วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ข้อกังวลในการปฏิบัติ

โดย ซูม

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. ...ในวาระที่ 2 ที่ 3 ซึ่งจบลงโดยมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของ สนช. ให้ใช้เป็นกฎหมายต่อไป

ส่งผลให้อีกไม่นานนัก ประเทศไทยของเราก็จะมีคณะกรรมการชุดใหญ่ขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อจัดทำร่างยุทธศาสตร์ชาติให้แล้วเสร็จใน 4 เดือน เพื่อเป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาและบริหารประเทศชาติสืบไป

ที่ค่อนข้างฮือฮาก็ตรงที่กฎหมายฉบับนี้มีบทลงโทษด้วย และท่านรองนายกฯ ดร. วิษณุ เครืองาม ได้ออกมาอธิบายเพิ่มเติมว่าใครไม่ทำ ตามยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้ อาจจะเจอโทษหนักถึงขั้นเข้าคุกหรือถูกถอดถอนกันเลยทีเดียว

ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนักวิชาการจำนวนไม่น้อยว่าเป็นกฎหมายที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันหรือไม่ เพราะ ยุทธศาสตร์ชาติ นั้น ควรจะยืดหยุ่นสอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายใน ภายนอก และควรจะปรับได้ตลอดเวลา และไม่ควรมีบทลงโทษ

โดยส่วนตัวของผมเองเท่าที่ติดตามการจัดทำยุทธศาสตร์มาตั้งแต่ต้นและได้อ่านรายงานการจัดทำหรือเบื้องหลังการจัดทำก่อนจะเสนอเป็นกฎหมายที่เผยแพร่มาโดยตลอด ค่อนข้างประทับใจทีเดียว

มีการติดตามประมวลยุทธศาสตร์ของชาติต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ทั้งของสหรัฐฯของจีนของออสเตรเลียและของแอฟริกาหลายประเทศ รวมทั้งของมาเลเซียเอาไว้อย่างละเอียด

ก่อนที่จะมาระดมความคิดที่จะจัดทำยุทธศาสตร์ของเราเอง และจบลงด้วย พ.ร.บ.ฉบับนี้

แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือ การนำไปสู่การปฏิบัติภายหลังจากมีรายละเอียดของยุทธศาสตร์ครบทุกๆด้านตามที่คณะกรรมการจะจัดทำขึ้นภายใน 4 เดือนตามที่กฎหมายระบุไว้

หากเข้มเกินไป เฉพาะเจาะจงเกินไปไม่มีทางเลือกให้ปฏิบัติอย่างอื่นเลยก็อาจจะทำความลำบากใจให้แก่รัฐบาลในอนาคตไม่มากก็น้อย (เว้นแต่ จะเป็นรัฐบาลที่สืบต่อไปจากชุดปัจจุบัน)

เพราะโดยธรรมชาติของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมจะมีจุดยืนของตนเอง มีนโยบายบางอย่างที่เขาเห็นว่าเป็นประโยชน์แก่ประชาชนและประเทศชาติ เช่นกัน

แต่ถ้าหากนโยบายนั้นเกิดขัดแย้งกับยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ก็จะไม่สามารถกระทำได้ เว้นเสียแต่จะต้องมาหาทางแก้กฎหมาย ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย สำหรับรัฐบาลในอนาคตดังกล่าว

ผมเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติของหลายประเทศที่มีการอ้างถึงเช่นสหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, หรือแม้แต่มาเลเซีย คงจะมีความยืดหยุ่นพอสมควร ไม่น่าจะถึงขั้นมีกฎหมายบังคับว่าถ้าไม่ทำตามแล้วจะผิด

โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา ผมมั่นใจว่าอย่างไรเสียก็ไม่น่าจะเหนือกว่าหรือยิ่งใหญ่กว่านโยบายของประธานาธิบดี

ความกังวลใจของผมก็อยู่ตรงนี้แหละครับ อยู่ตรงที่ยุทธศาสตร์ชาติจะแข็งขันเกินไป จะเป็นปัญหาสำหรับการบริหารของรัฐบาลในอนาคต

เพราะโดยหลักการของประชาธิปไตยนั้น รัฐบาลใดก็ตามที่ได้รับ เลือกตั้งมาจากประชาชนย่อมจะมีนโยบายที่ถูกใจประชาชน (ซึ่งไม่ใช่ ประชานิยมอย่างที่แล้วมา) แต่ไม่ตรงกับยุทธศาสตร์อยู่บ้าง

การไปตีกรอบไว้เสียหมดจนพรรคการเมืองแทบจะไม่มีโอกาสเสนอ นโยบายใหม่ๆเลย อาจจะไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตยก็ได้นะครับ

ขอเรียนย้ำว่า ผมเข้าใจในเจตนาของท่านที่นำเสนอความคิดเรื่องยุทธศาสตร์จนนำไปสู่การมีกฎหมายใช้บังคับ ซึ่งเป็นเจตนาที่ดีงาม และหวังดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ผมเพียงแต่ไม่สบายใจว่าในทางปฏิบัติจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะสอดคล้องกับความเป็นจริงของโลกและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศไทยในอนาคตหรือไม่เท่านั้น

แต่ก็คงต้องรอดูรายละเอียดของ “ยุทธศาสตร์” ที่คณะกรรมการที่มีท่านนายกฯเป็นประธานจะจัดทำขึ้นตามที่กฎหมายนี้ระบุ ว่าจะมีหน้าตาอย่างไรเสียก่อน

ถ้าออกมาแบบกว้างๆ มีทิศทางให้เลือกปฏิบัติบ้าง ไม่จำเฉพาะเจาะจงหรือผูกมัดจนเกินไป ก็คงจะพอรับได้ ยังไงๆ ก็รอดูผลงานที่ท่าน และคณะอนุกรรมการชุดต่างๆจะจัดทำขึ้นซะก่อนก็แล้วกันครับ.

“ซูม”