ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    แบงก์ชี้เปรี้ยงขึ้นดอกเบี้ยสูงกว่าเงินเฟ้อ ประเทศชาติได้ประโยชน์

    ไทยรัฐออนไลน์23 ก.ค. 2553 05:45 น.
    SHARE

    แบงก์ชาติสั่งรื้อค่าธรรมเนียมอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง พร้อมสั่งสมาคมธนาคารไทยสำรวจความเห็น เก็บค่าธรรมเนียมถอนเงินสดโปะรายได้ที่หายไป ขีดเส้นตาย 4 เดือนต้องมีข้อสรุป…

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เรียกผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์เข้าหารือในเรื่องของการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม เรื่องของส่วนต่างดอกเบี้ยเงินฝากและดอกเบี้ยเงินกู้ (สเปรด) โดยการหารือเรื่องของการปรับโครงสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม ธปท.ได้มอบหมายให้สมาคมธนาคารไทยไปศึกษาในระยะเวลา 3-4 เดือน โดยต้องให้มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้งใหม่ โดยกำหนดราคาให้เป็นที่จูงใจให้ใช้บริการ และประชาชนเข้าถึงการบริการให้มากที่สุด และที่สำคัญเรื่องค่าธรรมเนียมของเช็คและการโอนเงินข้ามเขต ต้องปรับใหม่หลังจากมาใช้อิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง พร้อมกับหารายได้ ค่าธรรมเนียมอื่นๆมาทดแทน

    อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้เงินสด ส่งผลให้มีต้นทุนการเงินสูง เทียบกับต่างประเทศที่ใช้อิเล็กทรอนิกส์แบงก์ เช่น บัตรเอทีเอ็ม บัตรเดบิต และบัตรเครดิต ขณะที่ในต่างประเทศ การบริการถอนเงินสดผ่านสาขาธนาคารจะถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ดังนั้น แนวทางธนาคารพาณิชย์ไทยต้องเดินตามรอยธนาคารต่างประเทศ ต้องพัฒนาไปสู่อิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง ดังนั้น เพื่อสร้างแรงจูงใจ ต้องปรับลดค่าธรรมเนียมลง ขณะที่การถอนเงินสดผ่านสาขาธนาคารต้องถูกคิดค่าธรรมเนียม เพื่อนำมาชดเชยรายได้ให้กับธนาคาร โดยธปท.มอบหมายให้สมาคมธนาคารไทยไปศึกษาความพึงพอใจของประชาชน ถ้าจะมีการเรียกค่าธรรมเนียมจากการถอนเงินสด และลดค่าธรรมเนียมอิเล็กทรอนิกส์แบงก์กิ้ง ประชาชนมีความพึงพอใจหรือไม่

    ขณะที่ในเรื่องของสเปรด ผู้บริหารระดับสูงสายนโยบายการเงิน และกำกับสถาบันการเงิน ธปท.ไม่ได้ติดใจ เพราะในขณะนี้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (Net Interest Margin : NIM) มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง จากการแข่งขันในการปล่อยสินเชื่อที่มีสูงขึ้น โดย NIM เทียบจากไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา กับไตรมาสที่ 1 และไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ลดลงต่อเนื่อง เฉลี่ยอยู่ที่ 2.7% เมื่อเทียบกับภูมิภาคอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 2.9%

    ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ตัวเลข NIM ของธนาคารกรุงเทพ ในไตรมาส 2 ปี 53 ตัวเลข NIM อยู่ที่ 2.99% ปรับลดลงจากไตรมาส 2 ปี 52 ที่อยู่ระดับ 3.02% ขณะที่ธนาคารกรุง-ไทย NIM ไตรมาส 2 ปี 53 อยู่ที่ 2.74% ขณะที่ไตรมาส 2 ปี 52 อยู่ที่ 3.02% (รายละเอียดตามตาราง)

    ธนาคาร           ไตรมาส 2 ปี 53     ไตรมาส 2 ปี 52
    กรุงเทพ            2.99                  3.02
    กรุงไทย            2.74                  3.02
    กสิกรไทย          3.78                  3.66
    ไทยพาณิชย์       3.62                   3.30
    กรุงศรีอยุธยา     4.87                   3.98
    ทหารไทย          3.30                   3.50
    นครหลวงไทย     3.14                   3.20

    ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า จากการสอบถามนายแบงก์ ต่างเห็นในทิศทางเดียวกันว่า นโยบายการเงินที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติโดยรวม ผลตอบแทนดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าเงินเฟ้อ จากปัจจุบันเงินเฟ้อ 3% ดังนั้น ดอกเบี้ยเงินฝากต้องสูงกว่า 3% เพื่อให้ผลตอบแทนของผู้ฝากเงินไม่ติดลบ ขณะเดียวกัน จำนวนผู้ฝากเงินมีมากกว่าคนกู้เงิน รายได้ดอกเบี้ยที่ได้รับเพิ่ม สามารถเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ และทำให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ที่สำคัญทำให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ยังทำให้กลุ่มคนเกษียณอายุสามารถดำรงชีวิตที่ใช้ดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินออมมาดำรงชีวิต ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปรับขึ้นพร้อมกับดอกเบี้ยเงินฝากนั้น เชื่อว่าผู้ประกอบการสามารถปรับตัวและแบกรับภาระที่ปรับเพิ่มขึ้นได้ ขณะเดียวกัน เมื่อสเปรดของธนาคารปรับตัวลดลง เพื่อไม่ให้รายได้รวมของธนาคารลดลง ก็ควรปล่อยให้ธนาคารมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นไปตามกลไกตลาด ธปท.ควรเข้าไปแทรกแซง เพราะค่าธรรมเนียมที่ธนาคารเรียกเก็บ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะเป็นเพียงกลุ่มคนที่เข้าไปใช้บริการเท่านั้น

    ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การปรับลดค่าธรรมเนียมต้องมีการหารือกับสมาชิกสมาคมว่าจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด และการเรียกเก็บในอัตราใดจึงจะเหมาะสม ขณะที่ในเรื่องของการลดสเปรดดอกเบี้ย ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

    ขณะที่นายชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากการแข่งขันในเรื่องของการระดมเงินฝากและปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้สเปรดของธนาคารพาณิชย์จะแคบลงเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น สินเชื่อบ้านปัจจุบัน มีการแข่งขันสูงมาก สเปรดของสินเชื่อประเภทนี้อยู่ที่ 2-3% ธนาคารพาณิชย์ต้องอาศัยรายได้ค่าธรรมเนียมมาชดเชยกับรายได้ที่หายไป ดังนั้น เรื่องของสเปรดควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด
    "นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ประเทศไทยได้ใช้มาเป็นเวลานาน และเป็นการฝืนตลาดระยะยาว เพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปกติต้องสูงกว่าเงินเฟ้อ แต่ช่วงที่ประเทศไทยใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำ ช่วงนั้นเงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำเช่นกัน แต่เมื่อเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาด และขณะนี้ได้เริ่มปล่อยดอกเบี้ยให้ขยับขึ้น ดังนั้น เรื่องดอกเบี้ยต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ"

    นายชัยวัฒน์กล่าวอีกว่า ในเรื่องของรายได้ค่าธรรมเนียมนั้น ปัจจุบันธนาคารพาณิชย์ของไทยมีรายได้ค่าธรรมเนียมต่ำเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ยกตัวอย่างธนาคารพาณิชย์ในประเทศที่เจริญแล้ว สัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมต่อรายได้รวมจะอยู่ที่ 50% ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ของไทย มีรายได้ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 30% ส่วนธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางและเล็กจะอยู่ที่ 20% หรือบางแห่งต่ำกว่า 20% ดังนั้น เรื่องของรายได้ค่าธรรมเนียม ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด หรือให้ตลาดเป็นตัวควบคุม ซึ่งหากธนาคารพาณิชย์แห่งใดคิดค่าธรรมเนียมในราคาสูง ก็สามารถไปหาธนาคารที่คิดค่าธรรมเนียมในผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันในอัตราที่ต่ำ.

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    วันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 เวลา 04:16 น.