วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชาชนได้หรือเสีย แก้กฎหมายบัตรทอง

นพ.โสภณ เมฆธน-นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา


แนวคิดในการแก้ไขเพิ่มเติม ในร่างพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...พ.ศ. ....) คือบทนิยามคำว่า “บริการสาธารณสุข”, “สถานบริการ” และเพิ่มบทนิยามคำว่า “ค่าใช้จ่ายเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุข” และคำว่า “เงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ”

แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบ วาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ ของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, อำนาจหน้าที่และรายได้ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ลักษณะต้องห้ามของเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

หลักเกณฑ์การจ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นให้แก่ผู้รับบริการและผู้ให้บริการ, หน้าที่และสิทธิได้รับค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการ และแก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบ วาระการดำรงตำแหน่งและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน

ภาพใหญ่เพื่อแก้ปัญหาข้อติดขัด ขัดข้องที่เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ และให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการของหน่วยบริการ

ส่งผลกระทบถึงการให้บริการด้าน “การแพทย์” ... “การสาธารณสุข” แก่ประชาชน...ผู้รับบริการโดยรวม รวมทั้งแยกบทบาท “ผู้ซื้อบริการ” ...“ผู้ให้บริการ” และ “ผู้ควบคุมกำกับ” ให้ชัดเจน ไม่ทับซ้อน

สามารถร่วมมือกันทำงานสู่เป้าหมายร่วมและตัวชี้วัดร่วมที่กำหนดร่วมกัน บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่พึงปรารถนาร่วมกัน เพื่อให้การบริหารจัดการ “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” มีธรรมาภิบาล และยึดหลักวินัยการเงินการคลัง

ประเด็นหลักๆที่ยังเป็นปัญหาคาใจ ทั้งเรื่องของบอร์ดบริหาร ซึ่งประชาชน...ผู้ใช้บริการก็ไม่รู้เรื่องแน่ ขอแต่เพียงให้ฉันได้สิทธิรับการรักษาเป็นพอ หรือแม้กระทั่งประเด็นร่วมจ่าย แยกเงินเดือน แล้วก็ซื้อยารวม

ข้อติดขัดเหล่านี้จะแก้อย่างไร ต้องลงในรายละเอียด

“เปรียบเสมือนกับว่ามีล้ออยู่สองล้อที่ต้องมีแกนเชื่อมให้ล้อทั้งสองนี้วิ่งไปด้วยกัน ล้อที่หนึ่งคือ...ล้อผู้ให้บริการหมุนไปเดินหน้าไปอย่างหนึ่ง ล้ออีกด้าน คือ บริหารการเงิน สปสช.ก็เดินหน้าไปอีกอย่างหนึ่ง หากไม่มีแกนเชื่อมกัน ระบบประกันสุขภาพประเทศไทยก็คงไม่สมบูรณ์”

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) บอกว่า ตัวเชื่อมที่ว่านี้ก็คือ เครื่องมือ ซึ่งก็อยู่ในกฎหมาย เราพยายามมาดูหลักกฎหมายว่าจะเชื่อมกันได้อย่างไร ล้อผู้ให้บริการกับล้อการเงินต้องไปด้วยกัน

“ผู้ให้บริการ”...ไม่ได้เอาเงินนำหน้า ถือว่าพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ลงพื้นที่กับรัฐมนตรีโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก คุณหมอวรวิทย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล อยู่ที่นี่มา 26 ปีเต็มแล้วดูแลคนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ทุกลมหายใจเข้าออกของคุณหมอมีแต่คนไข้

หน้าตาเมื่อมีโอกาสที่ได้พูดคุยกัน ก็กังวลว่าจะเอาเงินที่ไหนมาดูแลพี่น้องประชาชน

นี่ก็คือ “คนดี” ของกระทรวงสาธารณสุข หรือไปเยี่ยมโรงพยาบาลทั่วไป กรณีการผ่าตัดคนไข้ข้อเข่าด้วยการส่องกล้อง เพื่อลดการที่ต้องเข้ามานอนโรงพยาบาล แล้วก็ลดการเจ็บปวดทรมาน หรือแม้แต่การผ่าตัดนิ่วถุงน้ำดีก็ส่องกล้อง คุณหมอคนเก่งๆ คนดีๆ เหล่านี้ก็มุ่งหวังทำเพื่อ “คนไข้”

แม้กระทั่งแนวคิด “โรงพยาบาลประชารัฐ” ของคุณหมออภิสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น กับคุณหมอวิชัย ที่โรงพยาบาลน้ำพอง ที่นำเสนอแนวคิดนี้ขึ้นมาก็เพื่อผู้รับบริการในพื้นที่

โรงพยาบาลประชารัฐก็คือ โรงพยาบาลของประชาชน เพื่อประชาชน และก็โดยประชาชน...มาช่วยกันบอกว่าต้องการอะไร แล้วก็มาช่วยโรงพยาบาลแก้ปัญหา ช่วยบริหาร...

ทำอย่างไรให้คนยากคนจนมาโรงพยาบาลแล้วได้นอนห้องพิเศษด้วย

คุณหมอคิดโครงการนี้ขึ้นมาจะทำห้องพิเศษสัก 20 ห้อง ปรับปรุงให้ดี แล้วก็มีใครบ้างที่จะเป็นสมาชิกในพื้นที่สัก 10,000 คน กติการะบุว่าอาจจะเสียเงินคนละ 3 บาทต่อวันได้ไหม ปีหนึ่งก็ 1,000 บาท

สมาชิก 10,000 คน ก็ได้เงิน 10 ล้านบาท...พอแล้วที่จะดำเนินกิจการห้องพิเศษ ถ้าคนที่เป็นสมาชิกมาโรงพยาบาลแล้วเกิดเจ็บป่วยต้องนอนพักรักษาตัวก็ให้สิทธินอนห้องพิเศษเลย...แม้จะเป็นสิทธิบัตรทอง 30 บาทก็ได้นอนห้องพิเศษ เบิกได้ตามสิทธิ เพียงแต่ว่านี่คือเป็นการ “ร่วมจ่าย” หรือเปล่า...“3 บาทต่อวัน”

คำถามมีว่า...คนดีๆ (คุณหมอดีๆ) อย่างนี้มาเป็นกรรมการบอร์ดได้ไหม? กระทรวงฯมีโรงพยาบาลกว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ ต้องจากกระทรวงฯคนเดียวใช่ไหม เอาคนดีๆอย่างนี้มาเสนอสิ่งดีๆในที่ประชุมบอร์ดด้วยได้หรือเปล่า สิ่งดีๆที่ว่าก็อย่างคุณหมอวรวิทย์ รพ.อุ้มผาง จะโกงค่ายาไหม

คุณหมอที่มีแนวคิด เอื้อให้กับคนไข้ ประชาชนผู้เข้ามารับบริการอย่างนี้จะมีปัญหาไหม นี่คือสิ่งที่เราจะเปิดกว้างไหม...ให้คนเก่งๆทั่วประเทศเข้ามาทำงาน มุมมองส่วนตัวชอบในการเปิดกว้าง เอาคนดีมาร่วมพัฒนาระบบให้ดีขึ้น...ทำอย่างไรให้มดกับสิงโตใกล้ชิดกันโดยไม่ต้องมีเห็บ เหลือบ แมลงสาบ ตัวเงินตัวทองมากั้น

ข้อท้วงติง 14 ข้อ ลดเหลือ 4 ข้อแล้ว นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. บอกว่าประเด็นที่เห็นต่างค่อนข้างชัดเจน แสดงว่ายังมีอะไรบางอย่างที่ยังเป็นคำถามอยู่ สี่...ห้าประเด็นเหล่านี้ต้องดำเนินการอะไรต่อ ส่วนที่ไม่เห็นต่างกันแล้วก็ต้องไปทำให้ชัดเจนขึ้น ให้เห็นเป็นรูปธรรม

ประเด็นความต่างมีความสำคัญที่จะสะท้อนออกมา ใน พ.ร.บ.เขียนถึงอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ...เป็นตัวสำคัญในการกำหนดสิทธิประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับ ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญเลยว่าอะไรก็แล้วแต่ เอาเงินภาษีประชาชนมาให้ก็ต้องคืนกลับสู่ประชาชน

“คนไข้โรคมะเร็งที่เข้ามาถึง คนไข้ไตวายที่เสียชีวิตโดยไม่ได้ล้างไต เนื่องจากนโยบายรัฐบาลความร่วมมือของหน่วยบริการต่างๆเริ่มเข้าถึงเรื่อยๆ จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีแนวโน้มที่ดี”

ประชาชนจะ “ได้สิทธิ”... “เสียสิทธิ” อะไรมากน้อย? ในเรื่องสิทธิไม่มีการแก้ในกฎหมายจึงไม่ได้เสียสิทธิ ในประเด็นเรื่องการแก้คณะกรรมการฯ ซึ่งเป็นการกำหนดสิทธิใหม่ ตรงนี้เป็นเรื่องอนาคต อยู่ที่บทบาทกรรมการในหน้าที่ที่อยู่ใน พ.ร.บ. 10 กว่าข้อ คงเป็นเรื่องของอนาคตต่อไป

หลักการในเรื่องแยก “ผู้ซื้อ” กับ “ผู้ขาย” แยกระหว่างล้อซ้าย...ขวา ทำให้เกิดการถ่วงดุล สิ่งสำคัญก็คือเรื่องวิธีการทำงาน ความร่วมมือระหว่างกันที่จะพาองคาพยพที่เรียกว่าทรัพยากรต่างๆไปให้ประชาชน

ขณะนี้กลางน้ำของเราผู้ให้บริการรายใหญ่กระทรวงสาธารณสุข สปสช.ในเรื่องการร่วมมือการทำงานชัดเจนแล้ว ก็เหลือแต่ต้นน้ำนิดเดียวที่เราต้องเข้าใจว่าด้วยทรัพยากรที่จำกัดที่ไหลลงมา ก็คือ “งบประมาณ” ที่น้อยไปนิดนึง ไหลลงมาอาจจะไม่ทั่วถึง

“เราจะจัดการกลางน้ำร่วมกันอย่างไร เราแยกกันแต่ไม่ได้แยกแบบไม่ได้มองหน้ากัน เพื่อประโยชน์สูงสุด นี่คือประเด็นสำคัญในอำนาจหน้าที่ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ยังถกเถียงกันอยู่ในสี่...ห้าประเด็น”

ต้องมาทำให้ตกผลึกมากยิ่งขึ้น ให้ช่องว่างลดลงให้มากที่สุด ส่วนที่เห็นต่างก็ไปหารือกัน ถ้าเป็นเรื่องวิชาการก็ไปวิจัยต่อ ถ้าเป็นเรื่องบริหารก็ไปในเรื่องของการจัดการในเชิงโครงสร้างปฏิบัติต่อได้

“อาจจะไม่ต้องเขียนในแง่กฎหมาย ซึ่งความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการในเรื่องต่างๆก็สามารถผลักดันการทำงานให้เข้าถึงประชาชนได้” นพ.ศักดิ์ชัย ฝากทิ้งท้าย

(ร่าง) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่... พ.ศ. ....) เป็นกฎหมายสำคัญที่สังคมเฝ้าจับตา...และให้ระทึกใจยิ่งกว่าก็คือ อนาคตที่ฝากไว้ในมือ “คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” ที่มีอำนาจตามตัวบทกฎหมายฉบับนี้.