วันอาทิตย์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ไม่เคยตายศพเดียว! เปิด 5 ข้อช่วยชีวิตเมื่อตกบ่อบำบัด

เรียกได้ว่าเป็นโศกนาฏกรรมอันเศร้าสลดที่สุดในปีนี้ก็ว่าได้ หลังจากที่มีเจ้าหน้าที่ 4 คน กระโดดตามลงไปช่วยนักศึกษาหญิงรายหนึ่งที่มาดูงาน หลังพลัดตกลงไปในบ่อบำบัดน้ำเสียหลังโรงงานอุตสาหกรรมย่านบางนา-ตราด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถึง 5 ศพ

เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งแรก วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย และยังเป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมีอีกด้วย โดยแหล่งข่าวท่านนี้คือ นายสุเมธา วิเชียรเพชร ผู้อำนวยการสำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วันนี้ นายสุเมธา จะมาบอกเล่าประสบการณ์ให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้อ่านเป็นความรู้ในครั้งนี้ด้วย...

โศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ขาดอากาศหายใจในบ่อ ไม่เคยตายแค่ 1 ศพ!

นายสุเมธา กล่าวด้วยความสลดใจว่า การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในที่อับอากาศนั้น เหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่เคยมีเสียชีวิตน้อยกว่า 1 ราย ครั้งหนึ่งเสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 4 ราย เพราะจะมีญาติพี่น้องลงไปช่วยเหลือด้วย ยกตัวอย่าง บ่อหมักขี้หมู ลงไป 1 คน มีคนลงไปช่วย 3 คน เสียชีวิตทั้งหมด 4 ศพ, บ่อหมักก๊าซชีวภาพ ลงไป 1 คน มีคนลงไปช่วย 3 คน เสียชีวิตทั้งหมด 4 ศพ, บ่อหมักหน่อไม้ ที่ จ.กาญจนบุรี คนที่ลงไปช่วยเหลือก็เสียชีวิตทั้งหมดเช่นเดียวกัน โดยเกิดจากการขาดอากาศหายใจทั้งนั้น

ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย เล่าต่อว่า เคยมีเคสเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว เป็นเหตุการณ์ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเกิดขึ้นที่โรงสีข้าวแห่งหนึ่ง ใน จ.ขอนแก่น ก่อนหน้านั้นช่วงวันหยุดมีคนงานลงไปในหลุมกระพ้อข้าวที่มีความลึก 3.5 เมตร ปากหลุมกว้างเพียง 0.5 ถึง 1 เมตร เพื่อเชื่อมเหล็กโดยใช้แอลพีจี มันเลยเกิดการเผาไหม้สมบูรณ์กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์สะสมอยู่ในก้นหลุมนั้น ก่อนขึ้นมาปิดฝาหลุม ขณะที่เช้าวันต่อมาคนงานลงไปทำความสะอาดในหลุมกระพ้อข้าว พอลงไปก็ขาดอากาศหายใจจนเสียชีวิต จากนั้นได้มีคนงานและหน่วยกู้ภัยอีก 7 คนลงไปช่วยเหลือ แต่ก็ขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตรวม 8 ราย ซึ่งผลการตรวจวัดปริมาณออกซิเจนที่ก้นหลุมมีเพียง 3% และมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 10% เท่านั้น

ทั้งนี้ สำนักระบาดวิทยา ได้เคยรายงานว่า มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากการทำงานในที่อับอากาศ (Confined Space) ช่วงปี 2546 - 2552 โดยมีผู้ป่วย 34 ราย เสียชีวิต 24 ราย อัตราการตายสูงถึง 71% และจากการวิเคราะห์ผู้เสียชีวิต พบว่า ประมาณ 60% เกิดจากการขาดออกซิเจน และผู้ที่เสียชีวิตมากกว่า 56% เป็นผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ โดยไม่ได้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนลงไปด้วย (อ่านข่าว สธ.เผยสถิติคนตายในบ่อ 7 ปีตายไป 24 ศพ)

รู้หรือไม่! บ่อบำบัดน้ำเสีย มีสารอันตราย 3 ชนิด

นายสุเมธา กล่าวว่า บ่อบำบัดน้ำเสียแบบปิด เป็นระบบบำบัดแบบไม่ใช้ออกซิเจน มีอินทรียสาร เศษผัก ผลไม้ เศษเนื้อ เกิดการย่อยสลายก็จะได้ก๊าซ 3 ตัวหลักๆ คือ

1.ก๊าซมีเทน - ก๊าซที่ไม่มีกลิ่น แต่เป็นก๊าซไวไฟ มีน้ำหนักเบา ลอยสู่อากาศได้
2.ก๊าซแอมโมเนีย - เป็นก๊าซพิษที่มีผลกระทบต่อสุขภาพอย่างรุนแรง หากสูดดมเข้าไปในปริมาณมากๆ ซึ่งทำให้เกิดการหมดสติและเสียชีวิตได้ทันทีถ้าไม่รีบให้การช่วยเหลือ ซึ่งก๊าซแอมโมเนียหากเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียระบบเปิด จะลอยสู่อากาศ ซึ่งจะทำให้ลดอันตรายลงได้
3.ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า - เป็นก๊าซที่มีพิษน่ากลัวชนิดหนึ่ง เป็นก๊าซที่มีน้ำหนักมากกว่าอากาศ ไม่ลอยขึ้นสู่อากาศ หากอยู่ในบ่อก็จะตกค้างสะสมอยู่ด้านล่างบ่อ ความเข้มข้นจะเพิ่มมากขึ้นกว่าด้านบน

ขณะที่ บ่อบำบัดน้ำเสียแบบเปิด ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะสามารถระบายได้ และมีระบบแบบเติมอากาศ คือ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าไป ทำให้กระบวนการย่อยสลายก็จะไม่เกิดก๊าซมีเทน ก๊าซแอมโมเนีย และก๊าซไข่เน่า

“เคสที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นบ่อพัก หรือบ่อรวบรวม เมื่อถึงระดับหนึ่งก็จะถูกปั๊มดูด เพื่อจะสูบออกไปยังระบบบำบัดน้ำเสีย พอบ่อนี้ปิดไว้ก็จะกลายเป็นที่อับอากาศทันที และทำให้เกิดก๊าซพิษ เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นบ่อลักษณะนี้จะอยู่ในอาคารปิด และมีประตูล็อกแน่นหนา ห้ามเข้าออก ยกเว้นผู้ได้รับอนุญาต และติดป้ายพื้นที่อับอากาศ” ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการจัดการกากของเสียและสารอันตราย อธิบาย

ไขวิธีสังเกตสถานที่แบบไหนมีสารพิษต้องระวัง!

1.สังเกตป้ายสัญลักษณ์แสดงความอันตราย ที่ติดไว้บริเวณหน้าประตูหรือหน้าห้อง เช่น ก๊าซไวไฟ ก๊าซพิษ เป็นต้น

2.สังเกตป้ายคำเตือนระบุ ‘พื้นที่อันตรายห้ามเข้า’ หรือ ‘ห้ามเข้าอย่างเด็ดขาด ยกเว้นได้รับอนุญาต’

3.สังเกตลักษณะโครงสร้าง Manhole บ่อพักน้ำ หรือบ่อรวบรวมน้ำเสีย แบบที่มีฝาปิด หรือ เป็นถังน้ำมันขนาดใหญ่

เปิดปฏิบัติการฉุกเฉิน 5 ขั้นตอน ช่วยชีวิตคนในพื้นที่ที่มีสารพิษอย่างถูกวิธี

สำหรับผู้ที่จะลงไปช่วยชีวิตผู้ตกอยู่ในอันตรายในพื้นที่ที่มีสารพิษนั้น จะต้องมีความพร้อม มีสติ และมีองค์ความรู้เป็นหลักสำคัญ โดยมี 5 ขั้นตอน ดังนี้

1.ตามหลักความปลอดภัย จะต้องตรวจวัดสารเคมีในห้องนั้นก่อน โดยจะต้องตรวจดังต่อไปนี้

1.1 ตรวจออกซิเจน หากน้อยกว่า 19.5 (V/V) ถือว่าเป็นที่อับอากาศ
1.2 ความไวไฟ หากมีเปอร์เซ็นต์ LEL (Lower Explosive Limit คือ ปริมาณเปอร์เซ็นต์ของแก๊สหรือไอระเหยขั้นต่ำที่ผสมกับอากาศ จนเกิดเป็นส่วนผสมที่เหมาะสมที่จะทําให้เกิดการระเบิดได้) มากกว่า 10% ถือว่าเป็นที่อันตราย
1.3 วัดก๊าซพิษที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลาย คือ ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ โดยก๊าซแอมโมเนีย ประมาณ 300 ppm. ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือ ก๊าซไข่เน่า 100 ppm. ถือว่าเป็นที่อับอากาศ

2.ถ้าตรวจแล้วทั้ง 3 ข้อ เข้าข่ายเป็นที่อับอากาศ หากจะลงไปต้องมีอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งถังอากาศหายใจ นอกจากนี้จะต้องสวมชุดเซฟตี้พิเศษ ขึ้นอยู่กับว่าก๊าซพิษภายในบริเวณนั้นเป็นอย่างไร ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังหรือไม่ หากเป็นก๊าซพิษที่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ จะต้องเป็นชุดป้องกันการดูดซึมผ่านของสารเคมี ไม่ใช่ชุดกู้ภัยทั่วไป

3.ถ้าไม่มีถังอากาศหายใจ จะต้องมีการระบายอากาศก่อน เพื่อให้อากาศบริเวณนั้น อยู่ในสภาพที่ปกติ โดยใช้พัดลมเป่าเพื่อไล่อากาศที่เป็นพิษออก หรือดูดอากาศพิษออกมา โดยการแหย่ท่อเข้าไปในถัง ในอุโมงค์ และอากาศบริสุทธิ์เข้าไปแทนที่

4.เมื่อลงไปในที่อับอากาศ ต้องมีบัดดี้ด้วยอย่างน้อย 3 คน โดยคนแรกคอยกำกับดูแล โดยใช้ไตรพอด ระบบรอก และเชือกผูกโยงให้เพื่อนลงไปด้านล่าง ส่วนคนที่สองคอยตรวจวัดอากาศบริเวณนั้นตลอดเวลาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง และคนที่สามลงไปปฏิบัติงานด้านล่าง โดยมีอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบเหตุเบื้องต้น มีเชือกรัดตัวผูกตรงใต้รักแร้ ไตรพอด ระบบรอก แต่อย่างไรก็ตามทั้งสามคนจะต้องผ่านการอบรมเรื่องการเข้าไปทำงานในสถานที่อับอากาศ

5.เมื่อช่วยผู้ประสบเหตุขึ้นมาได้แล้ว จะต้องพาไปยังจุดปลอดภัย เหนือลม หรือที่โล่ง จากนั้นต้องมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต เช่น ถังออกซิเจน ใช้ในกรณีที่ผู้ประสบเหตุลมหายใจอ่อน แต่หากผู้ประสบเหตุหมดสติไม่มีลมหายใจ ต้องรีบทำ CPR ปั๊มหัวใจ ซึ่งผู้ช่วยเหลือจะต้องเรียนวิธีการช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการใช้ถังออกซิเจน

“ปกติแล้วให้ลงไปในที่อับอากาศได้ไม่เกิน 30 นาทีต่อคนต่อครั้ง เนื่องจากถังอากาศหายใจที่ใช้อยู่ได้ประมาณ 30 นาที เมื่อลงไปด้านล่างแล้วต้องระวังด้วยว่าทีมของเราคอยดูแลเราอยู่หรือไม่ บางทีเพื่อนอยู่ข้างบนอาจจะละทิ้งไปได้ ต้องคอยสื่อสารกันอยู่ตลอด ไม่ควรอยู่ลำพัง” หัวหน้าชุดปฏิบัติการฉุกเฉินสารเคมี อธิบายจากประสบการณ์

อุทาหรณ์สอนใจ คิดช่วยเหลือต้องปลอดภัย

“การคิดว่าเป็นบ่อบำบัดน้ำเสียไม่น่าจะมีปัญหา เคยเปิดฝาท่อระบายน้ำไม่เห็นจะเป็นอะไร แต่มันไม่เหมือนกัน น้ำในท่อระบายน้ำมันไหลอยู่ตลอด เกิดก๊าซอันตราย 3 ชนิดเช่นกัน เพียงแต่ความเข้มข้นไม่มากเท่ากับบ่อรวบรวมน้ำเสียที่น้ำนิ่งๆ ไม่มีการเคลื่อนไหว อย่างบ่อในโรงงานอยู่แล้ว เป็นสิ่งที่อันตรายมากๆ

และผมคิดว่านี่คือความมีจิตเมตตาของคนไทย เห็นคนต้องการความช่วยเหลือก็ลงไปช่วยโดยที่ไม่รู้ว่าสภาพบริเวณนั้นเป็นอย่างไร อยากให้ฉุกคิดสักนิดหนึ่งก่อนจะเข้าไปว่า หากเข้าไปช่วยอาจจะเป็นรายที่สอง รายที่สามตามมา แต่ถ้าจะเข้าไปช่วยเหลือจะต้องทำให้สภาพตรงนั้นปลอดภัยเสียก่อน เช่น พัดลมเป่าก๊าซพิษ หรือมีถังอากาศหายใจ จึงจะลงไปช่วยได้

ดังนั้น ความห่วงที่จะช่วยคนให้ปลอดภัย โดยที่ไม่คำนึงถึงว่าตัวเองจะมีอันตราย แม้ว่าข้างบนจะมีอากาศหายใจ แต่พอยิ่งลงไปด้านล่างอากาศยิ่งน้อย ยิ่งมีก๊าซพิษมากขึ้นเรื่อยๆ จึงเกิดเป็นเหตุเศร้าสลดขึ้นจากความมีจิตใจเมตตา เรื่องนี้ก็เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่น่าห่วงเช่นกัน” ผอ.สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย กรมควบคุมมลพิษ กล่าวทิ้งท้าย.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง