชี้แนะให้ได้คิด เราจึงคุยกันได้ทุกเรื่อง ว่านอนสอนง่าย และตั้งแต่เลี้ยงน้องจูนมาจนเขาอายุ 21 ปี ไม่เคยมีเรื่องทำให้ตนเสียใจเลย

“ผมสอนน้องจูนตั้งแต่เด็กๆ และซึมซับให้เขาเป็นเด็กอยู่ในโอวาท เชื่อฟังคำสั่งพ่อ แม่ ยาย ทำอะไรให้ตั้งใจ อย่าเกเร ซึ่งผมโชคดีที่เขาเชื่อและไม่เคยมีเรื่องมาให้ทุกข์ใจเลย เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ผมก็สอนให้เขาแยกแยะเองโดยธรรมชาติ ต้องสู้และทำด้วยตัวเอง สอนให้เขาช่วยเหลือคนอื่น และอย่าทำให้ใครหรือสังคมเดือดร้อน อีกนิสัยที่ผมสอนลูกคือให้ประหยัด อดออม ซึ่งเขาก็ทำได้ เก็บเงินเก่งด้วย ผมส่งรายเดือนให้ใช้ เขาก็มีเหลือเก็บทุกเดือน” นายธนันท์รัฐสบตาน้องจูนด้วยแววตาภูมิใจที่นั่งอยู่ข้างกาย

“โลกโซเชียลค่อนข้างกว้าง มีทั้งสื่อดีและไม่ดีเกี่ยวกับเน็ตไอดอลต่างๆ เวลาเห็น ผมก็จะแนะนำ บอกลูกทั้ง 3 คนให้แยกแยะว่าสิ่งไหนควรลอกเลียนแบบ สิ่งไหนมีประโยชน์ไม่มีประโยชน์ เพราะเดี๋ยวนี้เด็กเลียนแบบและซึมซับความรุนแรงกันมาก อยากให้พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบเพื่อน เขาก็จะกล้าปรึกษาเราทุกเรื่อง เลี้ยงลูกให้มีอิสระ มีความคิดเป็นของตนเอง ลูกอยากทำอะไรทำเลย แต่ขออย่าทำให้คนอื่นเดือดร้อน” นายธนันท์รัฐกล่าวทิ้งท้ายด้วยแง่คิดที่ดี

ผู้สื่อข่าวหันไปพูดคุยน้องจูนว่า ที่มาทำงานพิเศษเป็น รปภ. มีเหตุผลอื่นหรือไม่ นอกจากอยากเปิดประสบการณ์ชีวิตใหัตัวเองดังที่นายธนันท์รัฐ ผู้เป็นพ่อได้กล่าวไว้ข้างต้น เธอตอบด้วยน้ำเสียงสดใสว่า อยากแบ่งเบาภาระพ่อแม่ และต้องการหาเงินเพื่อซื้อในสิ่งที่ต้องการด้วยหยาดเหงื่อตัวเอง

“จูนไม่อยากขอเงินพ่อแม่ซื้อในส่ิงที่อยากได้ อยากใช้เงินที่ตัวเองหามาได้มากกว่า เลยมาทำงานพิเศษ อย่างตอนเรียน ม.6 จูนก็ทำงานพิเศษเป็นเด็กเสิร์ฟในร้านพิซซ่าที่ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตนี่แหละ เงินที่ได้ก็นำมาซื้อรองเท้าและกระเป๋าที่อยากได้มานานแล้ว และแบ่งเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน อีกอย่างที่คิดหางานพิเศษทำเพราะต้องการแบ่งเบาภาระพ่อแม่ค่ะ”

กับการทำงาน 12 ชั่วโมง แลกกับเงิน 465 บาทต่อวัน ยืนจนเมื่อย เดินจนขาล้า จูนยอมรับว่าเหนื่อย แต่มีความสุข ไม่เคยคิดเลิกท้อ และจะทำต่อไปจนถึง 10 ก.ค. 60 เพราะต้องไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ

“สำหรับหน้าที่ในแต่ละวัน จูนต้องเดินตรวจจุดบริเวณที่บริษัทกำหนดให้ ดูแลความปลอดภัยและคอยบริการลูกค้าที่เข้ามาในห้าง เช่น แนะนำทางในกรณีที่ไม่รู้ว่าร้านอยู่ชั้นไหน หรือบางครั้งก็เดินไปส่งที่ร้านเลย พอได้มาทำแล้วรู้สึกมีความสุข รู้สึกไม่เสียใจเลยที่เลือกมาทำ รปภ. เพราะได้มิตรภาพจากเพื่อนร่วมงาน อีกทั้งยังได้ความอดทน เพราะทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัน วันแรกที่ทำรู้สึกเมื่อยมากเพราะต้องยืนหลายชั่วโมง แต่พอทำไปสัก 3-4 วันก็ชินและอยู่ได้ ถึงจะเหนื่อยแต่ก็มีความสุขกับการทำงานมากค่ะ” น้องจูนก้มมองชุด รปภ.ที่เธอใส่ทำงานด้วยความภูมิใจ

นอกจากน้องจูนจะเป็นคนขยันแล้ว ยังเป็นเด็กเรียนเก่งอีกด้วย ซึ่งผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากฝ่ายสื่อสารองค์กร ของ ม.กรุงเทพ ว่าในปี 59 น้องจูนเรียนได้เกรดเฉลี่ย 3.96 ได้รับรางวัลเรียนดีจาก ม.กรุงเทพ เป็นเงิน 5,000 บาท สร้างความภูมิใจใหักับครอบครัวและเธออย่างมาก

“รางวัลเรียนดี มีกติกาว่าผลการเรียนทุกเทอมใน 1 ปี เกรดเฉลี่ยรวมกันไม่ต่ำกว่า 3.7 ก็จะได้รางวัลเรียนดี เป็นเช็คเงินสด 5 พันบาท จูนรู้สึกภูมิใจ ดีใจมากที่เรียนได้สำเร็จด้วยตัวเอง แล้วได้สิ่งดีๆ กลับมา แต่จูนไม่ได้มุ่งหวังเรียนเพื่อให้ได้รางวัลนะคะ จูนเรียนอย่างเต็มที่ก็เพื่อตัวเรา ส่วนรางวัลที่ได้นั้นเป็นผลพลอยได้ค่ะ เงินที่ได้ก็เก็บไว้ที่ธนาคารค่ะ”

และจากการได้รับรางวัลเรียนดีในครั้งนี้ นายธนันท์รัฐ คุณพ่อของจูนได้ตัดสินใจซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ให้เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อเป็นรางวัลให้กับจูน และเนื่องจาก 5-6 ปีที่ผ่านมา น้องจูนไม่เคยขอให้ซื้อของให้เลย อีกทั้งโทรศัพท์เครื่องเก่าของน้องจูนมีปัญหาบ่อยๆ แต่จูนก็ทนใช้มาตลอด

จูนเปิดใจอีกว่า เหตุที่เลือกเรียนเศรษฐศาสตร์ ม.กรุงเทพ เพราะสนใจเรื่องหุ้นตลาดหลักทรัพย์ และฝันอยากเป็นโบรกเกอร์ อีกทั้งอยากทำงานเลี้ยงครอบครัวให้พ่อ แม่ได้สุขสบาย และปิดเทอมครั้งต่อไปก็จะหางานพิเศษทำเหมือนเคย แต่จะลองทำในอาชีพอื่นๆ ดู เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ท้าทายตัวเอง

“ทุกอาชีพที่สุจริต มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีเท่ากันหมด อาชีพ รปภ.ไม่ใช่อาชีพที่น่ารังเกียจเลย เป็นอาชีพที่น่ายกย่องด้วยซ้ำ เพราะได้ทำประโยชน์ให้คนอื่น ทั้งดูแลรักษาความปลอดภัย และบริการต่างๆ ถ้า นศ.ที่กำลังหางานพาร์ทไทม์ทำ แต่ยังไม่กล้า หรืออาย จูนแนะนำว่าอย่ากลัว ให้ลงมือทำเลย ไม่ว่างานอะไร แต่ขอให้เป็นงานสุจริต ไม่ต้องอายใคร ถ้าอายเราก็จะอดค่ะ” น้องจูนกล่าวทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน