วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคลียร์แล้ว คู่กรณีไม่ติดใจ‘ยาริส’หัวร้อน หลังเจ้าตัวยอมควักค่าเสียหาย

หนุ่มขับกระบะหอบลูกเมียให้ปากคำ ตร.คันนายาว บอกไม่ติดใจ “หนุ่มยาริส” คู่กรณี ที่ใช้ไม้เบสบอลทุบกระจก-ไล่ชนท้าย ภายหลังเจ้าตัวยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด พร้อมขอโทษที่ใจร้อนขาดสติ ขณะตำรวจจ่อแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกาย...

จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการแชร์ภาพกล้องหน้ารถกระบะ เป็นเหตุการณ์ของชายหนุ่มขับรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีเทา ขับเข้ามาปาดหน้าจอด ก่อนคว้าไม้เบสบอลมาทุบกระจกบริเวณแค็บของรถกระบะ ทำให้คนขับรถกระบะ ซึ่งมีภรรยาและลูกนั่งมาด้วย ต้องขับรถหลบออกไป โดยอ้างว่าเพื่อไปแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ทางหนุ่มยาริสยังคงขับตามมาและพุ่งเข้าชนท้ายรถกระบะ เป็นเหตุให้รถกระบะเสียหลักพุ่งชนรถที่จอดอยู่ข้างทาง ส่งผลให้ภรรยาของคนขับรถกระบะและลูกได้รับบาดเจ็บ จนเรื่องดังกล่าวกลายเป็นกระแสแชร์ไปทั่วสังคมออนไลน์ พร้อมทั้งวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการกระทำของคนขับยาริสเป็นอย่างมากนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ 26 มิ.ย. 60 นายอนุสรณ์ สิริพลภักดี อายุ 24 ปี และนางธนิตา แซ่ลี้ อายุ 22 ปี 2 สามีภรรยา อาชีพพ่อค้า แม่ค้าตลาดนัด พร้อมลูกสาววัย 2 ขวบ ผู้ขับขี่และผู้โดยสาร รถกระบะยี่ห้อ อีซูซุ รุ่นไฮแลนเดอร์ สีดำหมายเลขทะเบียน บร 8824 สระบุรี ซึ่งเป็นเจ้าของคลิปที่ถูกเผยแพร่ และนางปิยะวรรร ปิรยะวราภรณ์ อายุ 39 ผู้เสียหายอีกคนซึ่งเป็นเจ้าของรถยี่ห้อนิสสัน รุ่นนาวาร่า สีดำ หมายเลขทะเบียน ชพ 896 กรุงเทพมหานคร ถูกลูกหลงจากการพุ่งชนของรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส สีเทา หมายเลขทะเบียน สย 9119 กรุงเทพมหานคร ซึ่งมี นายนิอับดุลอาชิส มิเงาะ อายุ 35 ปี เป็นผู้ขับขี่ เดินทางเข้าพบ ร.ต.อ.หรัสชัย ศรีสุมัง พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และ พ.ต.อ.สิงห์ สิงห์เดช ผกก.สน.คันนายาว เพื่อพูดคุยถึงรายละเอียด ซึ่ง นายนิอับดุล บุคคลตามคลิป ซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถเก๋งยาริสไม่ได้เดินทางมาด้วย ให้สาเหตุว่าติดธุระอยู่ที่ต่างจังหวัด โดยจะเดินทางมาภายหลัง

พ.ต.อ.สิงห์ เผยว่า สำหรับคลิปที่ถูกเผยแพร่นั้นเป็นบางส่วน ซึ่งเหตุการณ์นั้นเกิดขี้นเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 09.20 น. บนถนนเลียบคลองสอง แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กทม. โดยทั้ง 2 ฝ่ายได้เดินทางเข้ามาแจ้งความ และตกลงค่าเสียหายกันทั้งหมดแล้ว โดยฝ่ายเจ้าของรถเก๋งยี่ห้อโตโยต้า รุ่นยาริส ผู้ก่อเหตุ ยินยอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด และค่ารักษาพยาบาลให้กับทั้งฝ่ายรถกระบะอีซูซุ และรถกระบะนิสสัน

พ.ต.อ.สิงห์ เผยต่อว่า สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว คือเริ่มด้วยรถกระบะอีซูซุ ขับตามถนนเลียบคลองสอง ก่อนจะกลับรถบริเวณปากซอย 32 ซึ่งรถเก๋งยาริสขับมาในทิศทางตรง โดยรถกระบะอีซูซุกลับรถปาดหน้ากับรถเก๋งยาริส จนกระจกมองข้างรถเก๋งยาริสได้รับความเสียหายตามคำกล่าวอ้างของ นายนิอับดุล ผู้ขับรถเก๋งยาริส ก่อนที่นายนิอับดุล จะขับแซงขึ้นไปปาดหน้ารถกระบะอีซูซุ บริเวณปากซอย 28 ก่อนเปิดประตูรถหยิบไม้เบสบอลออกมาตีเข้าที่กระจกหลังของรถกระบะอีซูซุ จนเสียหาย

กระทั่ง นายอนุสรณ์ ผู้ขับขี่รถกระบะอีซูซุพยายามหักซ้ายเบี่ยงออกมาจากจุดเกิดเหตุ โดยได้พูดอธิบายไว้ในคลิปว่าจะเดินทางไปแจ้งความ ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี ตามคลิปที่เผยแพร่ อย่างไรก็ตาม เมื่อรถกระบะอีซูซุขับเพื่อจะไปแจ้งความ โดยมีรถเก๋งยาริสขับกวดไล่ตาม เมื่อมาถึงปากซอย 18 รถเก๋งยาริสตัดสินใจพุ่งชนท้ายรถกระบะอีซูซุ ก่อนที่จะเสียหลักพุ่งชนเข้ากับรถกระบะยี่ห้อนิสสันอีกคันที่จอดอยู่ข้างทาง โดยในคลิปขณะที่ชนมีเสียงกรีดร้องของเด็กและผู้หญิง ก่อนทั้งคู่จะลงมาพูดคุยและเดินทางไปที่ สน.คันนายาว เพื่อพบพนักงานสอบสวนเพื่อตกลงและลงบันทึกประจำวัน

พ.ต.อ.สิงห์ เผยต่อไปว่า สำหรับคดีนี้จากการสอบสวนในวันเกิดเหตุ พอจะสรุปได้ 3 กรณีคือ ขับขี่รถโดยประมาท หรือหน้าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ ซึ่งเป็นฝ่ายของผู้ขับขี่รถกระบะอีซูซุที่มีการกลับรถแล้วเฉี่ยวชนกับรถเก๋งยาริสตามคำกล่าวอ้างของผู้ขับขี่รถยาริส หากมีการก่อเหตุจริงก็จะทำการแจ้ง ส่วนกรณีที่ 2 คือ ข้อหาทำให้เสียทรัพย์ การที่ผู้ขับขี่รถเก๋งยาริสลงมาใช้ไม้เบสบอลทุบกระจกด้านหลังรถกระบะอีซูซุ ซึ่งฝ่ายของผู้ขับขี่ถกระบะอีซูซุนั้นไม่ได้ทำการแจ้งความ เนื่องจากมีการพูดคุยถึงการชดใช้ค่าเสียหายแล้วจนเป็นที่พอใจ

ส่วนกรณีที่ 3 คือ การพุ่งชนของรถยาริสใส่ท้ายรถกระบะอีซูซุจนไปชนกับรถกระบะที่จอดอยู่ข้างทางอีกคันนั้น ตามข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายจิตใจหรือทำให้เสียทรัพย์ ก็ต้องทำการสอบปากคำว่ามีเจตนาก่อเหตุหรือไม่ หากพบว่ามีเจตนาจริงก็จะทำการแจ้งข้อหาต่อไป

“แท้ที่จริงแล้วหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ในฐานะเป็นประชาชนไม่มีสิทธิที่จะเข้าไปทำการจับกุมหรือควบคุมตัวผู้อื่น จึงอยากจะฝากถึงประชาชนโดยทั่วไป หากพบเหตุในลักษณะแบบนี้ขอให้ใจเย็นๆ และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ดีกว่าเข้าไประงับเหตุด้วยตนเอง” ผกก.สน.คันนายาว กล่าวทิ้งท้าย

ด้าน นายอนุสรณ์ กล่าวว่า สำหรับการใช้ไม้ทุบตีรถ และที่ลูกและภรรยาได้รับบาดเจ็บนั้น ตนเองไม่ได้ติดใจเนื่องจากมีการตกลงค่าเสียหาย อีกทั้งไม่อยากให้คดียืดยาวไปมากกว่านี้ เนื่องจากตนเองอยากที่จะกลับไปใช้เวลาทำมาหากินหาเงินเลี้ยงครอบครัว มากกว่าจะต้องขึ้นโรงพักหรือขึ้นศาล

“ส่วนตัวนั้นก็ไม่ได้ติดใจ เพราะหลังจากคู่กรณีขับรถพุ่งชนตน ก็ได้เดินเข้ามาขอโทษ พร้อมบอกถึงสาเหตุที่ทำไปเพราะใจร้อน ไม่มีสติ ส่วนที่ตนกลับรถแล้วไปเฉี่ยวชนรถของเขา ตนไม่ทราบจริงๆ ว่าเฉี่ยวชนหรือป่าว ซึ่งคดีจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ขอให้เป็นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ตัดสิน” นายอนุสรณ์ ผู้ขับขี่รถกระบะ กล่าว.