วันเสาร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"พีทีจี" จากจ๊อบเบอร์สู่เบอร์ 2 ทุกที่ทั่วไทย "ปั๊มพีที" จะไปให้ถึง



ในระยะ 3–5 ปีที่ผ่านมา ค่าการตลาดน้ำมัน (กำไร) ของผู้ค้าน้ำมัน ที่เคลื่อนไหวขึ้น–ลงในระดับ 1.70–2 บาทต่อลิตร ตามความผันผวนของราคาตลาดโลกนั้น ไม่ก่อให้เกิดแรงจูงใจที่มากพอ ให้ผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่–เล็ก ทุ่มเงินลงทุนในธุรกิจสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) แห่งใหม่มากนัก

ดังนั้น แม้บริษัทน้ำมันรายใหญ่เกือบทุกรายจะประกาศเป้าหมายการตั้งปั๊มใหม่ปีละ 50-100 แห่ง แต่ในความเป็นจริง มีการตั้งปั๊มใหม่หรือปรับปรุงกิจการในปั๊มเดิม เพียง 10-50 แห่งต่อปีเท่านั้น เพราะต้นทุนปั๊มใหม่รวมค่าที่ในยุคปัจจุบัน อาจสูงทะลุ 80-100 ล้านบาท

ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ธุรกิจน้ำมันถือว่าอยู่ในยุคแห่งการทรงตัว และจะยืนระยะไปจนถึงปี 2565 ที่จะเข้าสู่ยุคขาลง ตอบรับความนิยมในรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ซึ่งจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

ท่ามกลางภาวะการลงทุนแบบ “ถนอมตัว” รับขาลงของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่อื่นๆ ขณะที่หลายรายทยอยปิดกิจการหรือขายทิ้งกิจการไปก่อนหน้านี้ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือพีทีจี ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2531 ภายใต้ชื่อบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง จำกัด เริ่มต้นธุรกิจในฐานะจ๊อบเบอร์ (ผู้ค้าส่งน้ำมัน) กลับสามารถฟันฝ่า จนสามารถขยับขึ้นเป็นผู้ประกอบการค้าปลีกและค้าส่งน้ำมันเบอร์ต้นๆที่น่าจับตามองในขณะนี้

คำถามที่ตามมาคือ “พีทีจี” มีกลเม็ดเด็ดพรายอะไร จึงสามารถยืนระยะทำธุรกิจในวงการค้าปลีกน้ำมันมากว่า 3 ทศวรรษ และยังสามารถแตกแขนงการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง

พิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของพีทีจี เอ็นเนอยี กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไร จึงหาญกล้าทุ่มลงทุนขยายปั๊มน้ำมันภายใต้ชื่อ “ปั๊มพีที” และกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำมันอย่างถึงลูกถึงคนมาโดยตลอด เชิญติดตาม....


ก้าวสู่ทศวรรษที่ 4 ต้องโตต่อ

“เราก้าวมาถึงวันนี้ เพราะพนักงานทุกคนของบริษัทร่วมใจกันทำงานขับเคลื่อนธุรกิจพีทีจีให้เติบโต 3 ทศวรรษที่ผ่านมา เราล้มลุกคลุกคลานนับตั้งแต่วันก่อตั้งกิจการเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2531 ผ่านร้อนผ่านหนาวจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 ซึ่งทำให้บริษัทฯมีภาระหนี้สินรวม 3,600 ล้านบาท จากนั้นก็ทยอยปรับโครงสร้างหนี้ ทยอยขอผ่อนชำระหนี้ จนพลิกฟื้นกิจการกลับสู่ภาวะปกติได้จนหมดภาระหนี้สิน เมื่อปี 2549”

 

ตั้งแต่วันที่ปลดแอกจากภาระดังกล่าวได้ เขาแจ้งเป้าหมายและแผนธุรกิจของบริษัทฯให้พนักงาน ตลอดจนผู้บริหารทุกๆคนได้รับทราบ เพราะจากนี้จะเดินและเติบโตไปด้วยกัน เมื่อมีเป้าหมายที่ชัดเจน ก็เหมือนมีเข็มทิศนำทาง บวกกับความทุ่มเทของทุกคน หลอมรวมกันเป็นแผนงานจนไปสู่การลงมือปฏิบัติ

“เราสะกดคำว่าย่อท้อไม่เป็น แม้จะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลาของการทำงาน แต่ด้วยความมุ่งมั่น เราจะไม่หยุดอยู่แค่การให้บริการด้านพลังงาน แต่จะขยายธุรกิจใหม่ๆ เพื่อให้ไปถึงทุกทิศแดนไทย เป็นที่หนึ่งในใจคนไทยทั้งประเทศ”

ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจพีทีจี จะต้องมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปี ปีละ 30% ซึ่งอนาคตข้างหน้า การเติบโตจากฐานธุรกิจที่มีอัตราการขยายตัวต่อเนื่อง อาจทำได้ยาก แต่ก็จะต้องตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยโครงสร้างการทำธุรกิจที่มองต่างมุม มาตั้งแต่การพลิกธุรกิจจากวิกฤติ มาจนถึงวันนี้

“ณ วันนี้ พีทีจีผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบถึงวัยกลางคน ถือว่าเดินมาถูกทางและจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 อย่างมั่นใจและมีศักยภาพ”

เป้าหมายสู่ที่ 2 รองจาก ปตท.

ปีนี้พีทีจีจะใช้เงินลงทุน 5,000 ล้านบาท ในธุรกิจปั๊มน้ำมัน ร้านค้าปลีก และอื่นๆ เพื่อให้สามารถขยายปั๊มน้ำมันพีทีแห่งใหม่ๆให้ได้ปีละ 400 แห่ง จากสิ้นปีที่ผ่านมามีจำนวน 1,407 แห่ง และสิ้นปีนี้จะเพิ่มเป็น 1,800 แห่ง ปี 2561 จะมี 2,200 แห่ง แซงหน้าบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีปั๊มน้ำมัน 1,825 แห่ง และภายในปี 2565 จะมีปั๊มพีทีรวม 4,000 แห่ง แบ่งเป็นกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ในสัดส่วน 5-7% ที่เหลืออยู่ในต่างจังหวัด

โดยปั๊มพีทีในต่างจังหวัด จะใช้นโยบาย 2 ตำบลต่อ 1 ปั๊มพีที เพื่อขยายฐานลูกค้าให้สามารถใช้บริการได้อย่างสะดวกสบาย

กลยุทธ์สำคัญในการหาพื้นที่เพื่อสร้างสาขาปั๊มใหม่ จะทำโดยการส่งทีมงานลงพื้นที่สำรวจประชากรปั๊มเพื่อให้ทราบว่า เมืองไทยมีปั๊มน้ำมันยี่ห้ออะไรบ้าง เป็นปั๊มแบบแฟรนไชส์หรือแบบอิสระในสัดส่วนเท่าใด เมื่อรู้ว่ามีปั๊มแห่งใดที่กำลังจะหมดสัญญาเช่า และเจ้าของที่ดินเดิมไม่อยากต่อสัญญาให้รายเดิม หรือไม่อยากทำปั๊มน้ำมัน พีทีจีก็จะเจรจาขอทำต่อ “การทำเช่นนี้ ช่วยลดภาระเงินลงทุนลงได้ เพราะบางแห่งอาจใช้เงินลงทุนปรับปรุงกิจการเพียง 1 ล้านบาท ก็สามารถทำธุรกิจได้ทันที”

พีทีจียังมีเป้าหมายเปิดปั๊มน้ำมันในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลให้ครบ 200 แห่งในปี 2562 โดยแต่ละปีจะขยายปั๊มในพื้นที่ให้ได้ 20-30 แห่ง ภายใต้นโยบาย “กระชับพื้นที่” หลังจากที่ผ่านมา ทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ระดับหนึ่ง จากการเปิดปั๊มตามต่างจังหวัดหรือชายขอบพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล

ที่สำคัญปีนี้ พีทีจีตั้งเป้าว่าจะมีรายได้จากการทำธุรกิจรวม 100,000 ล้านบาท ขณะที่ปี 2559 มีรายได้ 60,000 ล้านบาท และปีนี้คาดว่าจะมียอดขายน้ำมัน 3,700-4,000 ล้านลิตร

จึงเท่ากับว่าสิ้นปีนี้พีทีจีจะมีส่วนแบ่งตลาดแทนที่เชลล์ ที่มีตัวเลขประมาณ 11.5% ในปีที่ผ่านมา หรือปริมาณรวม 3,836 ล้านลิตร หลังจากปีก่อนพีทีจีมีส่วนแบ่งการตลาด 8.76% แซงหน้าค่ายเชฟรอนที่มีส่วนแบ่งตลาด 7.8% ไปแล้ว

ขณะที่ปี 2561 ตั้งเป้าว่า จะมีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 แทนที่ค่ายเอสโซ่ ที่มีส่วนแบ่งการตลาดในปีที่ผ่านมา 13% คิดเป็นปริมาณการขาย 4,350 ล้านลิตร รองจาก ปตท.ที่มีส่วนแบ่งการตลาด 37.8%

ที่สำคัญ ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันในปี 2565 พีทีจีคาดว่าจะอยู่ที่ 4,620 ล้านลิตร จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 2,803 ล้านลิตร หากทำตามตัวเลขดังกล่าวได้ ก็จะสามารถแซงหน้าผู้ค้ารายอื่นๆ

หากเป็นไปตามเป้าหมายนี้ พีทีจีก็จะก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ในตลาด เป็นรองเพียงแค่ ปตท.เท่านั้น

ปัจจัยที่จะทำให้ยอดขายน้ำมันของพีทีจีเติบโตแบบก้าวกระโดด มาจากฐานสมาชิกบัตรสะสมแต้มพีที แม็กซ์ ที่ล่าสุดมีสมาชิก 5.6 ล้านคน ขณะที่ปีนี้จะเพิ่มเป็น 7.6 ล้านคน และปี 2565 จะปิดยอดที่ตัวเลข 17 ล้านคน ซึ่งยอดขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้น มาจากสมาชิกบัตรเป็นสัดส่วนที่สำคัญ


ปั้นกาแฟไทยเทียบไหล่สตาร์บัคส์

ขณะเดียวกัน การเบนเข็มทิศไปสู่ธุรกิจนอน-ออยล์ (ธุรกิจผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช่น้ำมัน) ก็ถือเป็นเป้าหมายหลักที่สำคัญ เพราะในอนาคต นอน-ออยล์จะเป็นตัวทำกำไรในระดับตัวเลข 2 หลัก ต่างจากธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ซึ่งมีความเสี่ยง ที่ไม่สามารถบริหารจัดการหรือควบคุมได้ ด้วยเหตุผลของค่าการตลาด น้ำมันจะขายได้ดี แต่ค่าการตลาดที่ผันผวน ก็ทำให้อยู่ลำบาก

ด้วยสถานการณ์ค่าการตลาดน้ำมันที่ระดับ 1.70–1.80 บาทต่อลิตร ถือเป็นอัตราที่ต่ำมาก ทำให้พีทีจีต้องตัดสินใจกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ด้วยการหันไปเพิ่มสัดส่วนการสร้างรายได้ในนอน–ออยล์ ที่ได้ทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

“ตามแผนงานในปีนี้ สัดส่วนจากนอน-ออยล์ ของพีทีจี จะต้องมีกำไร 5% เทียบกับปีที่ผ่านมามีเพียง 2% ผมจะพยายามทำให้นอน-ออยล์ เป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพภายในปี 2571 สัดส่วนรายได้ของนอน-ออยล์ ต้องอยู่ที่ระดับ 60% และอีก 40% เป็นรายได้ของธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน”

 

ธุรกิจนอน-ออยล์ ของพีทีจี ประกอบไปด้วยร้านสะดวกซื้อภายใต้แบรนด์ “พีที มาร์ท” หรือมินิมาร์ทขนาดเล็กที่มีสินค้าและบริการมากกว่า 1,000 รายการ และกำลังทยอยปรับปรุงพีที มาร์ท ให้เป็นแม็กซ์ มาร์ท หรือร้านสะดวกซื้อที่มีสินค้าประมาณ 2,000 รายการ ในหมวดสินค้าอาหารพร้อมรับประทาน เครื่องดื่ม ของใช้ต่างๆ ที่ในสิ้นปีนี้จะมีสาขารวม 140 แห่ง จากนั้นจะทยอยเปิดกิจการปีละ 200 สาขา

ร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่ภายในปี 2565 ต้องมีการบริการเทียบเท่า “สตาร์บัคส์” มีสาขารวม 2,000 แห่ง จากขณะนี้มีจำนวน 51 แห่ง โดยตามแผนจะทยอยเปิดสาขาปีละ 400 แห่ง

“อัตรากำไรของร้านกาแฟเฉลี่ยอยู่ที่ 65% เป็นตัวเลขที่สูงมากเมื่อเทียบกับหลายๆธุรกิจ โดยเฉพาะค้าปลีกน้ำมันที่มีตัวเลขกำไรเพียง 8–9% เท่านั้น”

ขณะเดียวกันยังตัดสินใจร่วมทุนกับบริษัทสามมิตรมอเตอร์สแมนูแฟคเจอริง ประกอบกิจการศูนย์บริการและซ่อมบำรุงสำหรับรถบรรทุก หลังพบว่ากิจการนี้มีผลกำไรคุ้มค่ากับการลงทุนสูงถึง 10-15% คาดว่าในปีนี้จะทยอยเปิดให้บริการได้รวม 5 สาขา และภายใน 5 ปี จะมีจำนวนสาขารวม 80 แห่ง รวมทั้งยังมีแผนเปิดศูนย์ซ่อมบำรุงรถยนต์เล็ก ซึ่งจะเป็นธุรกิจในอนาคตทยอยตามมา

นอกจากนั้นยังมีโครงการปาล์มน้ำมันครบวงจร (Palm Complex) ซึ่งจะเริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ เพื่อผลิตไบโอดีเซลบี 100 และน้ำมันปาล์ม เพื่อการบริโภคได้ระหว่างเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้

โครงการแห่งนี้ถือเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมการผลิตไบโอดีเซลไว้ในที่เดียวกัน ตั้งแต่โรงสกัด โรงกลั่นน้ำมันปาล์ม โรงงานผลิตไบโอดีเซล และโรงงานผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค โดยมีกำลังการผลิตไบโอดีเซล 450,000 ลิตรต่อวัน ผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภค 200,000 ลิตรต่อวัน

หนึ่งในเหตุผลที่ลงทุนโครงการดังกล่าว เพราะต้องการลดผลผลิตปาล์มน้ำมันที่บางช่วงเวลาล้นตลาด

โครงการแห่งนี้สามารถผลิตน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคในแบรนด์ของตัวเองหรือรับจ้างผลิตให้แบรนด์อื่นๆ โดยมีข้อได้เปรียบคือ ไม่มีต้นทุนขนส่ง เพราะพีทีจีมีคลังน้ำมันกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศขณะนี้ 10 แห่ง ทำให้ผู้บริโภคสามารถซื้อน้ำมันพืชของพีทีจีได้ถูกกว่ายี่ห้ออื่นๆ เพราะไม่มีต้นทุนการจำหน่ายเนื่องจากวางขายในปั๊มพีที

“ในอนาคต ผมอาจนำน้ำมันพืชแจกลูกค้าที่เติมน้ำมันในปั๊มพีทีแทนการแจกน้ำดื่ม เพื่อลดต้นทุนและเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภค”


...เขากล่าวทิ้งท้ายว่า คนทำธุรกิจจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ เมื่อใดที่หยุด เท่ากับก้าวถอยหลัง จึงต้องตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี

“หลายๆคนมองพีทีจีเป็นกิจการเล็กๆ แต่ขอยืนยันว่า เราเร็วและแม่นยำ แข็งแรงและไม่หยุดอยู่แค่การให้บริการด้านพลังงานแน่ ทุกที่ทั่วไทยเราจะไปให้ถึง”.

ทีมเศรษฐกิจ
econ@thairath.co.th