วันศุกร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เคล็ด(ไม่)ลับเลือก “เพชร” อย่างไรไม่ให้โดนหลอก

เป็นอีกหนึ่งงานที่น่าไปมากๆ สำหรับคนรักเพชร กับ Diamond Adviser ของยูบิลลี่งานฉลองครบรอบ 88 ปี “Jubilee Mid Year Expo 2017” (ยูบิลลี่ มิดเยียร์ เอ็กซ์โป 2017) กันได้เลย ไทยรัฐออนไลน์เก็บเคล็ดลับ การเลือกเพชรแบบไม่ถูกโกง ไม่ถูกหลอกมาให้ชมกัน

Carat 

อันดับแรก ต้องเข้าใจคำว่า กะรัต คือ หน่วยวัดน้ำหนักเพชร ซึ่ง 1 กะรัต เท่ากับ 100 สตางค์ หากเป็นเพชรทรงกลม เส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter) ของเพชร 1 กะรัต จะประมาณ 6 มิลลิเมตร (เกินครึ่งเซนติเมตรเล็กน้อย) โดยเพชรขนาดที่เหมาะสมสำหรับแหวนเพชรเม็ดเดียว (Solitaire Ring) สามารถเริ่มได้ตั้งแต่เพชรขนาด 10 สตางค์ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นขนาดเริ่มต้นที่กำลังพอดีสำหรับผู้ที่เริ่มต้นการสวมใส่เครื่องประดับเพชร

Color 

เพชรธรรมชาตินั้นมีหลากหลายสี ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีชมพู สีเหลือง สีน้ำเงิน แต่กลุ่มที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ กลุ่มเพชรที่ใสไร้สี ซึ่งเพชรที่ไร้สีถือเป็นเพชรที่ดีที่สุด ซึ่งคนไทยจะเรียกความใสของเพชรว่า “น้ำ” ความใสของเพชรที่ดีที่สุด คือ D color หรือ “เพชรน้ำ100” ไล่ไปจนถึง Z color ซึ่งจะเริ่มเห็นการเจือปนของสีอื่นๆ ในเพชรมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสีเหลือง วิธีดูสีของเพชรว่าขาวใสระดับใด สามารถดูได้ด้วยตนเองโดยคว่ำหน้าเพชรลงบนกระดาษขาว สังเกตสีที่ก้นเพชรจะเป็นตำแหน่งที่ชัดเจนที่สุด โดยในส่วนเพชรที่เหมาะแก่การนำไปทำเครื่องประดับเริ่มตั้งแต่ระดับ J color ขึ้นไป

Clarity
ความสะอาด หรือตำหนิของเพชร เพชรที่ดีที่สุดต้องมีตำหนิน้อยที่สุดหรือแทบไม่มีเลย ซึ่งระดับเพชรที่สะอาดมากที่สุด เรียกว่า IF (Internally Flawless) คือ ไม่มีตำหนิในเนื้อเพชรเลย ระดับตำหนิที่เด่นชัดขึ้นตามลำดับ ไล่จาก VVS (Very Very Slightly Inclusion) ซึ่งตำหนิน้อยมาก ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และระดับ VS (Very Slightly Inclusion) คือระดับตำหนิที่น้อย และยังไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า ระดับ SI (Slightly Inclusion) ระดับตำหนิที่ชัดเจนขึ้น จนอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

และระดับสุดท้ายคือ I (Inclusion) ตำหนิที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และค่อนข้างชัดเจน เพชรระดับที่เหมาะกับการใส่เป็นเครื่องประดับ เริ่มตั้งแต่ความสะอาด VS ขึ้นไป หากคุณซื้อเพชรที่มีใบ Certificate มาตรฐานระดับโลกจากสถาบัน HRD หรือ GIA ในใบ Certificate นั้นจะระบุตำแหน่งของตำหนิเพชรไว้อย่างชัดเจน ทำให้คุณสามารถมั่นใจได้ว่า คุณได้เลือกซื้อเพชรที่ตรงตามคุณภาพอย่างแท้จริง

Cutting
เจียระไน ทำให้ประกายเพชรเป็นประกายระยิบระยับ การเจียระไนให้ได้คุณภาพที่ดีที่สุดประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ สัดส่วนเพชรจะต้องมีสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบที่สุด หรือเพอร์เฟกต์ คัท ทำให้ประกายของเพชรสะท้อนขึ้นมาด้านบนกระทบกับตามากที่สุด ซึ่งการเจียระไนเพชรที่ตื้นเกินไป หรือ ลึกเกินไป จะทำให้เพชรไม่สะท้อนประกายกลับขึ้นไปที่สายตาของเรา ทำให้เพชรดูไม่มีประกาย หรือเพชรไม่แวววาว

คุณภาพการขัดเงา ในแต่ละเหลี่ยมเจียระไนของเพชร เพชรที่มีการขัดเงาที่ดีจะทำให้เพชรเม็ดนั้นส่องประกายที่ดีแวววาวและสวยงาม

ความสมมาตร หมายถึง การเจียระไนที่ทำให้เหลี่ยมเพชรทุกๆ เหลี่ยมได้สัดส่วน และเหลี่ยมเจียระไนประเภทเดียวกันควรจะเจียนระไนได้ขนาดเท่ากัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุด หากเราจินตนาการว่านำเพชรมาพับครึ่งหนึ่ง เพชรที่มีความสมมาตรจะมีขนาดเท่ากันทั้งซ้ายและขวา ซึ่งหากเพชรที่มีความสมมาตรจะมีผลทำให้เพชรมีการสะท้อนประกายได้ระยิบระยับมากที่สุด และเป็นเพชรที่เจียระไนดีที่สุด

หากครบทั้งสามองค์ประกอบจะได้ระดับ Excellent หรือตามมาตรฐานการให้เกรดคุณภาพเพชรระดับโลก ทั้งจากสถาบัน HRD หรือ GIA จะนิยมเรียกว่า เพชรระดับ Triple Excellent


หลังจากที่ได้รู้จักกับเทคนิคการเลือกเพชรเบื้องต้นกันไปแล้ว ต่อไปให้ดูจากความชอบว่าชอบเรื่องไหนเป็นพิเศษ เช่น อยากเน้น เรื่องขนาดน้ำหนักของเพชร, ความขาวใส หรือ การเจียระไนก็ให้เน้นในเรื่องนั้นๆ เป็นพิเศษ เป็น 4 เคล็ดลับที่คนรักเพชรทั้งมือใหม่-เก่าให้ได้รู้เท่าทันกัน.