วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือนวิกฤติพลังงานรอบใหม่

โดย หมัดเหล็ก

โครงการของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาพลังงาน ดูเหมือนจะมีอุปสรรคในทุกๆด้าน ใกล้จะถึงทางตัน ที่เกิดจากการต่อต้านของกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นตัวแทนภาคประชาชน หรือ เอ็นจีโอ ในเวลาเดียวกันความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ขึ้นมาเพื่อรองรับกับความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลามีการชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด

การก่อสร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ และ อ.เทพา จ.สงขลา จากการประเมินของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยคาดว่าจะมีความล่าช้าออกไปจากแผนที่กำหนดไว้ ไม่น้อยกว่า 4 ปี ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าในภาคใต้และโครงการอุตสาหกรรมต่างๆ จะต้องเผชิญความเสี่ยงกับสถานการณ์ไฟดับเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

การเปิดประมูลปิโตรเลียมที่มีแหล่งผลิตปิโตรเลียมกำลังจะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 และปี 2566 คือแหล่ง เอราวัณและบงกช หรือการเปิดให้สัมปทาน ปิโตรเลียมรอบที่ 21 ยังไม่สามารถดำเนินการใดๆได้เลย ส่งผลกระทบกับการผลิตก๊าซธรรมชาติที่จะใช้ในการผลิตไฟฟ้าอย่างแน่นอนและในที่สุดก็จะเกิดปัญหาการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติตามมาอีกระลอก

กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ประเมินว่า หากกระบวนการหาผู้ชนะการประมูลปิโตรเลียมรายใหม่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ทันตามกำหนดจะเกิดปัญหาวิกฤติก๊าซธรรมชาติขึ้นภายในปี 2564-2566 และจะส่งผลกระทบกับการผลิตไฟฟ้าคิดเป็นพลังงานที่สูงถึง 13,623 ล้านหน่วยหรือเทียบเท่ากับโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาด 1,700 เมกะวัตต์

จากการหารือกับ ปตท.และ กฟผ.ถึงแนวทางการปรับแผนก๊าซใหม่ ได้รับการเปิดเผยของ สราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จำเป็นต้องมีการปรับแผนการใช้พลังงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า แผนบริหารจัดการน้ำมัน แผนอนุรักษ์พลังงาน โดยสาระสำคัญของแผนก๊าซใหม่ก็คือ การนำเข้า LNG เพิ่มขึ้นเพื่อทดแทนก๊าซธรรมชาติที่หายไปจากการไม่มีการให้สัมปทานปิโตรเลียมและการชะลอการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

เบื้องต้นได้มีการเจรจากับ มาเลเซีย เพื่อนำก๊าซจากแหล่งพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ไปใช้สำหรับโรงไฟฟ้าจะนะ 3 กำลังผลิต 700-1,000 เมกะวัตต์ พร้อมกันนี้ต้องเร่งสร้างเทอร์มินอลสำรอง LNG เพื่อรองรับการนำเข้าในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง และพื้นที่ภาคใต้

รวมถึงการเจรจารับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว กัมพูชา เมียนมาและมาเลเซีย ในกรณีที่ไม่สามารถจัดหาก๊าซได้จริงๆก็จะต้องใช้ น้ำมันดีเซล มาปั่นไฟฟ้าแทน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนสูงกว่าปกติ 3-5 เท่า

ในอนาคตจะเกิดวิกฤติพลังงานขึ้นกับประเทศไทยในระดับไหน เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะฉะนั้นทั้ง ภาครัฐ เอกชนและ ประชาชน มีทางเลือกเดียวคือจะรับมือกับวิกฤติที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

เรื่องของพลังงานเป็นผลประโยชน์ร่วมของคนไทยทุกคน ถ้าอนาคตของประเทศจะถูกตัดสินโดยคนเพียงกลุ่มเดียวโดยที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่จะเกิดขึ้น สมควรแล้วหรือไม่ คนไทยต้องช่วยกันหาคำตอบ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th