วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัดกม.มัดมือชก ปชป.จ่อยื่นศาลรธน.ชี้ ยุทธศาสตร์ชาติขัดม.77

“วิรัตน์” เรียกถกทีมกฎหมาย ปชป. จ่อยื่นศาล รธน.ฟัน ก.ม.ยุทธศาสตร์ชาติ ขัด ม.77 หรือไม่ ซัดเขียนมัดมือชกกระทบอนาคตชาติ พท.ก็ห่วงวางเกมยาวก้าวไม่ทันโลก รอชมพิมพ์เขียวก่อน ปชป.จี้ทบทวน ก.ม.พรรคการเมือง หวั่น 180 วันทำไพรมารีโหวตไม่ทัน “ประมวล” ฉะเดือด “สมเจตน์” ลากอำนาจให้ คสช. ตอกพวก “ห้อย-โหน” กระสันอยู่ต่อ ต้องเกาะขากางเกงทหารไว้ “ตือ” จวกติดกระดุมผิดเอาเผด็จการมายกร่างประชาธิปไตย “พงศ์เทพ” กระทุ้งวางระบบผิดเพี้ยน จี้ปลดล็อกให้พรรคการเมืองขยับได้แล้ว “เสรี” มาหล่อชงเลิกงบทัวร์นอก รำลึก 85 ปี คณะ ราษฎรคึกคัก “กรวดน้ำคว่ำขัน วัน (ไม่มี) ปชต.”

ภายหลังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ล่าสุดทีมกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์เตรียมหารือเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 77 หรือไม่

จ่อยื่นศาล รธน.ฟันยุทธศาสตร์ชาติ

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติ มีความผิดถึงขั้นติดคุก ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ และร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ว่า อยากถามว่าเรื่องนี้ชอบธรรมไหมสำหรับรัฐบาลในอนาคตอีก 20 ปี มีประเด็นน่าคิด คือ มาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ระบุว่า การออกกฎหมายต้องรับฟังความเห็นประชาชนอย่างรอบด้านก่อน ดังนั้นความชอบของกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติจึงมีปัญหาและไม่ง่าย เรื่องขัดหรือไม่ขัดรัฐธรรมนูญเป็นมุมสำคัญ ถ้ารัฐบาลหรือผู้ออกกฎหมายลุแก่อำนาจ ไม่คำนึงเสียงประชาชน ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาด

ซัดเขียนมัดมือชกกระทบอนาคต

นายวิรัตน์กล่าวว่า การเขียนกฎหมายมัดมือ ปิดกั้นดุลพินิจรัฐบาลในอนาคตให้ต้องปฏิบัติตาม จะแก้ปัญหาความเดือดร้อนประชาชนในเรื่องเฉพาะ หน้าหรือกะทันหันได้ยาก ใครจะรู้วันข้างหน้าจะเกิดเรื่องร้ายแรงอันตรายแค่ไหน เรื่องนี้ต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญแน่นอน เพราะไปออกกฎหมายมัดมือชกกระทบอนาคตประเทศใหญ่หลวง โดยไม่ถามประชาชน ก่อน ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังหารือกันในเรื่องนี้ เราถือว่าอันตราย กระทบอนาคตชาติ โดยกำลังหารือกันว่าจะยื่นเรื่องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือเดินในช่องทางอื่นตามกรอบที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ให้ทำได้ ว่ากฎหมายดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ฉะ “สมเจตน์” ลากอำนาจให้ คสช.

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ประกาศท้าพรรคการเมืองที่ท้วงติงระบบไพรมารี และการเสียค่าสมาชิกพรรครายปี ถ้าทำยากนักก็ไม่ต้องลงเลือกตั้ง ว่า ไม่เลือกก็ไม่เลือก เพราะชัดเจนว่าออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาล คสช.อยู่ในอำนาจต่ออยู่แล้ว ขนาดนักวิชาการยังวิเคราะห์อ่านเกมสืบทอดอำนาจออก กฎหมายที่ออกมาแต่ละฉบับถามว่าใครได้ประโยชน์ ที่ชัดที่สุดคือ พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ออกแบบมาเพื่อทำลายพรรคการเมืองไม่ให้เป็นสถาบันการเมือง ทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอลง พรรคเล็ก พรรคใหม่ไม่มีโอกาสเกิดซ้ำยังผลักภาระจากรัฐบาล และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาเป็นของพรรคการเมือง ถามว่าถ้ารัฐบาลนี้อยู่ต่อเพื่อสืบทอดอำนาจ แต่ยังไร้ฝีมือพลิกฟื้นเศรษฐกิจ จะอยู่ต่อได้หรือไม่

ตอกใครกันแน่ที่กระสันอำนาจ

นายประมวลกล่าวอีกว่า ดังนั้น อย่าคิดว่านักการเมืองกระสันอยากลงเลือกตั้งกันมาก ที่ทักท้วงเพราะจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ จึงไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่กระสันจะอยู่ต่อในอำนาจ โดยเฉพาะพวกไอ้ห้อย ไอ้โหนที่เกาะขากางเกงทหาร กินค่าเบี้ยเลี้ยงเบี้ย ประชุม กินเงินเดือนในตำแหน่งไปวันๆ วันนี้พี่น้องชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนมีปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ หนี้สินรุมเร้า รัฐบาลไม่เคยใช้มาตรา 44 ช่วยเหลือ ปากก็หลอกชาวบ้านว่าออกกฎหมายลดอำนาจข้าราชการ แต่ทางปฏิบัติกลับเพิ่มอำนาจจนกลายเป็นพรรค การเมืองภาครัฐที่ใหญ่ที่สุด ซ้ำยังเว้นการบังคับใช้กฎหมายปกติมากที่สุดยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์ จะกลายเป็นการสร้างปัญหาใหญ่ให้ชาติในอนาคต

ปชป.จี้ทบทวน ก.ม.พรรคการเมือง

น.ต.สุธรรม ระหงษ์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โดยหลักการเราเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง ทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชนจริงๆ แต่อยากให้ทบทวนแก้ไขบางประเด็น เพื่อให้ปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะกรอบเวลา 180 วันในการคัดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่การจัดทำข้อมูลทะเบียนสมาชิกให้เป็นปัจจุบันภายใน 90 วัน ต้องตรวจสอบว่าเป็นสมาชิกซ้ำซ้อนกับพรรคอื่นหรือไม่ ต้องให้กระทรวงมหาดไทย และ กกต.ช่วย พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิก 2.8 ล้านคน เราไม่สามารถไปเร่งรัดเขาได้ เสร็จขั้นตอนนี้แล้วจึงไปจัดตั้งสาขา หรือตั้งตัวแทนพรรคประจำจังหวัดได้ ต้องจัดประชุมเพื่อจัดตั้งสาขา หรือตัวแทนประจำจังหวัดนั้น จากนั้นส่งให้ กกต.รับรอง ขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 45 วัน จากนั้นจึงจัดประชุมใหญ่เพื่อแก้ไขข้อบังคับ เลือกคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครในนามพรรค เลือกหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) แล้วต้องส่งให้ กกต.รับรองอีก

หวั่น 180 วันทำไพรมารีโหวตไม่ทัน

น.ต.สุธรรมกล่าวอีกว่า กระบวนการเลือกผู้สมัคร(ไพรมารี) อย่างเร็วที่สุดต้องใช้เวลาอีก 45 วัน จึงมีข้อสังเกตว่ากรอบเวลา 180 วันไม่น่าเพียงพอ และยังไม่มีใครให้คำตอบชัดเจนได้ เพราะประกาศ คสช.ฉบับที่ 57 สั่งห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมยังอยู่ กฎหมายสำคัญ 4 ฉบับในหมวดเลือกตั้ง ไม่รู้ว่ามีผลบังคับใช้เมื่อใด และทุกพรรคต้องพร้อมส่งผู้สมัคร ส.ส.ทั้งแบบแบ่งเขต และระบบบัญชีรายชื่อ ภายใน 15 วันนับจากประกาศพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ที่สำคัญ กกต.ยังไม่สามารถประกาศระเบียบ ข้อบังคับ หรือกำหนดกรอบเวลาให้พรรคการเมืองปฏิบัติได้ชัดเจน ยังกังวลต่อกฎหมายฉบับนี้หลายประเด็น เช่น อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครฯ ปัญหางบประมาณจำนวนมากแต่ละพรรคจะหามาจากที่ใด การไม่มีกลไกถ่วงดุลอำนาจระหว่างส่วนกลาง กับตัวแทนสาขา หรือตัวแทนจังหวัด และหากหาผู้สมัครไม่ทันจะเป็นเหตุให้มี ส.ส.ในสภาฯไม่ถึงร้อยละ 95 ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 84 กำหนดไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้ หรือจะปล่อยให้อยู่ในสภาวะรัฐบาลรักษาการไปเรื่อยๆ

“ตือ” จวกจ้องแต่กำจัดนักการเมือง

ด้านนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงเสียงคัดค้านระบบไพรมารีจากกลุ่มนักวิชาการ ว่า บอกแต่แรกแล้วว่าไพรมารีโหวตใช้กับระบบประธานาธิบดี ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ทำไพรมารีโหวตกับนายกรัฐมนตรี ไม่มีใครเขาทำไพรมารีโหวต ส.ส. เขาทำกับฝ่ายบริหาร มีอคติคิดแต่กำจัดนักการเมืองอย่างเดียว จนลืมความถูกต้อง ลืมดูความเป็นไปได้ ที่บอกทำ 10 วันเสร็จ “คุณไม่เคยอยู่ในระบบพรรคการเมืองไม่รู้หรอกว่าเป็นอย่างไร ผิดตั้งแต่ติดกระดุมเสื้อเม็ดแรกแล้ว คุณจะเขียนกฎหมายให้เป็นประชาธิปไตย แต่ไปเอาเผด็จการมาเขียนจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร คิดแต่จำกัดสิทธิ์ ต้องฟังเสียงนักวิชาการที่ไม่ใช่นักการเมืองเขาพูดสะท้อนบ้าง อย่าถือทิฐิ แล้วตั้งธงกูจะเอาอย่างนี้แล้วต้องได้อย่างนี้ ในระบอบประชาธิปไตยไม่มี”

ไม่กล้ามองซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า เวลานี้ไม่ใช่แค่นักการเมือง หรือนักวิชาการ แต่คนที่เข้าใจระบบการเมืองเขารู้เจตนาว่าตั้งใจกำจัดนักการเมือง เอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ เมื่อถามว่า หวั่นเกิดเหตุพฤษภาทมิฬซ้ำรอยตามที่นักวิชาการมองหรือไม่ นายสมศักดิ์ตอบว่า ไม่กล้ามอง เดี๋ยว คสช.ออกมาด่าอีก ส่วน กรธ.จะทบทวนหรือไม่นั้น อยู่ที่ คสช.มากกว่า กรธ.เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามที่ คสช.ต้องการ ถ้าทำไม่ถูกใจพร้อมถูกเปลี่ยนได้ตลอด ดูได้จากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน ที่เขียนด้วยมือยังถูกลบด้วยเท้าได้เลย ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่าไม่มีแนวคิดสืบทอดอำนาจนั้น เราไม่รู้อนาคต ต้องไม่ลืมว่าเวลานี้อำนาจเด็ดขาดไม่ได้อยู่ที่ประชาชน ตราบใดที่ยังใช้อำนาจตามมาตรา 44 และยังให้อำนาจ คสช.อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ดังนั้น คนบอกได้ดีคือ คสช.

ห่วงวางเกมยาวก้าวไม่ทันโลก

ขณะที่นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติน่าจะเกิดปัญหาทางปฏิบัติพอสมควร ต้องดูว่าจะเขียนไว้กว้างแค่ไหน จะทันกับสถานการณ์ในอนาคตหรือไม่ ถ้าเศรษฐกิจหรือสังคมเปลี่ยนแปลงแล้วรัฐบาลใหม่ไม่ทำตามต้องติดคุก อาจเกิดปัญหาในการบริหารงานเพราะเป็นไปได้ว่ารัฐบาลต่อไปอาจมีความเห็นไม่ตรงกับยุทธศาสตร์นี้ จึงเหมือนไปขีดเส้นให้เดินตามจำกัดเสรีภาพพรรคการเมืองและรัฐบาล ถ้าไม่เดินตามจะมีผลตามมา จึงอยากให้พิจารณาให้ถี่ถ้วน หลายประเทศมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกำหนดไว้กว้างๆ แต่รายละเอียดเขาให้รัฐบาลและฝ่ายนิติบัญญัติในแต่ละช่วงเวลา ไปปรับให้ทันสถานการณ์ เพราะเราไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง ไม่อยากให้กำหนดกรอบที่แข็งเกินไปและอาจไม่ทันกับสถานการณ์ของโลก

รอชมพิมพ์เขียวหน้าตาเป็นไง

เมื่อถามว่า มีตั้งข้อสังเกตว่าร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ฯ อาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ต้องสอบถามความเห็นประชาชนก่อน นายนพดลตอบว่า ไม่แน่ใจว่าได้รับฟังความเห็นประชาชนเพียงพอหรือไม่ ส่วนใครจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่มีการพูดคุยกันถึงขั้นนั้น โจทย์ที่ต้องตั้งคือผลประโยชน์ประเทศและประชาชน เป็นห่วงว่ากฎหมายที่กำหนดล่วงหน้าไว้นานถึง 20 ปี จะไม่ทันสถานการณ์ และหลายประเทศไม่เห็นมีกฎหมายลักษณะนี้ ต้องรอดูคนที่ร่างแผนนี้จะออกมามีหน้าตาอย่างไร ใครจะเป็นคนชี้ขาดว่ารัฐบาลในอนาคต หรือหน่วยงานรัฐไม่ทำตามแผน ต้องมาตีความกันอีก อาจทำให้รัฐบาลหรือหน่วยงานรัฐเกิดอาการเกร็ง ไม่กล้าทำอะไร เพราะกลัวมีผลทางกฎหมายตามมา และจะมีกลไกแจ้งเตือนก่อนหรือไม่ เพื่อให้หน่วยงานเหล่านั้นรับทราบ จะได้มีสิทธิชี้แจงถึงเหตุผลที่เขาทำหรือไม่ทำ

พท.กระทุ้งวางระบบผิดเพี้ยน

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ระบบไพรมารีโหวตที่คิดขึ้นมา บอกตรงๆว่าเป็นระบบที่ผิดเพี้ยน อย่างสหรัฐอเมริกาคนมาลงคะแนนมีจำนวนมาก ในบางรัฐไม่เป็นสมาชิกพรรคนั้นๆก็สามารถมาลงคะแนนได้หมด ทำให้ได้เห็นคนที่ประชาชนสนับสนุน ปกติไพรมารีโหวตจะชี้ได้ว่าใครจะได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำไป ขณะเดียวกันก็ง่ายต่อการบิดเบือนกับจำนวนคนน้อยๆให้มาสนับสนุน ยิ่งถ้าเป็นบัญชีรายชื่อยิ่งไม่มีเหตุผล เพราะต้องดูภาพรวมทั้งประเทศ บางทีมีบางคนถอนตัวบ้าง มีคนใหม่เข้ามาบ้าง หรือไปเจอคนโดดเด่นมาก เกิดเป็นช่วงทำไพรมารีโหวตก็หมดสิทธิ

จี้ปลดล็อกให้พรรคขยับได้แล้ว

นายพงศ์เทพกล่าวต่อว่า สำหรับระยะเวลาเลือกตั้ง ปกติเมื่อยุบสภา หรือสภาครบวาระ ต้องจัดเลือกตั้งภายใน 45 ถึง 60 วัน จะมีเวลามาทำไพรมารีโหวตอะไรมากมาย ดังนั้นเวลานี้ต้องเปิดให้พรรค การเมืองทำกิจกรรมทันที จะได้เตรียมความพร้อม เชื่อว่าหลายพรรคไม่ได้มีสมาชิกครบทุกจังหวัด ต้องให้เขาไปหาสมาชิกพรรค ไม่ใช่พอประกาศ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งแล้วถึงให้เขาไปทำไพรมารีโหวต มันไม่ทัน แต่ คสช.ยังไม่ยอมให้พรรคการเมืองทำกิจกรรม ส่วนจะส่อเจตนาเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ ต้องถามว่านายกฯบอกจะมีการเลือกตั้งวันนั้นวันนี้กี่ครั้งแล้ว คนเขาสงสัยเพราะระแวงจากพฤติกรรมที่ผ่านมา ถ้าพูดลักษณะของคนดี เวลาเขาพูดคำไหนก็คำนั้น

“เสรี” มาหล่อชงเลิกงบทัวร์นอก

วันเดียวกัน นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า การประชุม สปท.วันที่ 27 มิ.ย. กมธ.เตรียมเสนอรายงานการปฏิรูปการปฏิบัติงานในรัฐสภาให้ที่ประชุม สปท.ให้ความเห็นชอบ มีสาระสำคัญคือ ปฏิรูปการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา รวมทั้งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้เกิดประสิทธิภาพในการทำหน้าที่สนับสนุนงานฝ่ายนิติบัญญัติ อาทิ เสนอให้ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณการศึกษาดูงานต่างประเทศ ของคณะกรรมาธิการ ที่ผ่านมาทั้ง 2 สภามักจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปดูงานต่างประเทศปีละหลายครั้ง โดยใช้ภาษีประชาชนแต่แฝงไปท่องเที่ยว ไม่ได้ไปดูงานจริง จึงควรยกเลิกทั้งหมด หาก กมธ.คณะใดอยากไปต้องออกเงินเอง ยกเว้นเดินทางไปประชุมองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ หรือประชุมทวิภาคีระหว่างรัฐสภาต่างประเทศ ให้ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการเดินทางไปราชการโดยเคร่งครัด

ตีกรอบประมวลจริยธรมใหม่

นายเสรีกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังเสนอให้ยกเลิกการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวแบบพกพาให้แก่สมาชิกรัฐสภา เพราะทุกคนมีสมาร์ทโฟนอยู่แล้ว ถือเป็นการสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ส่วนข้อเสนอการสร้างมาตรฐานจริยธรรมสมาชิกรัฐสภา ต่อไปการตราข้อบังคับประมวลจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ต้องระบุให้ชัดเจนว่าพฤติการณ์แบบลักษณะใดถือว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง หรือไม่ร้ายแรง รวมทั้งมีบทลงโทษเช่นใด โดยนำมาตรฐานจริยธรรมที่ศาลรัฐธรรมนูญวางมาตรฐานกลางไว้มาบังคับใช้ กมธ.มีข้อเสนอขั้นตอนการลงโทษตามระดับความร้ายแรงดังนี้ 1.กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมไม่ร้ายแรง อาทิ ขาดประชุม เซ็นชื่อโดยไม่เข้าประชุม ให้ว่ากล่าวตักเตือน และให้ผู้ฝ่าฝืนลงนามรับรองเป็นลายลักษณ์อักษร หากฝ่าฝืนอีกต้องขอโทษต่อที่ประชุมสภา หากยังกระทำผิดมากกว่าสองครั้งขึ้นไป ถือเป็นการกระทำผิดซ้ำซาก ถือว่าเข้าข่ายกระทำผิดร้ายแรง

ผิดร้ายแรงโดนทางแพ่งพ่วงด้วย

นายเสรีกล่าวต่อว่า 2.กรณีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เช่น เสียบบัตรแทนกัน ใช้ความรุนแรงชกต่อย ขว้างปาสิ่งของ หรือแสดงพฤติกรรมคุกคามข่มขู่สมาชิกด้วยกันในห้องประชุมสภา รวมถึงพฤติกรรมประพฤติผิดศีลธรรมที่กระทบต่อชื่อเสียงเกียรติภูมิการเป็นสมาชิกรัฐสภา ต้องถูกลงโทษทั้งทางประมวลจริยธรรม และทางสังคมควบคู่กันไป อาทิ การขอโทษต่อที่ประชุมสภา การตัดสิทธิต่างๆ เช่น ค่าเดินทาง ค่าตอบแทน การขอเครื่องราช-อิสริยาภรณ์ รวมถึงให้สื่อมวลชนเผยแพร่ข้อเท็จจริงการกระทำผิดให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วกัน นอกจากนี้ยังให้มีบทลงโทษทางแพ่งร่วมด้วย เช่น การปรับเงิน 100,000-500,000 บาท

ป.ป.ช.โต้ลั่นกลั่นแกล้งพยาน “ปู”

อีกเรื่อง นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่า พยานที่เป็นนักการเมืองในคดีโครงการรับจำนำข้าว ไม่กล้ามาเป็นพยาน เพราะถูก ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนว่า ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ไม่น่าเป็นประเด็นต้องยกขึ้นแถลงต่อศาล สิ่งที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อ้างต่อศาลฎีกาฯ นั้น อาจเป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นเคยถูกกล่าวหา หรือไต่สวนก่อนหน้านี้อยู่แล้วหรือไม่ ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีทางทำแบบนั้นแน่ ใครที่ถูกตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน ต้องมีเรื่องถูกร้องเรียน หรือถูกไต่สวนมาก่อน

จัดรำลึก 85 ปีคณะราษฎรคึกคัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดกิจกรรมรำลึกวันครบรอบ 85 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะ ราษฎร วันที่ 24 มิ.ย. ตลอดทั้งวันเจ้าหน้าที่ฝ่ายความ มั่นคงทั้งทหาร ตำรวจ กระจายกำลังจับตาความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ เพื่อสกัดกั้นการแสดงออกทางการเมืองที่หมิ่นเหม่ อาทิ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ตรึงกำลังพร้อมนำแนวรั้วมาล้อมบริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อไม่ให้มีการรวมตัวเชิงสัญลักษณ์ในบริเวณที่เคยเป็นสถานที่ตั้งของหมุดคณะราษฎร ต่อมาเวลา 08.40 น. ตำรวจควบคุมตัวนายเอกชัย หงส์กังวาน พร้อมหมุดคณะราษฎรจำลอง ที่เตรียมนำไปติดตั้งที่เดิม หลังการสอบปากคำเบื้องต้น เจ้า– หน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวนายเอกชัย ขึ้นรถตู้ไปที่ มณฑลทหารบกที่ 11 (มทบ.11)

“กรวดน้ำคว่ำขันวัน (ไม่มี) ปชต.”

อีกด้าน ตำรวจ สน.บางเขน และตำรวจสืบสวนบก.น.2 เฝ้าจับตาการแสดงเชิงสัญลักษณ์ของกลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์ นำโดย น.ส.อรัญญิกา จังหวะ นิสิต คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ น.ส. ชนกนันท์ รวมทรัพย์ สมาชิกกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ที่ชักชวนสมาชิกมารวมตัวกันที่เจดีย์ขาว วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ร่วมแสดงความเคารพดวงวิญญาณคณะราษฎร จากนั้นทั้งหมดเดินไปที่สวนหย่อมหน้าพุทธวิชชาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ที่เคยถูกตำรวจจับกุมเมื่อปี 2559 ขณะเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ มีการแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ทำบุญกรวดน้ำคว่ำขัน วัน (ไม่มี) ประชาธิปไตย” พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ระบุว่า แม้เวลาจะผ่านมา 85 ปี แต่ประเทศไทยยังไม่เป็นประชาธิปไตย เพราะอยู่ใต้การปกครองของคณะทหารที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพประชาชน จึงขอประณามการกระทำของรัฐที่ล้มล้างประชาธิปไตยของประชาชน และคืนการปกครองประชาธิปไตยอันเป็นเป้าหมายคณะราษฎร และของปวงชนชาวไทยโดยเร็ว

ทายาทฯย้ำหลักการถูกฝังในสำนึก

ที่อุโบสถวัดพระศรีมหาธาตุฯ กลุ่มทายาทคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองกว่า 60 คน นัดรวมตัวจัดทำบุญประจำปี เพื่ออุทิศให้ดวงวิญญาณคณะราษฎรในวันครบรอบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อาทิ พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายพระยาพหลพลพยุหเสนา นางรัชนิบูล ปราณีประชาชน บุตรสาวจอมพล ป. พิบูลสงคราม นางสุดา และนางดุษฎี พนมยงค์ บุตรสาวนายปรีดี พนมยงค์ นายยอดมนู ภมรมนตรี บุตรชาย พล.ท.ประยูร ภมรมนตรี โดยมีเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทั้งทหาร ตำรวจ เข้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด นางดุษฎีกล่าวว่า หลัก การคณะราษฎรคือ สร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นแม้วันนี้จะมีคนลบผลงานนี้ไป แต่หลักของประชาธิปไตยได้ถูกปลูกฝังในประเทศนี้แล้ว

“ส.ศิวลักษณ์” ปลุกเอา คสช.คืนไป

ช่วงบ่าย ที่ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะประชาชนเพื่ออิสรภาพ จัดเสวนา “ขุดราก ถอนโคน โค่นมรดกคณะ ราษฎร” ท่ามกลางการจับตาของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ มีการนำกล้องวีดิโอมาบันทึกการอภิปรายและผู้เข้าร่วมงานทุกคน ก่อนเริ่มเสวนา พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สส.สน.ชนะสงคราม ช่วยราชการ ศปก.บก.น.1 ขอร้องวิทยากรให้อภิปรายในเนื้อหาที่ไม่กระทบต่อเบื้องสูง จากนั้น นายสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ หรือ ส.ศิวลักษณ์ กล่าวว่า วันที่ 24 มิ.ย. ถือเป็นวันสำคัญที่สุดของคนไทย จากเป้าหมายคณะ ราษฎรพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นแบบสหรัฐอเมริกา แต่ที่ผ่านมาสังคมไทยยังฝากความหวังไว้ที่คนคนเดียว สำหรับพวกเราที่ต้องการให้อภิวัฒน์ 2475 จำต้องเรียนรู้จากอดีตมาประยุกต์ใช้ ต้องปลุกใจให้กล้าเผชิญหน้าความจริง กล้าพูดแม้เผด็จการจะทำลายสาระของประชาธิปไตย ทำให้การเมืองเป็นคำโสโครก แต่ถ้าเราจะมีเจตจำนงอันมุ่งมั่น จะทำให้เรามีพลังก้าวข้ามเผด็จการ และทุนนิยม สู่ฐานรากประชาธิปไตย การขุดรากถอนโคนมรดกคณะราษฎร ผู้ทำจะแพ้ไปเอง ให้ร่วมกันเรียกร้องเอา คสช.คืนไป เอาสาระของประชาธิปไตยคืนมา

รศ.จุฬาฯล้มงาน “มรดกที่ถูกลืม”

ส่วนที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดิมมีกำหนดการจัดงาน “รัฐศาสตร์ เสวนา 85 ปี ปฏิวัติสยาม” ส่วนหนึ่งของงานยังมีการจัดนิทรรศการ “85 ปี ปฏิวัติ 2475 มรดกที่ถูกลืม” แบ่งการจัดแสดงออกเป็น 2 วัน โดยเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ที่ห้อง 103 อาคาร 1 มีการจัดเสวนา ส่วนวันที่ 24 มิ.ย. มีการจัดแสดงที่ห้องโถงชั้น 1 อาคารเกษมอุทยานิน (ตึกรัฐศาสตร์ 60 ปี) แต่เมื่อผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามทำข่าวกลับไม่พบการจัดนิทรรศการ เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ก็เพียงบอกว่าไม่ทราบถึงการจัดงานดังกล่าวด้วย

ปลื้มส่งออกพุ่งสูงสุดรอบ 52 เดือน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. พอใจตัวเลขการส่งออกของไทยในเดือน พ.ค. ที่เติบโตสูงร้อยละ 13.2 เป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ 52 เดือน โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร นอกจากปัจจัยการค้าโลกขยายตัวต่อเนื่อง ต้องชื่นชมทั้งข้าราชการและภาคเอกชน ที่สามารถปรับตัวตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่เปลี่ยน แปลงได้ ขอให้ทุกส่วนเร่งรัดการลงทุนภายในประเทศ และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับฐานรากให้เข้มแข็ง เพื่อสร้างความสมดุลทั้ง 2 ด้าน ได้รับรายงานว่า มีนักลงทุนต่างประเทศหลายรายสนใจจะลงทุนในโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น โดยเฉพาะการลงทุนในกลุ่มยานยนต์ อุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ ล่าสุด กรมธนารักษ์เตรียมมอบพื้นที่ราชพัสดุ 3,000-4,000 ไร่ ใน จ.ฉะเชิงเทรา สร้างเป็นเมืองใหม่เพื่อรองรับอีอีซี

โพลบัตรทองเชื่อมั่นแพทย์ชนบท

สำนักวิจัยซุปเปอร์โพลเปิดผลสำรวจ “ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบุคคลและหน่วยงานสาธารณสุข กรณีดูแลสุขภาพประชาชนผู้มีรายได้น้อยด้วยบัตรทอง ทั้งในเชิงนโยบายและการปฏิบัติราชการ” พบว่า ร้อยละ 61.4 ให้ความเชื่อมั่นชมรมแพทย์ชนบท ร้อยละ 51.1 เชื่อมั่นสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร้อยละ 50.5 เชื่อมั่นกระทรวงสาธารณสุข ร้อยละ 49.3 เชื่อมั่นโรงพยาบาลรัฐ รองลงมาคือ นายกรัฐมนตรี รมว.สาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น