วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยึดโยงชาติมหาอำนาจ

บทบาทของประเทศไทยในโลกยังคงเป็นแค่มดตัวน้อย ตัวนิด เมื่อนำไปเปรียบกับมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯและจีน เวลารัฐบาลจะไปเจรจาให้มหาอำนาจหันมองประเทศไทย ต้องพยายามดึงความสนใจว่าไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และไทยเป็นศูนย์กลางของกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)

เพราะรู้ตัวว่าถ้าชูประเทศไทยออกมาเดี่ยวๆ ถูกมองข้ามอย่างแน่นอน

กรณีโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้โครงการฯได้รับข้อยกเว้นทางกฎหมายบางประการ ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการประเคนและเอื้อประโยชน์ให้กับจีนเกินไปหรือไม่ ทำไมชาติไทยจะต้องยอมศิโรราบให้จีนถึงขนาดนั้น

คำตอบหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ในยามที่สหรัฐฯของลดบทบาทความเป็นผู้นำโลก ไทยจำเป็นต้องอาศัยความเป็นมหาอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลไปในภูมิภาคเอเชียและภูมิภาคทั่วโลก ที่จะนำประเทศไทยไปสู่ภูมิศาสตร์การเมืองโลก (Geopolitic) ที่จะช่วยสร้างให้เกิดภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ (Geoeconomic) ใหม่ๆขึ้นมา

เส้นทางสายไหม หรือ One belt, One road ของจีน คือเส้นทางรถไฟที่มีโอกาสจะเชื่อมต่อประเทศต่างๆ ได้มากที่สุดถึง 64 ประเทศ ในกรณีที่จีนทำได้สำเร็จสูงสุด

ฉะนั้นการเชื่อมโยงรถไฟไทย-จีน จึงกลายเป็นหนทางหนึ่ง ที่จะผลักดันประเทศไทยไปเชื่อมต่อภูมิศาสตร์ทางการเมืองของโลก และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า ระบบการคมนาคมของไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียนและซีแอลเอ็มวีอย่างแท้จริง

เพราะแม้ภูมิศาสตร์ของประเทศไทยในปัจจุบันจะอยู่จุดกึ่งกลางอาเซียนจริง แต่ถ้าไม่เชื่อมรถไฟไทย-จีนแล้ว ภาษาฟุตบอล เรียกว่า “ตกลีก” ถ้าประเทศอื่นๆเขาเชื่อมกันได้โดยปราศจากไทย ที่ยังยักแย้ยักยันทะเลาะกันอยู่ในประเทศ

ทีนี้มาดูประเด็นการเจรจากับจีนว่าไทยยอมเสียเปรียบ...จริงหรือไม่

สิ่งหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญได้เลยว่า ประเทศไทยจะไม่ยอมเสียเปรียบให้กับจีนอย่างแน่นอน เพราะหัวหน้าคณะเจรจาฝ่ายไทยที่ร่วมเจรจากับฝ่ายจีนมายาวนาน 3 ปี ยืดเยื้อถึง 18 ครั้ง

เขาคือ รมว.คมนาคม ที่ชื่อ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” ตำแหน่งก่อนหน้าเป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หน่วยงานที่มีหน้าที่พิจารณาโครงการลงทุนของรัฐบาล และมีบทบาทท้วงติงทุกรัฐบาลที่ผ่านมาในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ฉะนั้น จึงไม่ต้องห่วงเรื่องความรอบคอบ รัดกุม และไม่เพลี่ยงพล้ำของนายอาคม จน พล.อ.ประยุทธ์ และรองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ยังเกิดอาการหงุดหงิดถึงความล่าช้าของโครงการที่ไม่สามารถคลอดออกมาได้สักที นายกฯออกมาบอกกับสื่อมวลชนว่า “ผมอาย ถ้าโครงการนี้ที่เริ่มมา 3 ปีแล้วเกิดไม่ได้”

จึงเปิดช่องให้ปลดล็อกประเด็นข้อกฎหมายที่ติดขัดอยู่ ด้วยการออกคำสั่งตามมาตรา 44 ให้ และนายกรัฐมนตรีก็กลายมาเป็นเป้าถูกโจมตีจากทุกทิศทุกทาง

มีความจริงที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ เกี่ยวกับการกัดฟันต่อสู้ในการเจรจาโครงการรถไฟไทย-จีน ของนายกรัฐมนตรี เมื่อครั้งไปเยือนกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือน มี.ค.2559 ที่ไม่ยอมให้ประเทศไทยเสียเปรียบจีน

พล.อ.ประยุทธ์ ได้พบกับนายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน และถูกทวงถามถึงความไม่คืบหน้าในโครงการนี้ ในใจของฝ่ายไทยรู้ดีอยู่ว่า ถ้าไทยยอมให้สัมปทานกับจีน ข้อตกลงภายในนั้นไทยจะถูกจีนยึดพื้นที่สองข้างทางรถไฟไปพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยอมไม่ได้เด็ดขาด จนถึงกรณีที่จีนไม่ได้ให้เงินกู้กับไทยในอัตราที่ผ่อนปรนเป็นพิเศษ

เมื่อการเจรจาถูกกดดันอย่างหนัก คำตอบที่เด็ดเดี่ยวของ พล.อ.ประยุทธ์ คือ ประเทศไทยจะขอลงทุนในโครงการดังกล่าวเอง แต่ยังคงใช้เทคโนโลยีของจีนเพื่อให้เส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกันได้

ในเมื่อไทยตัดสินใจจะใช้เงินภายในประเทศซึ่งมีจำกัด จึงเป็นที่มาของการตัดเส้นทางรถไฟนี้เป็น 2 ระยะ จากเดิมที่จะสร้างไปรวดเดียว 873 กิโลเมตร กรุงเทพฯ-หนองคาย จึงแบ่งเป็น ระยะแรก จากกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 256 กิโลเมตร ซึ่งต่อรองลดวงเงินจาก 220,000 ล้านบาท มาเหลือ 179,000 ล้านบาท จากนั้นจะมีระยะที่ 2 นครราชสีมา-หนองคาย 617 กิโลเมตร แล้วจึงจะไปเชื่อมต่อกับรถไฟจีนที่ออกมาจากลาว

เมื่อบทบาทของไทยในเวทีโลกยังไม่เข้มแข็ง วิธีการเช่นนี้ คือหนทางหนึ่งที่จะเดินหน้าประเทศไทยได้.

อมรรัตน์ จรูญสมิทธิ์
econ@thairath.co.th